- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 823 ห้ามปล่อยให้รวมเป็นก้อนเดียวเด็ดขาดนะ
บทที่ 823 ห้ามปล่อยให้รวมเป็นก้อนเดียวเด็ดขาดนะ
บทที่ 823 ห้ามปล่อยให้รวมเป็นก้อนเดียวเด็ดขาดนะ
เซี่ยหวาเฟิงถอนหายใจอยู่ในใจ ทั้งจนใจทั้งขำ
แต่เสี่ยวโจวเจ้าหนุ่มนี่ก็ยังพอมีกระดูกสันหลังอยู่บ้าง ไม่ได้ฉวยโอกาสปีนป่ายขึ้นมาตามน้ำ
บนใบหน้าของเมิ่งอันเหอก็ประดับรอยยิ้มเช่นกัน เธอมองโจวเยี่ยนแล้วพูด “คืนนี้กลับไปฉันจะแก้แบบแปลนให้เสร็จเลย แล้วเรื่องติดต่อกับช่างก่วนเดี๋ยวฉันจัดการเอง ส่วนร้านขายของชำเธอต้องให้เขารีบย้ายออกให้เร็วที่สุด จะได้ไม่กระทบกับกำหนดการก่อสร้างนะ”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมไปคุยกับเขาเดี๋ยวนี้เลย” โจวเยี่ยนพยักหน้า เดินไปหาเหล่าติงเพื่อคุยเรื่องย้ายออก
หลังจากตกลงกันได้คร่าว ๆ โจวเยี่ยนก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ ดึงธนบัตรใบละสิบหยวนสามใบยื่นให้เหล่าติง “เหล่าติง เงินสามสิบหยวนนี้เป็นค่าเช่าเดือนหน้าที่ซ่งเจิ้นเก็บไปก่อนหน้านี้ ผมคืนให้คุณก่อนนะ ถ้าย้ายออกก่อนวันที่ห้า ผมจะจ่ายค่าชดเชยให้คุณอีกสามสิบหยวน น่าจะพอให้คุณไปหาห้องแถวใหม่แล้วจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าได้หนึ่งเดือนพอดี”
เหล่าติงมองเงินแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือไปรับมา “ตกลงครับ จากกันด้วยดีเนอะ ก่อนวันที่ห้าผมจะขนของออกไปให้หมด จะได้ไม่สร้างความลำบากให้คุณ”
“ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางจับมือกับเขา โลกนี้ยังมีคนดีอยู่เยอะจริงๆ แฮะ
จัดการธุระเสร็จ โจวเยี่ยนก็พาทุกคนไปกินซุปเนื้อแกะเจี่ยนหยาง
สำหรับทุกคนที่เพิ่งกินหม้อไฟรสเผ็ดชามาตอนกลางวัน การได้กินซุปเนื้อแกะเจี่ยนหยางรสชาติกลมกล่อมอร่อย ๆ สักหม้อในวันฤดูหนาวที่หนาวเหน็บแบบนี้ ถือว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้ารัวๆ “ซุปเนื้อแกะหม้อนี้รสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่มีกลิ่นคาวเลย พอจิ้มกับน้ำจิ้มแห้งนี่ รสชาติยิ่งยอดเยี่ยมไปอีก สามารถกะความเค็มได้ตามใจชอบเลย อร่อยมาก”
เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าตาม “ใคร ๆ ก็บอกว่าอาหารแถบเสฉวนฉงชิ่งเน้นรสเผ็ดชาเป็นหลัก แต่มาคราวนี้ พวกเราได้กินอาหารรสชาติกลมกล่อมตั้งหลายอย่างเลยนะเนี่ย สมแล้วที่เขาว่ากันว่าฟังความข้างเดียวเชื่อถือไม่ได้ ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองถึงจะรู้ว่าจริงหรือเท็จ”
สำหรับนักกินตัวยงอย่างเขาแล้ว เจียโจวมันคือสวรรค์ชัด ๆ!
ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงต้อนรับที่โจวเยี่ยนทำเมื่อคืน บะหมี่ตอนเช้า หม้อไฟตอนกลางวัน หรือซุปเนื้อแกะเจี่ยนหยางตอนเย็น ล้วนทำให้เขากินอย่างพึงพอใจเป็นอย่างมาก
กินไปกินมา แม้แต่น้ำซุปก็ถูกซดจนเกลี้ยง
โจวเยี่ยนลุกขึ้นไปจ่ายเงิน แต่กลับพบว่าเซี่ยหวาเฟิงกับหลินจื้อเฉียงที่ไปเข้าห้องน้ำก่อนหน้านี้ กำลังยื้อแย่งกันอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์
“ฉันจ่ายเอง เหล่าหลิน หม้อไฟตอนกลางวันนายก็เป็นคนจ่ายไปแล้วนะ”
“เหล่าเซี่ย พี่มาเที่ยวหาฉันที่นี่ นายยังจะมาแย่งจ่ายเงินอีก งั้นวันหลังไปหางโจวฉันคงไม่กล้าให้พี่เลี้ยงข้าวแล้วล่ะ”
ทั้งสองคนต่างก็กดกระเป๋าสตางค์ของอีกฝ่ายเอาไว้ กินกันไม่ลงเลยทีเดียว
คุณน้าที่เป็นคนเก็บเงินมองคนนี้ที มองคนนั้นที อึกอักอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด
“เถ้าแก่เนี้ย ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ” โจวเยี่ยนรีบสาวเท้าเดินเข้าไปถามคุณน้า
“สิบสองหยวนแปดเหมา คิดแค่สิบสองหยวนห้าเหมาก็แล้วกัน ส่วนยอดถั่วลันเตาก่อนหน้านี้ก็ถือว่าแถมให้พวกคุณนะ” คุณน้าเห็นโจวเยี่ยน ก็รีบบอกทันที
“ขอบคุณครับเถ้าแก่เนี้ย” โจวเยี่ยนยิ้มพลางยื่นเงินให้
“อ้าว! ไม่ได้ ๆ เสี่ยวโจว เงินนี่จะให้นายมาจ่ายได้ยังไง” หลินจื้อเฉียงชักจะร้อนใจขึ้นมาแล้ว
เซี่ยหวาเฟิงก็ร้อนใจเหมือนกัน “ใช่แล้ว เธอยังต้องสร้างบ้านอีกนะ เงินตรงไหนประหยัดได้ก็ต้องประหยัดสิ ค่ากินพวกเราจ่ายเองก็ได้!”
“คุณอาเซี่ย คุณอาหลิน ผมบอกแล้วไงครับว่าจะเลี้ยงซุปเนื้อแกะพวกคุณ จะให้พวกคุณมาจ่ายเงินได้ยังไงล่ะครับ” โจวเยี่ยนหัวเราะพลางลากทั้งสองคนออกมา อีกฝ่ายต่างก็คิดจะประหยัดเงินให้เขากันทั้งนั้นแหละ แต่เงินที่ใช้เลี้ยงข้าวพ่อตาน่ะ เขาจะไปประหยัดได้ยังไงล่ะ?
เดินออกมาจากร้านซุปเนื้อแกะ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ทุกคนปรึกษากันนิดหน่อย แล้วให้หลินจื้อเฉียงขับรถไปส่งเมิ่งอันเหอกับเด็กสามคนกลับไปที่ซูจีก่อน แล้วเดี๋ยวรอบหน้าค่อยมารับพวกเซี่ยหวาเฟิงสี่คน กลางคืนทั้งมืดทั้งหนาว พวกเขาไม่ค่อยไว้ใจให้โจวเยี่ยนขี่มอเตอร์ไซค์พาโจวโม่โม่กลับไปหรอก
“เหยาเหยา อากาศหนาวขนาดนี้ หรือว่าเดี๋ยวลูกนั่งรถยนต์กลับไปดีกว่า เดี๋ยวพ่อซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเสี่ยวโจวกลับไปเอง” เซี่ยหวาเฟิงมองเซี่ยเหยาแล้วพูด
“พ่อคะ ฟ้ามืดแล้ว พ่ออยู่เป็นเพื่อนแม่กับคุณตาคุณยายเถอะค่ะ ทุกคนจะได้สบายใจด้วย” เซี่ยเหยาพูดยิ้ม ๆ ปีนขึ้นไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของโจวเยี่ยนเรียบร้อยแล้ว
โจวเยี่ยนยิ้มบาง ๆ “คุณอาเซี่ย คุณน้า คุณตาคุณยาย งั้นพวกคุณรออยู่ที่นี่สักแป๊บนะครับ เดี๋ยวผมพาเหยาเหยากลับไปก่อน”
“จ้ะ เสี่ยวโจว ขี่รถดี ๆ นะ” เมิ่งจือหลานพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนขานรับ ขี่มอเตอร์ไซค์พาเซี่ยเหยาค่อย ๆ ขี่ออกไป พอเลี้ยวพ้นหัวมุมถึงได้ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
เซี่ยเหยาเอามือที่เกาะไหล่โจวเยี่ยนลง แล้วสวมกอดเอวเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างกายแนบชิดซบหน้าลงบนไหล่เขา กระซิบข้างหูเสียงเบา “ถ้าคุณไม่มีเงินก็บอกพี่สาวได้นะ รอพี่สาวไปทำงานเมื่อไหร่ เดือนนึงก็ได้เงินเดือนตั้งหนึ่งหมื่นหยวนเชียวนะ”
น้ำเสียงของเธอช่างยั่วยวน แฝงไปด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
มุมปากของโจวเยี่ยนก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเช่นกัน “ได้สิครับพี่สาว ถ้าผมขาดเงินเมื่อไหร่ ผมไม่เกรงใจหรอกนะ”
เขาเนี่ยนะ จะได้เกาะผู้หญิงกินแล้วเหรอ?
ก็พี่สาวเศรษฐินีที่หาเงินได้เดือนละหนึ่งหมื่นหยวนเป็นแฟนเขานี่นา
คำว่า ‘พี่สาว’ ของโจวเยี่ยน ทำเอาเซี่ยเหยายิ้มกว้างกว่าเดิม กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ในลานบ้านคุณกะจะปลูกดอกไม้อะไรบ้างเหรอ?”
“ลานบ้านของพวกเรา ให้นักออกแบบเซี่ยเป็นคนตัดสินใจเลยครับ ผมจะมีรสนิยมอะไรไปสู้คุณได้ล่ะ” โจวเยี่ยนเอ่ย
“ฉันอยากจะปลูกกำแพงดอกกุหลาบจังเลย”
“จัดให้ครับ ชอบสีอะไรล่ะ?”
“สีขาวอมชมพู เลื้อยเต็มกำแพงเลย ต้องสวยมากแน่ ๆ”
“ได้ครับ ผมจำไว้แล้ว”
“ฉันยังอยากปลูกดอกไฮเดรนเยียอีกสักสองสามต้นด้วยนะ เวลาบานน่ารักสุด ๆ ไปเลย แถมยังสวยมากด้วย”
“ได้ครับ ผมจดไว้ก่อนนะ”
“งั้นปลูกต้นองุ่นอีกสักต้นดีไหม พอถึงหน้าร้อนเถาวัลย์ก็เลื้อยเต็มระเบียงดอกไม้ เอาไว้นั่งรับลมเย็น ๆ แถมยังได้กินองุ่นด้วย”
ทั้งสองคนคุยกันไปตลอดทาง ล้วนเป็นเรื่องความคาดหวังที่สวยงามสำหรับลานบ้านเล็กทั้งนั้น
เซี่ยเหยาราวกับเป็นปีศาจน้อยยั่วสวาท กอดโจวเยี่ยนไว้แน่นเปรี๊ยะ ตลอดทางถนนขรุขระ คนข้างหลังก็ส่ายไปมา ขนาดมีเสื้อผ้ากั้นอยู่ก็ยังสัมผัสได้ถึงรูปทรงที่เปลี่ยนแปลงไป ทำเอาโจวเยี่ยนใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“คุณแอบลูบกล้ามท้องผมอีกแล้วใช่ไหม?”
“เปล่านะ... นิ้วมันเผลอไปเกี่ยวโดนเฉย ๆ”
โจวเยี่ยนจับมือเธอ แล้วสอดเข้าไปในเสื้อของเขาหน้าตาเฉย “ลูบเลย สอดเข้าไปลูบได้ตามสบายเลย”
“อื้อ...” เซี่ยเหยาชักมือกลับ ใบหน้าที่ซบอยู่บนแผ่นหลังของเขาแดงระเรื่อ “คุณทำอะไรเนี่ย”
“ไม่ลูบก็ช่างเถอะ”
“งั้น... ฉันขอลูบหน่อยนะ?” เซี่ยเหยาสอดมือเข้าไปใต้เสื้อของเขา
“ซี้ด—” ร่างกายของโจวเยี่ยนเกร็งไปชั่วขณะ
“มือฉันเย็นไปหน่อยใช่ไหม?” เซี่ยเหยารีบหยุดชะงักทันที
“เปล่า มันแอบจั๊กจี้นิดหน่อยน่ะ”
“คุณบ้าจี้ด้วยเหรอ? ก๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ”
“ลูบก็ส่วนลูบ ห้ามจั๊กจี้เด็ดขาดเลยนะ”
“ก็ได้ คุณฝึกกล้ามท้องยังไงเนี่ย? เป็นมัด ๆ ขนาดก็เท่า ๆ กันเลย”
“อยากเรียนเหรอ?”
“ไม่อยากค่ะ ฉันมีร่อง 11 ก็พอแล้ว กล้ามท้องก็ให้มันอยู่บนท้องคุณไปเถอะ ฉันไม่ได้อยากได้กล้ามใหญ่ขนาดนั้นหรอก”
หยอกล้อกันมาตลอดทาง พอกลับมาถึงซูจี โจวเยี่ยนก็จอดรถไว้ที่หน้าประตูบ้านพักพนักงาน
เซี่ยเหยาลงจากรถ ยืนอยู่หน้ารถ มองโจวเยี่ยนด้วยรอยยิ้มหวาน “เมื่อกี้ตอนอยู่บนรถที่ฉันพูดไป ฉันพูดจริงนะ ถ้าขาดเงินก็บอกฉันได้เลย อีกไม่นานฉันก็จะกลายเป็นคนรายได้สูงแล้ว ที่สร้างอยู่นี่ก็คือลานบ้านเล็กของพวกเรา ฉันก็หวังว่าจะมีส่วนช่วยสร้างมันขึ้นมาบ้างน่ะ”
“ได้ครับ เศรษฐินีเหยาเหยา” โจวเยี่ยนพยักหน้า
ผู้หญิงคนนี้ พูดจาถอดแบบแม่มาเป๊ะ ๆ เลย
แน่นอนว่า ถ้ายังไม่ถึงขั้นที่หาเงินมาจ่ายไม่ได้จริง ๆ โจวเยี่ยนก็คงไม่เอ่ยปากขอจากเซี่ยเหยากับเมิ่งจือหลานหรอก
งบประมาณในการสร้างบ้านโดยรวมยังอยู่ในแผนการของเขา
เงินสี่หมื่นหยวนที่เถ้าแก่จวงซื้อสูตรน้ำพะโล้ไปนั่น ช่วยชีวิตเขาไว้ได้มากเลยทีเดียว
คราวก่อนฝากไว้หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน รวมกับรายได้จากกิจการช่วงนี้ หักค่ามัดจำก้อนแรกให้ช่างก่วนไปสองหมื่นหยวน รวมกับที่ซื้อมอเตอร์ไซค์ไปสองพันห้าร้อยหยวน และซื้อบ้านวันนี้ไปอีกสี่พันเจ็ดร้อยห้าสิบหยวน เขายังมีเงินในมืออยู่อีกประมาณสามหมื่นห้าพันหยวน
พอโรงงานทอผ้าเปิดทำงานหลังปีใหม่ เขาก็สามารถหาเงินต่อได้ ขอแค่ในระหว่างที่สร้างบ้านไม่มีการบานปลายของงบประมาณ ก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
โจวเยี่ยนเอ่ยว่า “พรุ่งนี้เช้าแปดโมง เรียกพ่อแม่คุณมากินมื้อเช้าที่ร้านด้วยกันสิครับ เดี๋ยวผมจะทำซาลาเปาให้พวกเขากิน”
“ทำซาลาเปามันยุ่งยากเกินไปนะ คุณต้องตื่นแต่เช้า ลำบากแย่เลย หรือว่าให้พวกเขาไปหาอะไรกินง่าย ๆ กันเองดีกว่า” เซี่ยเหยาส่ายหน้า มองโจวเยี่ยนด้วยสายตาสงสารจับใจ “วันนี้คุณเหนื่อยมากแล้ว นอนพักให้เต็มอิ่มดีกว่า พรุ่งนี้คุณยังต้องทำพะโล้แล้วก็ทำอาหารงานเลี้ยงล้มหมูอีกไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ อายุแค่นี้ยังไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยหรอกนะ นอนตื่นนึงก็กลับมาคึกคักเป็นม้าแล้ว” โจวเยี่ยนเอ่ย “ยังไงทำเนื้อพะโล้ก็ต้องตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว ตอนนี้ผมหมักแป้งนวดแป้งจนคล่องแล้ว ให้พวกเขาได้ลองชิมฝีมือทำอาหารประเภทเส้นและแป้งของผมบ้างสิครับ”
“ได้ งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะไปเรียกพวกเขานะ” เซี่ยเหยายิ้มพยักหน้า แล้วเอ่ยต่อ “จริงสิ ฉันบอกน้าเขยไปแล้วนะ ว่าภาพ ‘เงาเหมยหน้าต่างเก่า’ เดี๋ยวรอหลังปีใหม่ฉันจะถือไปมอบให้คุณนายชิวด้วยตัวเองที่ฮ่องกงเลย
ก่อนหน้านี้ฉันรับปากกับอวี่เยียนไว้ว่าจะมอบภาพวาดของแม่ให้เธอสักภาพนึง แต่ปีนี้ยังไม่ได้กลับหางโจว เรื่องนี้ก็เลยถูกผลัดไปก่อน ฉันกะว่าช่วงนี้จะให้แม่วาดให้สักภาพ หลังปีใหม่ไปฮ่องกงจะได้เอาไปให้เธอทีเดียวเลย”
“เอาสิครับ ดีไม่ดีอาจจะเร็วกว่าส่งไปหลังปีใหม่ซะอีก แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย” โจวเยี่ยนพยักหน้า เรื่องที่ต้วนอวี่เยียนขอภาพวาดเขาก็รู้แหละ แต่ดันลืมไปซะสนิทเลย
ไว้เดี๋ยวโจวเยี่ยนค่อยเขียนจดหมายไปหาต้วนอวี่เยียน ให้เธอช่วยดูแลเซี่ยเหยาตอนอยู่ที่ฮ่องกงสักหน่อย
ต้วนอวี่เยียนไม่ค่อยเหมือนคุณหนูบ้านรวยทั่วไปหรอก เธอแอบมีความเป็นนักเลงอยู่บ้าง ถึงแม้โจวเยี่ยนจะไม่ได้คลุกคลีกับเธอมากนัก แต่ก็สัมผัสได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา
ถึงแม้บางครั้งจะแอบตรรกะพังไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นคนดีคนนึงเลย
ตระกูลต้วนก็เป็นผู้มีหน้ามีตาในฮ่องกง เซี่ยเหยาไปฮ่องกง มีคนคอยดูแลเขาก็จะได้สบายใจหน่อย
แน่นอนว่า บางทีอีกไม่นานความสัมพันธ์ของเซี่ยเหยากับต้วนอวี่เยียนก็อาจจะสนิทกันยิ่งกว่าเขาก็ได้
“ต้วนอวี่เยียนเป็นคนไม่เลวเลยนะ ถ้าคุณอยู่ที่ฮ่องกงแล้วมีเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้ ก็ไปขอความช่วยเหลือจากเธอได้เลย” โจวเยี่ยนเอ่ย
“อืม ฉันรู้ อวี่เยียนนิสัยดีจริง ๆ นั่นแหละ” เซี่ยเหยาพยักหน้า
โจวเยี่ยนยิ้มแล้วเอ่ย “งั้นคุณขึ้นตึกไปก่อนเถอะ ผมจะกลับไปจัดการพวกเป็ดต่อ พรุ่งนี้งานเลี้ยงล้มหมูเป็นครั้งแรกที่พ่อแม่คุณจะได้เจอกับคุณย่าและคนอื่น ๆ ในครอบครัวผม ผมต้องเตรียมตัวให้พร้อมหน่อยน่ะ”
“ได้ค่ะ งั้นคุณยุ่งเสร็จแล้วก็รีบพักผ่อนล่ะ” เซี่ยเหยามองซ้ายมองขวา ขยับเข้าไปหอมแก้มโจวเยี่ยนฟอดหนึ่ง แล้วกระซิบข้างหูเขาเสียงเบา “กล้ามท้องฝึกมาดีมากเลย รักษาไว้ให้ดีล่ะ ห้ามปล่อยให้มันรวมเป็นก้อนเดียวเด็ดขาดเลยนะ”
พูดจบ ก็หน้าแดงแจ๋หันหลังวิ่งหนีไปเลย
โจวเยี่ยนมองแผ่นหลังของเธอหายลับเข้าไปในบันได ถึงได้ขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปที่ร้าน