- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 817 บ้านเราน่ะ มีหนอนบ่อนไส้ซะแล้ว
บทที่ 817 บ้านเราน่ะ มีหนอนบ่อนไส้ซะแล้ว
บทที่ 817 บ้านเราน่ะ มีหนอนบ่อนไส้ซะแล้ว
โจวเยี่ยนหัวเราะแล้วบอก “ได้ครับ งั้นพรุ่งนี้ผมจะทำบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกกับบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงนะ ทุกคนลงชื่อไว้ก่อนเลยครับ พรุ่งนี้ผมจะได้กะถูกว่าจะต้องทำกี่ที่”
“เดี๋ยวฉันเป็นคนจดให้เอง” เซี่ยเหยาล้วงสมุดกับปากกาออกมาจากกระเป๋า แล้วจดบันทึกว่าแต่ละคนอยากกินบะหมี่รสชาติไหน
“เหยาเหยา เดี๋ยวรีบกลับไปพร้อมน้าเขาเร็วหน่อยนะ” เซี่ยหวาเฟิงมองเซี่ยเหยาแล้วเอ่ยกำชับ แถมยังปรายตามองโจวเยี่ยนอีกต่างหาก
โจวเยี่ยนเลื่อนสายตาหลบอย่างแนบเนียน ไม่กล้าสบตากับเขา
“วางใจเถอะค่ะพ่อ หนูจะกลับไปนอนอย่างดีเลย” เซี่ยเหยาพูดยิ้ม ๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปกอดเมิ่งจือหลาน “ราตรีสวัสดิ์ค่ะแม่ พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะคะ”
“จ้ะ ราตรีสวัสดิ์นะเหยาเหยา” เมิ่งจือหลานยิ้มพลางกอดตอบ
“เหยาเหยา...” เซี่ยหวาเฟิงยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็ถูกเมิ่งจือหลานลากตัวไปซะก่อน เสียงเอ็ดของเธอดังแว่วมาแต่ไกล “พอได้แล้วน่า เหยาเหยาอายุยี่สิบเอ็ดแล้วนะ เหล่าเซี่ย คุณต้องรู้จักขอบเขตบ้างสิ”
“แต่ผมเป็นพ่อเขานะ”
“พ่อฉันก็อยู่ข้าง ๆ นี่ไง ถ้าคุณยังจะขืนพูดอีก คืนนี้คุณไปนอนกับพ่อฉันเลยนะ เดี๋ยวฉันจะไปนอนกับแม่ฉันเอง”
เซี่ยเหยากับโจวเยี่ยนสบตากัน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
พอกลับมาถึงใต้ตึกบ้านพักพนักงาน หลินจื้อเฉียงก็บอกกับโจวเยี่ยนว่า “เดินเล่นสักรอบแล้วก็รีบพาเหยาเหยามาส่งนะ ตอนนี้บ้านพักพนักงานปิดประตูใหญ่ตอนสองทุ่มครึ่งแล้วล่ะ”
“ได้ครับอาหลิน” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า มองส่งครอบครัวหลินจื้อเฉียงขึ้นตึกไป
เซี่ยเหยาถือโอกาสควงแขนโจวเยี่ยน เอ่ยด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “วันนี้คุณทำได้ดีมากเลยนะ ฉันรู้สึกได้เลยว่าพ่อแม่แล้วก็คุณตาคุณยายของฉันชอบคุณมาก”
“งั้นเหรอ? ความจริงแล้วผมโคตรตื่นเต้นเลยนะ โชคดีที่มีคุณอยู่ข้าง ๆ” โจวเยี่ยนมองเธอ ในดวงตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ฉันต้องอยู่ข้างคุณอยู่แล้วล่ะ ตอนแรกฉันยังแอบกังวลว่าพ่อจะหาเรื่องคุณหรือเปล่า แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเขาถูกอาหารฝีมือคุณสยบซะอยู่หมัดเลย ฉันแทบไม่เคยเห็นสีหน้าที่ทั้งสับสนและยอมจำนนแบบนั้นบนหน้าเขาเลยนะ คุณไม่รู้หรอก ว่าเขาน่ะเป็นคนปากแข็งมาก” เซี่ยเหยาหัวเราะอย่างมีความสุข
“เดินไปไกลหน่อยเถอะ เดี๋ยวพวกอาหลินก็ได้ยินหรอก” โจวเยี่ยนดึงเซี่ยเหยาเดินออกไป ผู้หญิงคนนี้เวลาบ่นพ่อตัวเองนี่ไม่เกรงใจเลยสักนิด แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ
…
ณ บ้านพักรับรอง
เมิ่งจือหลานถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ไม้แขวนเสื้อข้าง ๆ มองเซี่ยหวาเฟิงที่นั่งอ่านสูตรอาหารอย่างตั้งใจอยู่หน้าโคมไฟตั้งโต๊ะแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “ฉันว่าเด็กเสี่ยวโจวนี่ก็ดูเข้าทีดีนะ หน้าตาหล่อเหลาเอาการ พอยืนคู่กับเหยาเหยาแล้วดูเหมาะสมกันมากเลยล่ะ
อีกอย่าง คำพูดคำจาและการกระทำของเขาก็ดูเหมาะสมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มอบสมุดกระดาษเขียนจดหมายสือจู๋ไจให้พ่อ หรือตอนที่แบ่งปันสูตรอาหารต่าง ๆ ให้กับคุณ ก็ดูสง่าผ่าเผย การอบรมสั่งสอนจากครอบครัวน่าจะดีเลยล่ะ”
เซี่ยหวาเฟิงวางสูตรอาหารลง หันกลับมามองเธอแล้วพูด “พูดตามตรงนะ ดีกว่าที่ผมคาดไว้ก่อนมาเยอะเลยล่ะ ทักษะวิชาชีพของเจ้าหนุ่มนี่แข็งแกร่งมากจริง ๆ รอยด้านบนนิ้วมือก็หนามาก น่าจะเป็นรอยที่เกิดจากการจับมีดทำครัวมานานหลายปี แสดงให้เห็นว่าปกติเขาคงฝึกฝนอย่างหนัก ถึงได้มีฝีมือยอดเยี่ยมแบบนี้
มีฝีมือทำอาหารขนาดนี้ แถมยังมีความทะเยอทะยาน เรื่องหาเงินคงไม่มีปัญหาแน่นอน ในอนาคตไม่ว่ายังไงก็คงได้เป็นเถ้าแก่ร้านอาหารใหญ่ ฐานะทางการเงินไม่มีทางลำบากแน่”
“แต่ว่า ยัยหนูเหยาเหยาต้องแอบวางแผนอยู่เบื้องหลังให้เขาไม่น้อยแน่ ๆ ไม่งั้นเขาจะรู้ได้ยังไงว่าต้องมอบสมุดกระดาษเขียนจดหมายสือจู๋ไจให้พ่อ มอบบันทึกท้ายเรื่องของซูตงพัวให้คุณ แถมอาหารจานแรกที่ยกมาขึ้นโต๊ะยังเป็นซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอีก บ้านเราน่ะ มีหนอนบ่อนไส้ซะแล้ว”
“มื้อนี้ไม่น่าเรียกว่างานเลี้ยงต้อนรับหรอก น่าจะเรียกว่างานเลี้ยงหงเหมิน(1)ซะมากกว่า พุ่งเป้ามาที่ผมเต็ม ๆ”
พอพูดถึงประโยคสุดท้าย สีหน้าของเซี่ยหวาเฟิงก็แอบตัดพ้อนิด ๆ
“พอได้แล้วน่า คุณก็อย่าทำเป็นได้คืบจะเอาศอกไปหน่อยเลย ทั้งได้กินของอร่อยแถมยังมีของติดไม้ติดมือกลับมาอีก สูตรอาหารคุณก็ได้มาอยู่ในมือแล้ว งานเลี้ยงหงเหมินมื้อนี้คุณน่ะกินเยอะกว่าใครเพื่อนเลย สาลี่ยัดไส้แปดเซียนยังฟาดไปตั้งสองลูก” เมิ่งจือหลานเลียนแบบท่าทางตอนที่เขากุมท้อง โบกมือบอก “ไม่ไหว ๆ ผมว่าผมกินจนจุกแล้วล่ะ”
เซี่ยหวาเฟิงหน้าแดงก่ำ ยกมือเกาหัวแกรก ๆ แล้วบอก “คุณอย่าพูดไป งานเลี้ยงมื้อนี้นับว่าเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมาในปีนี้เลยนะ อาหารแต่ละจานถ้าเอาไปแยกขาย ก็อยู่ในระดับที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารอื่นได้สบายเลย เรื่องความใส่ใจนี่ไม่ต้องพูดถึง งัดเอาฝีมือก้นหีบออกมาแสดงจนหมดเลยล่ะ”
“อีกอย่างนะ ตอนนั้นเพื่อที่จะเอาชนะใจพ่อฉัน ฉันก็แอบออกความคิดดี ๆ ให้คุณไปไม่น้อยเหมือนกันนะ แม้แต่เรื่องที่พ่อชอบกินขนมชนิดไหนของร้านจือเว่ยกวน ฉันก็ยังบอกคุณซะละเอียดยิบเลย” เมิ่งจือหลานมองเขาแล้วยิ้ม “เพราะว่ารักมากพอ ฉันก็เลยเลือกที่จะยืนอยู่ข้างคุณอย่างแน่วแน่ แล้วตอนนี้เหยาเหยาจะเลือกยืนอยู่ข้างเสี่ยวโจว มันจะผิดตรงไหนล่ะ?”
เซี่ยหวาเฟิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “คุณพูดแบบนี้ มันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะ”
“แล้วเรื่องของเหยาเหยากับเสี่ยวโจวเนี่ย คุณตกลงแล้วเหรอ?” เมิ่งจือหลานมองเขาแล้วเอ่ยถามยิ้ม ๆ
สีหน้าของเซี่ยหวาเฟิงดูจริงจังขึ้นมาหลายส่วน “วันนี้พอได้ลองสัมผัสกับครอบครัวของเขาดูแล้ว พ่อของเสี่ยวโจวดูเป็นคนฆ่าวัวที่ซื่อสัตย์ เรียนรู้เร็ว รู้จักสังเกตการทำงาน และก็รักภรรยา
ส่วนแม่ของเขาน่าจะเป็นคนดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ ในบ้าน เก่งเรื่องการเข้าสังคม นิสัยตรงไปตรงมาสบาย ๆ ปกติเวลาอยู่ที่ร้านก็น่าจะรับหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ก็เลยมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก โจวโม่โม่ถึงจะยังเด็ก แต่ก็มีบุคลิกที่ค่อนข้างโดดเด่น มีมารยาทและมีความมั่นใจ ไม่ตื่นคนเลยสักนิด จากตัวเธอสามารถมองเห็นอิทธิพลจากนิสัยของแม่ที่ส่งผลต่อตัวเธอได้ แต่ก็ยังคงความน่ารักว่านอนสอนง่ายเอาไว้
บรรยากาศครอบครัวโดยรวมน่าจะดีทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงเลี้ยงลูกสาวให้ออกมาเป็นแบบนี้ไม่ได้หรอก เสี่ยวโจวเพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรก เวลาอยู่ต่อหน้าพวกเราส่วนใหญ่ก็น่าจะยังเกร็ง ๆ อยู่บ้าง”
“ดูออกเลย เสี่ยวโจวเป็นคนหัวไวแน่นอน” เมิ่งจือหลานพยักหน้ายิ้ม ๆ
เซี่ยหวาเฟิงกล่าวว่า “การมาเยือนคราวนี้ของพวกเรา ก็ไม่ได้มาเพื่อหมั้นหมายให้เหยาเหยาสักหน่อย ผมจะเห็นด้วยหรือไม่ ตอนนี้เหยาเหยาก็มุ่งความสนใจไปที่เสี่ยวโจวหมดแล้ว แต่ในเมื่อมาแล้ว พวกเราก็ต้องช่วยตรวจสอบให้เธออย่างดีซะหน่อย วันข้างหน้าถ้าเธออยากจะแต่งงานกับเสี่ยวโจวขึ้นมาจริง ๆ มันก็จะเป็นเรื่องของสองครอบครัวแล้วนะ”
เมิ่งจือหลานพยักหน้าเบา ๆ “ที่คุณพูดมาก็ถูก มะรืนนี้เราจะไปกินงานเลี้ยงล้มหมูที่หมู่บ้านของพวกเขาไม่ใช่เหรอ ไว้ลองทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ ในครอบครัวของเขาดูอีกที เรามีลูกสาวแค่คนเดียว จะระมัดระวังให้มากหน่อยก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว”
“ผมเห็นพ่อคุณให้ความสนใจแม่หนูน้อยโจวโม่โม่เป็นพิเศษเลย หรือว่าเขาอยากจะรับลูกศิษย์งั้นเหรอ?” เซี่ยหวาเฟิงจู่ ๆ ก็ถามขึ้น
“อย่าว่าแต่พ่อฉันเลย พอเห็นภาพวาดดอกไม้และนกสองสามภาพที่โม่โมวาดแล้ว ฉันเองก็ยังอยากรับเป็นลูกศิษย์เลย” เมิ่งจือหลานเอ่ยยิ้ม ๆ “คุณไม่ได้วาดรูป คุณไม่เข้าใจหรอกว่าพรสวรรค์ของเธอสูงส่งขนาดไหน เด็กแบบนี้ ถ้าสามารถรักษาความสนใจเอาไว้ได้ตลอดไปล่ะก็ ความสำเร็จในวันข้างหน้าอาจจะเหนือกว่าฉันด้วยซ้ำไป”
“เก่งขนาดนั้นเลย!” เซี่ยหวาเฟิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจไม่เบา
…
“หว่านชิว คุณว่าถ้าผมอยากจะรับโม่โม่เป็นลูกศิษย์ พ่อแม่ของเด็กเขาจะตกลงไหม?”
ห้องข้าง ๆ เมิ่งฮั่นเหวินนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือพลางพลิกอ่านสมุดกระดาษเขียนจดหมายสือจู๋ไจ พลิกไปพลิกมาจู่ ๆ ก็ถามขึ้น
เสิ่นหว่านชิวที่นั่งอยู่ริมเตียงเงยหน้าขึ้นมองเขา “คุณจะรับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มาเป็นลูกศิษย์ งั้นวันข้างหน้าคุณกะจะมาตั้งรกรากอยู่ที่เจียโจวถาวรเลยเหรอ?”
เมิ่งฮั่นเหวินขยับแว่นสายตายาว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า “เธอยังเด็กขนาดนี้ จะปล่อยให้ไปหางโจวคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ งั้นก็คงมีแค่ผมที่ต้องมาเจียโจวแล้วล่ะ”
เสิ่นหว่านชิวเอ่ยอย่างลังเล “สิบปีก่อนคุณเพิ่งจะบอกว่าจะไม่รับลูกศิษย์อีกแล้ว วันนี้ทำไมจู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจขึ้นมาล่ะ? โม่โม่เพิ่งจะสี่ขวบเองนะ ถ้าจะปั้นเธอให้เก่งขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาตั้งสิบกว่าปี”
เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้า “ผมรู้ ตอนนั้นจือหลานกับอันเหอก็ถูกฟูมฟักมาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ เหยาเหยาก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนหลังอันเหอกับเหยาเหยามีความคิดไปทางอื่นน่ะ”
เสิ่นหว่านชิวหัวเราะ “แม้แต่ลูกสาวกับหลานสาวยังฟูมฟักมาได้ครึ่งทางก็หันไปทำอาชีพอื่น แล้วคุณไม่กลัวเหรอว่ารับลูกศิษย์มาแล้วจะหันไปทำอาชีพอื่นกลางคันเหมือนกัน?”
“มีอะไรให้ต้องกลัวล่ะ อันเหอตอนนี้ก็เป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ส่วนเหยาเหยาในอนาคตก็ต้องกลายเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าหรือนักออกแบบโฆษณาที่เก่งกาจได้แน่ ๆ” เมิ่งฮั่นเหวินเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ถึงพวกเธอจะไม่ได้เป็นจิตรกร แต่ตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่ได้เดินหมากผิดพลาดเลยสักก้าว พื้นฐานที่มีอยู่นั่นแหละ ถึงได้ทำให้ประสบความสำเร็จแบบนี้”
“ดูทำหน้าเข้าสิ” เสิ่นหว่านชิวยิ้มพยักหน้า “ก็ได้ คุณอยากจะรับโม่โม่เป็นลูกศิษย์ฉันก็ไม่ห้ามหรอกนะ แต่ทุกปีฉันต้องกลับไปอยู่หางโจวครึ่งปีนะ ในสวนฉันปลูกดอกไม้ต้นไม้ไว้ตั้งเยอะแยะ ต้องมีคนคอยดูแล”
“ก็ดีเหมือนกันนะ วันข้างหน้าพวกเราก็อยู่หางโจวครึ่งปี เจียโจวครึ่งปี การรับลูกศิษย์สำคัญก็จริง แต่การได้อยู่กับคุณมันสำคัญกว่า” เมิ่งฮั่นเหวินมองเธอแล้วเอ่ย “เรื่องนี้ก็ยังไม่ต้องรีบหรอก ผมต้องรอดูความสนใจของแม่หนูน้อยโจวโม่โม่ที่มีต่อการวาดรูปก่อนว่ามันมีมากขนาดไหน”
…
ณ ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา
“ซานสุ่ย คุณว่าเรื่องของโจวเยี่ยนกับเหยาเหยานี่จะไปรอดไหม?” จ้าวเถี่ยอิงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กข้าง ๆ มองโจวเหมี่ยวที่กำลังล้างจานอยู่แล้วเอ่ยถาม
โจวเหมี่ยวตอบว่า “ผมดูแล้วปัญหาน่าจะไม่ใหญ่นะ วันนี้ทุกคนก็กินกันอย่างมีความสุข พ่อของเหยาเหยาถึงจะเป็นผู้จัดการ แต่ก็ไม่ได้วางมาดเป็นผู้นำเลย เข้มงวดกับโจวเยี่ยนน้อยกว่าที่พ่อคุณเคยเข้มงวดกับผมตอนนั้นซะอีก”
“งั้นก็ดีเลย” จ้าวเถี่ยอิงยิ้ม “แม่ของเหยาเหยาไม่เพียงแต่สวยนะ นิสัยก็ยังอ่อนโยน เป็นคนที่เข้ากับคนง่ายมากคนนึงเลยล่ะ ดูออกเลยว่าเธอค่อนข้างพอใจในตัวโจวเยี่ยนบ้านเรา เจ้าเด็กนี่ดวงดีจริง ๆ ที่ได้เจอแม่ยายดี ๆ แบบนี้”
ส่วนโจวเยี่ยนผู้โชคดี วันนี้จูงมือเซี่ยเหยาเดินเล่นอย่างว่าง่ายเป็นเวลาหนึ่งรอบ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็พาเธอมาส่งที่บ้านพักพนักงานแล้ว
ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ พ่อแท้ ๆ ของเขามาถึงที่ โจวเยี่ยนก็ต้องมีความเกรงกลัวอยู่บ้างแหละ
“พรุ่งนี้เจอกันนะคะ” เซี่ยเหยาขยับเข้ามาใกล้ หอมแก้มโจวเยี่ยนไปฟอดหนึ่ง แล้วหมุนตัวเดินขึ้นตึกไป
พอกลับมาถึงร้านอาหาร โจวโม่โม่ก็หลับไปแล้ว
จ้าวเถี่ยอิงบอกกับโจวเยี่ยน “พรุ่งนี้แม่เรียกคนมาช่วยงานพอแล้วล่ะ เก้าโมงเช้าไปรวมตัวกันที่ท่าเรือ แม่กับพ่อคงไม่ได้ขึ้นไปด้วยหรอกนะ พวกเราจะไปขายเนื้อพะโล้ที่หัวสะพานเหมือนเดิม วันนึงหาเงินได้ตั้งสองร้อย จ่ายค่าจ้างแล้วยังมีเงินเหลือตั้งเยอะ”
“เยี่ยมไปเลยครับ!” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า ยกนิ้วโป้งให้น้าจ้าว “แม่ครับ แม่พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย ถึงขนาดรู้จักใช้เงินมาคำนวณเป็นเวลาแล้ว”
“เข้าเรียนชั้นเรียนอ่านเขียนมาแล้ว เรื่องแค่นี้ก็ต้องคิดเลขเป็นสิ” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะ แล้วก็กำชับโจวเยี่ยนอย่างจริงจัง “ช่วงนี้ก็ทำตัวดี ๆ หน่อยล่ะ ลูกไม่ได้เป็นตัวแทนแค่ตัวเองนะ แต่เป็นตัวแทนสายตาของเหยาเหยาด้วย เหยาเหยาดีกับลูกขนาดนี้ เข้าข้างลูกทุกอย่าง ลูกอย่าทำให้เธอผิดหวังล่ะ”
“แม่ครับ แม่วางใจได้เลย ผมรู้ตัวเองดีครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนแต่หัวค่ำ เช้าวันรุ่งขึ้นโจวเยี่ยนก็ตื่นขึ้นมาทำเนื้อพะโล้และเส้นบะหมี่
พวกเซี่ยเหยามาถึงร้านอาหารตอนแปดโมงเช้า เนื้อพะโล้ก็ทำเสร็จหมดแล้ว
โจวเยี่ยนต้มบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงและบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกสองชนิดให้พวกเขาทาน ซึ่งก็ได้รับคำชมจากพวกเซี่ยหวาเฟิงและเมิ่งฮั่นเหวินเป็นเสียงเดียวกัน
“บะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกสองชนิดชามนี้มันยอดเยี่ยมมากจริง ๆ!” เซี่ยหวาเฟิงกินเสร็จแล้วยังรู้สึกไม่จุใจ ดึงตัวโจวเยี่ยนแล้วถาม “เสี่ยวโจว อาอยากเรียนวิธีทำบะหมี่ชามนี้ จะได้ไหม?”
โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ “คุณอาเซี่ยครับ เมนูนี้ง่ายมากเลย รอผมยุ่งเสร็จวันนี้เดี๋ยวผมจะเขียนสูตรให้ แล้วจะสอนคุณอาให้นะครับ”
“ดี! ดีจริง ๆ!” เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ทุกคนก็ออกเดินทางไปเจียโจว
โจวโม่โม่และเซี่ยเหยานั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของโจวเยี่ยน
คนเยอะ รถยนต์คราวน์ของหลินจื้อเฉียงนั่งไม่พอ ทำได้เพียงต้องวิ่งกลับมารับเมิ่งอันเหอกับเจ้าหัวไชเท้าสองคนนั้นอีกรอบ
โชคดีที่รถยนต์วิ่งเร็ว ไปกลับก็แค่ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เอง
พอพวกโจวเยี่ยนมาถึงบ้านเก่าตระกูลชิว พวกเซี่ยหวาเฟิงก็เพิ่งลงจากรถพอดี
“โจวเยี่ยน!”
โจวเยี่ยนเพิ่งจะจอดรถมอเตอร์ไซค์เสร็จ ก็มีเสียงของโจวหงเหว่ยดังมาจากด้านข้าง
……….……….……….……….
(1) งานเลี้ยงหงเหมิน (鸿门宴) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงงานเลี้ยงที่แอบแฝงเจตนาร้าย หรือมีกับดักซ่อนอยู่ มีที่มาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ยุคปลายราชวงศ์ฉิน ที่เซี่ยงอวี่ (ฌ้อปาอ๋อง) จัดงานเลี้ยงขึ้นเพื่อวางแผนลอบสังหารหลิวปัง