- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 811 ปลดอาวุธผู้จัดการเซี่ยตั้งแต่งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม
บทที่ 811 ปลดอาวุธผู้จัดการเซี่ยตั้งแต่งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม
บทที่ 811 ปลดอาวุธผู้จัดการเซี่ยตั้งแต่งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม
โจวเยี่ยนชะงักเท้า มองดูผู้คนที่เดินเข้ามาในร้าน
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลา สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยแจ็กเก็ตสีดำ ผมสีดำขลับหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ยืนตัวตรงแหน่วคนนั้น น่าจะเป็นผู้จัดการเซี่ย เซี่ยหวาเฟิง พ่อของเซี่ยเหยา
คิ้วเข้มตาโต ตอนหนุ่ม ๆ ต้องหล่อมากแน่ ๆ แค่ตอนขมวดคิ้วจ้องคนจะดูดุไปหน่อย ผู้นำที่โจวเยี่ยนเคยเจอมาก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครที่ดูมีอำนาจน่ายำเกรงทั้งที่ไม่ได้โกรธแบบผู้จัดการเซี่ยเลย
ผู้หญิงที่สวมเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีขาวที่อยู่ข้าง ๆ เขา น่าจะเป็นเมิ่งจือหลานแม่ของเซี่ยเหยา
เสื้อโค้ตยาวคลุมเข่า ตรงคอเสื้อแต่งขอบด้วยขนกระต่ายสีขาวนวลเส้นเล็ก เข้ารูปตรงช่วงเอวอย่างพอดี ผมยาวที่ได้รับการดูแลอย่างดีจนดำขลับ เกล้ามวยเอียง ๆ เสียบปิ่นไม้ท้อแกะสลักลายดอกบัวเอาไว้
คิ้วเรียวตาหวาน เครื่องหน้าดูอ่อนโยน รูปร่างผอมเพรียวสง่างาม ดูแล้วเหมือนคนอายุแค่สามสิบต้น ๆ ริ้วรอยจาง ๆ ตรงหางตาถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น ราวกับดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน ดูสง่างามและสูงศักดิ์
เธอกับเมิ่งอันเหอหน้าตาค่อนข้างคล้ายกัน แต่บุคลิกต่างกัน เมิ่งอันเหอเป็นสาวเก่งที่แผ่ออร่าความแข็งแกร่งออกมา ดัดผมลอนใหญ่ สวมเสื้อกันลมที่ดูทะมัดทะแมง เดินไปไหนก็ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปตอแยด้วย
ส่วนเมิ่งจือหลานดูเหมือนหญิงสาวอ่อนโยนจากเมืองริมน้ำแบบดั้งเดิมมากกว่า ดูสงบเสงี่ยมและเยือกเย็น บนใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงก็ยิ่งเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น พัดพาเอาความเย็นชาที่ผู้จัดการเซี่ยแผ่ออกมาให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
ในที่สุดโจวเยี่ยนก็รู้แล้วว่าทำไมเซี่ยเหยาถึงได้สวยขนาดนี้ นี่คือการผสมผสานจุดเด่นบนใบหน้าของผู้จัดการเซี่ยกับเมิ่งจือหลานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงได้มีใบหน้าที่สวยไร้ที่ติแบบนี้ออกมา
ทว่า การเจอผู้ใหญ่ครั้งแรก กลับไม่ค่อยเหมือนที่โจวเยี่ยนจินตนาการเอาไว้เท่าไหร่ ปกติเขาเป็นคนใจเย็น คุยเล่นหัวเราะร่วนได้กับทุกคน แต่ตอนนี้พอถูกผู้จัดการเซี่ยจ้องเอา เขากลับรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าจะก้าวเท้าไหนออกไปก่อนดี
ช่วยไม่ได้นี่นา ยิ่งใส่ใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตื่นเต้นมากเท่านั้น
จะสามารถสร้างความประทับใจที่ดีให้กับพ่อแม่ของเซี่ยเหยา ทำให้พวกเขาวางใจยอมให้เขาคบหากับเซี่ยเหยาได้หรือไม่ การเจอกันครั้งแรกนี่แหละสำคัญที่สุด เซี่ยหวาเฟิงกับเมิ่งจือหลานเองก็กำลังประเมินโจวเยี่ยนอยู่เหมือนกัน
โจวเยี่ยนสูงร้อยแปดสิบ สูสีกับเซี่ยหวาเฟิง สวมชุดพ่อครัวสีขาวที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ไม่เห็นคราบน้ำมันเลยสักหยดเดียว สวมกางเกงสีดำกับรองเท้าเจี่ยฟ่างที่ซักจนสีซีด ดูเรียบง่ายแต่สะอาดตา
เครื่องหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้มตาโต ตัดผมค่อนข้างสั้น ดูทะมัดทะแมงขึ้นไปอีก
เล็บก็ตัดจนสั้นกุด ซอกเล็บสะอาดสะอ้าน
ต่อให้เป็นสายตาที่จู้จี้จุกจิกของผู้จัดการเซี่ย ก็ยังหาข้อติไม่ได้เลยจริง ๆ นี่คือภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของพ่อครัวที่ทำงานอยู่หน้าเตาจริง ๆ
มุมปากของเมิ่งจือหลานประดับด้วยรอยยิ้ม สายตาของเหยาเหยาก็ใช้ได้อยู่หรอก แค่ดูเหมือนจะตื่นเต้นไปหน่อยจนตัวแข็งทื่อ เหมือนกับตอนที่เหล่าเซี่ยมาบ้านครั้งแรกไม่มีผิดเลย
เซี่ยเหยาเดินเข้ามา ควงแขนโจวเยี่ยนอย่างเป็นธรรมชาติ พูดยิ้ม ๆ “โจวเยี่ยน แนะนำให้รู้จักนะ นี่พ่อของฉัน นี่แม่ของฉัน แล้วก็นี่คุณตากับคุณยายของฉัน”
มุมปากของเซี่ยหวาเฟิงกระตุกนิด ๆ เริ่มจะแยกเขี้ยวแล้ว สายตาที่มองโจวเยี่ยนยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีกระดับ ไอ้เด็กเวรเอ๊ย!
เซี่ยเหยาที่ควงแขนโจวเยี่ยนอยู่ แอบออกแรงบีบแขนเขาเบา ๆ
โจวเยี่ยนหันไปมองเธอ แววตาประสานเข้ากับสายตาที่ให้กำลังใจของเธอ
วินาทีนี้ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมานิด ๆ
คนที่รักคุณจริง ๆ จะทนเห็นคุณต้องเผชิญหน้าเพียงลำพังได้ยังไงล่ะ!
แล้วเขาจะยอมทำให้เธอต้องขายหน้าต่อหน้าพ่อแม่ได้ยังไงกัน?
ร่างกายที่แข็งทื่อของโจวเยี่ยนดูเหมือนจะคลายลงในพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าก็กลับมาเป็นธรรมชาติอีกครั้ง เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว จับมือกับเซี่ยหวาเฟิง พยักหน้าบอก “ใช่ครับ สวัสดีครับคุณอาเซี่ย ผมคือเสี่ยวโจวเองครับ คราวก่อนเรายังเคยคุยโทรศัพท์กันอยู่เลย นัดกันไว้แล้วนี่ครับว่าจะมาประลองฝีมือทำอาหารกันน่ะ”
“กุนเชียงกับเนื้อรมควันผมทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ เก็บไว้ให้คุณอาหนึ่งร้อยจิน ซี่โครงรมควันก็มีครับ กุนเชียงรสหมาล่าก็เตรียมไว้ให้สิบจิน ตอนนี้ยังแขวนรมควันด้วยกิ่งสนกับไม้โอ๊กอยู่ในห้องรมควันอีกสักสองสามวัน ถึงตอนนั้นคุณอาลองชิมดูก่อนนะครับ ถ้าถูกปาก ค่อยเอาไปเพิ่มอีกก็ได้ครับ”
เซี่ยหวาเฟิงอุตส่าห์เตรียมคำพูดมาตลอดทาง เตรียมบททดสอบไว้ตั้งหลายฉบับ แต่พอโดนโจวเยี่ยนยิงคำพูดรัวเป็นปืนกลใส่แบบนี้ เขาก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
เนื้อกับกุนเชียงรมควันตั้งร้อยกว่าจิน แถมยังมีซี่โครงรมควัน กุนเชียงรสหมาล่าอีก ใครจะไปทนไหวล่ะ?
ช่วงนี้ที่บ้านของเขากินแต่เนื้อกับกุนเชียงรมควันแทบจะวันเว้นวันเลย มองดูเนื้อกับกุนเชียงรมควันที่หลินจื้อเฉียงเอามาฝากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ทำเอาเขาแอบกลุ้มใจอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน
ถ้าได้มาเติมทีเดียวร้อยกว่าจินล่ะก็ คงพอให้พวกเขากินไปได้ทั้งปีเลยล่ะ แถมยังแบ่งไปให้เพื่อน ๆ ลองชิมรสชาติได้อีกด้วย
“อา เสี่ยวโจว เนื้อกับกุนเชียงรมควันของเธอทำออกมาได้ดีมากเลยนะ” เซี่ยหวาเฟิงบีบมือโจวเยี่ยน คำพูดที่เอ่ยออกมาดูจะไม่ค่อยตรงกับใจเท่าไหร่นัก ก่อนลงรถเขายังคิดอยู่เลยว่าจะต้องข่มขวัญโจวเยี่ยนสักหน่อย ทำไมกลายเป็นชมไปซะได้ล่ะ?
แต่ว่าที่ปลายนิ้วของเขามีรอยด้านอยู่ชั้นหนึ่ง นี่เป็นรอยที่เกิดจากการจับมีดปังตอมาตลอดทั้งปี ดูจากจุดนี้ก็รู้ได้เลยว่าฝีมือการทำงานของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
“ถ้าคุณอาชอบ เดี๋ยวผมเขียนสูตรให้คุณอาเลยครับ” โจวเยี่ยนพูดยิ้มๆ
“ดี! เนื้อกับกุนเชียงรมควันนี่ฉันชอบมากจริง ๆ” เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้ารัว ๆ อดใจไม่ไหวเลยแม้แต่นิดเดียว
ด้านหลัง หลินจื้อเฉียงกับเมิ่งอันเหอสบตากัน รอยยิ้มบนใบหน้าปิดไว้ไม่มิดเลย
เหล่าเซี่ยพอมาอยู่ต่อหน้าโจวเยี่ยนก็ดูเหมือนจะเสียเปรียบไปบ้าง เริ่มจะโดนควบคุมซะแล้ว
เมิ่งจือหลานที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะอยากหัวเราะ เหล่าเซี่ยนี่ยังไงกันเนี่ย? เมื่อสองวันก่อนตอนอยู่บ้านเขาไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา
โจวเยี่ยนปล่อยมือที่จับกับเหล่าเซี่ย หันไปมองเมิ่งจือหลาน ยิ้มบาง ๆ “คุณน้าครับ พวกคุณอุตส่าห์เดินทางมาไกล ผมเป็นผู้น้อยจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ก็เป็นเรื่องสมควรแล้วครับ เดินทางมาเหนื่อย ๆ นั่งพักกันก่อนเถอะครับ”
“จ้ะ” เมิ่งจือหลานพยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า
“เกอเกอ นี่คุณตาค่ะ” โจวโม่โม่แนะนำเมิ่งฮั่นเหวินให้โจวเยี่ยนรู้จัก
โจวเยี่ยนก้าวเข้าไปจับมือกับเมิ่งฮั่นเหวิน เอ่ยด้วยความเคารพ “คุณตา ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เดินทางมาเหนื่อยไหมครับ”
เมิ่งฮั่นเหวินพูดยิ้ม ๆ “เสี่ยวโจวเอ๊ย เนื้อกับกุนเชียงรมควันที่เธอเอามาให้พวกเราคราวก่อนอร่อยมากเลยนะ ฉันยังไม่ได้ขอบใจเธอเลย”
“เหยาเหยาบอกว่าคุณตาชอบกิน ผมก็เลยเตรียมเนื้อกับกุนเชียงรมควันไว้ให้คุณตาร้อยจิน แล้วผมก็ยังทำซี่โครงไว้อีกนิดหน่อยด้วย ถึงตอนนั้นจะเอามาให้คุณตาลองชิมดูนะครับ” โจวเยี่ยนพูดยิ้มๆ
“ร้อยจินมันเยอะเกินไป กินไม่หมดหรอก กินไม่หมดหรอก” เมิ่งฮั่นเหวินได้ยินดังนั้นก็โบกมือปฏิเสธรัว ๆ
โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ “กินไม่หมดก็เอาไปฝากญาติสนิทมิตรสหายสิครับ ที่หางโจว หาซื้อเนื้อกับกุนเชียงรมควันรสชาติต้นตำรับแบบนี้ไม่ได้หรอกนะครับ”
“พ่อหนุ่มคนนี้ คิดได้รอบคอบดีจริง ๆ” เมิ่งฮั่นเหวินตบหลังมือโจวเยี่ยนเบา ๆ “เอาล่ะ งั้นฉันก็จะไม่เกรงใจเธอแล้วนะ ขอบใจมากนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้ปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปผมจะทำมาให้คุณตาอีกนะครับ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
ปล่อยมือจากเมิ่งฮั่นเหวิน โจวเยี่ยนก็หันไปมองเสิ่นหว่านชิว ยิ้มบาง ๆ “คุณยาย สวัสดีครับ”
“สวัสดีจ้ะ เสี่ยวโจว” เสิ่นหว่านชิวพยักหน้าเบา ๆ สายตาที่มองโจวเยี่ยนดูมีเมตตามาก “ทำกับข้าวคนเดียวเหรอ? ให้ยายเข้าไปช่วยไหม?”
โจวเยี่ยนรีบโบกมือ “ไม่ต้องครับไม่ต้อง โต๊ะเดียวผมจัดการคนเดียวสบายมากครับ คุณยายนั่งพักผ่อนเถอะครับ จะให้แขกที่เดินทางมาไกลมาทำกับข้าวได้ยังไงล่ะครับ”
“คุณยายพักเถอะค่ะ ปล่อยให้โจวเยี่ยนจัดการไปเถอะ” เซี่ยเหยาเองก็โอบไหล่หญิงชรา พูดยิ้ม ๆ “คุณยายมาเป็นแขกนะคะ”
โจวเยี่ยนทักทายกับทุกคนเสร็จ ก็เชิญให้ทุกคนนั่งลง
ขยิบตาให้หลินจื้อเฉียงทีหนึ่ง นิ่ง ๆ ไว้
เซี่ยหวาเฟิงประเมินดูร้านอาหารแห่งนี้ หน้าร้านกว้างสองคูหา ตกแต่งอย่างเรียบง่าย พื้นก็แค่เทปูนซีเมนต์ง่าย ๆ ไม่ได้ทำฝ้าเพดาน เดินสายไฟลอย ๆ ห้อยหลอดไส้ไว้ทุก ๆ สองโต๊ะ จัดว่าเป็นร้านอาหารขนาดเล็กระดับตำบลที่ธรรมดาเอามาก ๆ
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้างขวาง วางโต๊ะได้เยอะ แค่คูหาเดียวก็วางโต๊ะแปดเซียนได้ตั้งสิบห้าตัวแล้ว ถ้าคูหาข้าง ๆ เหมือนกัน ก็แปลว่ามีโต๊ะถึงสามสิบตัวเลยทีเดียว
โต๊ะสามสิบตัว นี่มันมาตรฐานระดับร้านอาหารขนาดกลางเลยนะ
ก็แค่ไม่รู้ว่าจะเป็นเหมือนที่เหล่าหลินบอกจริงหรือเปล่า ที่ว่าปกติคนงานในโรงงานมากินข้าวกันจนต้องต่อคิว
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ป้ายเมนูอาหารบนผนังข้าง ๆ มีอาหารไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งอาหารนึ่ง อาหารประเภทเคี่ยวและตุ๋น อาหารผัด และอาหารจานเย็น มีครบทุกอย่าง
พอสายตาเลื่อนไปดูที่ราคา ดวงตาก็หรี่ลงนิด ๆ ราคานี้ไม่เบาเลยนะเนี่ย!
หมูสองไฟจานละสองหยวนเชียวเหรอ ร้านอาหารของรัฐในทำเลดี ๆ กลางเมืองหางโจว ราคาก็ประมาณนี้แหละ
แต่นี่มันร้านอาหารระดับตำบลในแถบตะวันตกเฉียงใต้เลยนะ!!
ธุรกิจดีเหมือนที่เหล่าหลินบอกจริง ๆ เหรอเนี่ย?
เซี่ยหวาเฟิงรู้สึกแคลงใจอยู่บ้าง
น้าจ้าวชงชามาให้เรียบร้อยแล้ว
ชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยาที่ซื้อมาคราวก่อนเธอเก็บไว้ชงดื่มเองชั่งหนึ่ง ชงด้วยแก้วใส ยอดชาสีเขียวอ่อนแต่ละยอดตั้งตรงอยู่ในแก้ว ดูสวยงามไม่เบา
“อันเหอบอกว่าขนมที่เอามาฝากคราวก่อนพวกคุณชอบกินกัน คราวนี้ก็เลยเอามาฝากอีกหน่อยค่ะ” เมิ่งจือหลานยิ้มบาง ๆ
ผู้จัดการเซี่ยวางกล่องไม้ไผ่สานที่หิ้วมาลงบนโต๊ะ พูดยิ้ม ๆ เช่นกัน “ของร้านจือเว่ยกวานครับ เก็บได้ไม่ค่อยนาน ต้องรีบกินให้หมดนะ”
“พวกคุณเกรงใจกันเกินไปแล้ว อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลยังหอบขนมมาฝากอีก” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ย
“โห ขนมกุ้ยฮวา!” โจวโม่โม่ชะโงกหน้าไปที่โต๊ะ ตาลุกวาว “คุณน้าคะ ขนมกุ้ยฮวาคราวก่อนคุณน้าเป็นคนให้มาเหรอคะ?”
“จ้ะ โม่โม่ อร่อยไหมจ๊ะ?” เมิ่งจือหลานมองเธอแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ
“อร่อยค่ะ! อร่อยม้ากมากเลย! ทั้งขนมกุ้ยฮวา ขนมเปี๊ยะถั่วแดง อร่อยไปหมดเลยค่ะ!” โจวโม่โม่พยักหน้าหงึกหงัก “คุณน้านี่เลือกของเก่งจังเลยนะคะ ซื้อมาแต่ของที่หนูชอบทั้งนั้นเลย”
“แหม หนูช่างพูดช่างเจรจาจังเลยนะ ของพวกนี้ก็เป็นของที่เหยาเหยาชอบกินเหมือนกัน ดูท่าทางหนูกับเหยาเหยาจะชอบกินอะไรเหมือน ๆ กันนะเนี่ย” รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งจือหลานยิ่งสดใสเบิกบานขึ้นไปอีก เจ้าตัวเล็กนี่น่ารักจริง ๆ แถมยังพูดจาไพเราะน่าฟังอีกด้วย
เซี่ยเหยาเหลือบมองโจวเยี่ยน บุ้ยปากให้นิดหนึ่ง
โจวเยี่ยนเข้าใจความหมายทันที เดินเข้าไปเปิดกล่องอย่างระมัดระวัง “กว่าจะถึงเวลาอาหารก็อีกเป็นชั่วโมง ลองชิมขนมที่เดินทางมาไกลนี่ดูก่อนไหมครับ”
“ฉันอยากกินขนมติ้งเซิ่งจะแย่อยู่แล้ว” เซี่ยเหยารีบชะโงกหน้าเข้าไปทันที
“เดี๋ยวพ่อหาให้ พ่อรู้อยู่แล้วว่าลูกต้องอยากกินอันนี้ ก็เลยตั้งใจซื้อมาเพิ่มอีกสองชิ้น” ผู้จัดการเซี่ยพูดยิ้ม ๆ ไม่นานก็ค้นเจอขนมติ้งเซิ่งกล่องหนึ่ง หยิบยื่นให้เซี่ยเหยาชิ้นหนึ่ง แล้วก็ยื่นให้โจวโม่โม่อีกชิ้นหนึ่ง
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” เซี่ยเหยาบอกอย่างมีความสุข
“ขอบคุณค่ะคุณอา!” โจวโม่โม่ก็มีความสุขมากเช่นกัน ร้องบอกเสียงใส
“ไม่ต้องขอบใจหรอก ค่อย ๆ กินนะ” เซี่ยหวาเฟิงโบกมือ ใบหน้าไม่มีเค้าความเย็นชาเหมือนตอนมองโจวเยี่ยนเลย มีแต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา เด็กผู้หญิงคนนี้น่ารักเกินไปจริง ๆ หน้าตาเหมือนเหยาเหยาตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด แถมเวลาพูดก็น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังไปหมด
“ฉันเอาผงรากบัวจากทะเลสาบซีหูมาฝากพวกเธอด้วยนะ เพื่อนเก่าในตรอกของฉันเป็นคนทำเอง สะอาดมากเลยล่ะ แค่เอาน้ำร้อนชง ผสมน้ำผึ้งลงไปนิดหน่อย ก็ใช้เป็นอาหารเช้าได้แล้ว” เมิ่งฮั่นเหวินหยิบผงรากบัวสองกระป๋องยื่นให้โจวเยี่ยน
“คุณตาเกรงใจเกินไปแล้วครับ ชาหลงจิ่งซีหูคราวก่อนก็ดีมากแล้ว ทำให้คุณตาต้องสิ้นเปลืองซะแล้วครับ” โจวเยี่ยนรับผงรากบัวมา พูดยิ้ม ๆ
เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะ “ถ้าเธอชอบกิน ปีหน้าพอชาใหม่ออกฉันจะส่งมาให้อีกนะ ชาหลงจิ่งต้นเก่าแก่พวกนั้นปีนึงเก็บใบชาได้ไม่เท่าไหร่หรอก ฉันวานให้เพื่อนเก่าช่วยหามาให้ได้นิดหน่อยน่ะ”
“คุณตาเก็บไว้ดื่มเองเถอะครับ ให้ผมดื่มก็ไม่รู้รสชาติหรอก เสียของเปล่า ๆ” โจวเยี่ยนรีบโบกมือปฏิเสธ
“พวกเราดื่มชาก็แค่บอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ดื่มลื่นคอไหม ถ้าอร่อยก็คือชาดี ชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยาที่พวกเธอเอามาฝากคราวก่อนน่ะรสชาติดีมากเลยนะ” เมิ่งฮั่นเหวินยกแก้วใสตรงหน้าขึ้น พูดยิ้ม ๆ “ใช่ ชานี้แหละ อร่อย”
“เธอต้องดื่มชาให้หลากหลายเข้าไว้นะ วันหน้าเวลาออกไปข้างนอกแล้วมีคนเชิญดื่มชา เธอจะได้บอกได้ว่านี่คือชาอะไร คนเขาก็จะมองเธอในแง่ดีขึ้น ชีวิตคนเราน่ะ สิ่งสำคัญคือการได้สัมผัสประสบการณ์”
“น้อมรับคำสอนครับ” โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีครุ่นคิด
“ถ้าคุณตาชอบดื่มชานี้ ปีหน้าพอชาใหม่ออกฉันจะส่งไปให้สักสองจินนะคะ” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ย
“ดีเลย ชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยาชั้นดีแบบนี้ ฉันไม่เกรงใจหรอกนะ” เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะอย่างเบิกบาน
“ยินดีค่ะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้ม
เมิ่งฮั่นเหวินจิบชาไปอึกหนึ่ง มองโจวเยี่ยนแล้วเอ่ย “เสี่ยวโจว ฉันได้ยินอันเหอบอกว่าเธอมี ‘สมุดกระดาษเขียนจดหมายสือจู๋ไจ’ อยู่ม้วนหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะให้ฉันยืมดูหน่อยได้ไหม?” เมิ่งจือหลานที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้นก็มองมาเช่นกัน
“คราวก่อนพี่เมิ่งบอกว่าคุณตาตามหา ‘สมุดกระดาษเขียนจดหมายสือจู๋ไจ’ เล่มนี้มาตลอด ผมก็เลยเก็บไว้ให้คุณตาแล้วครับ รอสักครู่นะครับ” โจวเยี่ยนพูดจบ ก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ ดึงลิ้นชักออก หยิบหนังสือโบราณกระดาษเหลืองกรอบสองเล่มออกมาอย่างระมัดระวัง