เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 สหายเต๋า ท่านต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!

บทที่ 40 สหายเต๋า ท่านต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!

บทที่ 40 สหายเต๋า ท่านต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!


บทที่ 40 สหายเต๋า ท่านต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!

เมื่อได้ยินเสียงท้าประลองอันคุ้นเคย

จ้าวกงหมิงตวัดมือ สร้างค่ายกลพรางตากางกั้นกระโจมของตนเอาไว้ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปที่หน้าค่าย

ยามสองทัพเผชิญหน้า หากมัวแต่หลบหน้าไม่ยอมออกไปรับศึก ขวัญกำลังใจของทหารซางก็จะตกต่ำลง

หากขุนพลฝ่ายศัตรูถูกสังหารหน้าค่าย ขวัญกำลังใจก็จะเพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากพ่ายแพ้ โชคชะตาบารมีก็จะลดทอนลง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อสองทัพปะทะกัน มักจะมีการประลองฝีมือของขุนพลที่หน้าค่ายเสมอ

"ไอ้นักพรตหัวโล้น เจ้ากล้าใช้วิชานอกรีตมาลอบทำร้ายนักพรตผู้นี้เชียวหรือ!"

เมื่อเห็นจ้าวกงหมิงเดินออกมาจากค่ายทหาร ลู่อยาก็ชี้หน้าด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราด หัวเสียจนถึงขีดสุด

หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ ภายในใจของเขาเพียงแค่สงสัยจ้าวกงหมิง ทว่าบัดนี้ เมื่อเห็นจ้าวกงหมิงที่ควรจะโดนคัมภีร์เจ็ดศรตอกตะปูเล่นงาน กลับเดินออกมาได้อย่างสบายใจเฉิบ เขาก็มั่นใจได้ทันที ว่าเป็นฝีมือของเจ้านี่แน่นอน ที่ใช้คัมภีร์เจ็ดศรตอกตะปูสาปแช่งเขา มิเช่นนั้น มันจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยเช่นนี้ได้อย่างไร

จ้าวกงหมิงก้มหน้ามองตามเสียง ก็ต้องตกใจเช่นกัน

เห็นเพียงลู่อยาผู้สูงเพียงห้าฉื่อ มีใบหน้าเหลืองซีด เบ้าตาลึกโบ๋ ริมฝีปากดำคล้ำ เส้นผมก็ยุ่งเหยิงราวกับรังนก

ในเวลานี้ ริมฝีปากของเขาสั่นระริก กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น

หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เกรงว่าจ้าวกงหมิงคงถูกส่งไปอุดบัญชีผนึกเทพตั้งนานแล้ว

"นี่ไม่ใช่สหายเต๋าลู่อยาหรอกหรือ?

ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปได้ล่ะ?"

จ้าวกงหมิงแสร้งถามด้วยความแปลกใจ พลางทอดถอนใจอยู่ลึกๆ ไอ้นกบ้านี่ช่างอึดทนเสียจริง

ต้องรู้ไว้ว่า คัมภีร์เจ็ดศรตอกตะปูที่เขาใช้ เป็นเวอร์ชันอัปเกรด ถึงขั้นใช้บุญกุศลแห่งมรรคาเข้าช่วยด้วยซ้ำ

หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น เกรงว่าคงวิญญาณหลุดลอย ร่างกายแหลกสลายไปนานแล้ว

ไม่คิดเลยว่า ไอ้นกบ้านี่ จะมีสภาพแค่เหมือนคนหมกมุ่นในกามจนเกินพอดีเท่านั้น

"ไอ้นักพรตหัวโล้น รีบส่งของวิเศษที่ใช้ลอบทำร้ายนักพรตผู้นี้มาเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้น นักพรตผู้นี้จะไม่มีวันละเว้นเจ้าแน่!"

ลู่อยาโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก ชี้หน้าด่าจ้าวกงหมิง

คัมภีร์เจ็ดศรตอกตะปูได้เริ่มทำงานแล้ว มีเพียงการค้นหาของวิเศษที่ใช้ทำพิธีให้พบ จึงจะสามารถหยุดยั้งวิชานี้ได้ มิเช่นนั้น เขาคงลงมือสู้ไปตั้งนานแล้ว

"สหายเต๋าลู่อยา อย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีกันส่งเดช!

นักพรตผู้นี้คือผู้ทรงศีลเปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นผู้มีบุญกุศล จะไปใช้วิชานอกรีตพรรค์นั้นทำร้ายผู้คนได้อย่างไร!

การบำเพ็ญเพียรเจริญสติ สวดมนต์คัมภีร์หวงถิง ต่างหากที่เป็นกิจวัตรประจำวันของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเรา!

สหายเต๋าลู่อยา แม้ท่านและข้าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แต่ก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!"

จ้าวกงหมิงเอ่ยด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง ขณะที่พูด แสงสีทองแห่งบุญกุศลที่ด้านหลังศีรษะ ก็แทบจะเอ่อล้นออกมา ซ้ำยังมีแสงสีทองแห่งโชคชะตาสาดส่องอยู่รอบกาย

ภาพนี้ ทำเอาลู่อยาถึงกับชะงักงันไป

หรือว่าเขาจะสงสัยผิดคน โชคชะตาบารมีและบุญกุศลที่หนาแน่นถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่เหมือนพวกมารนอกรีตที่ลอบทำร้ายผู้คนในที่ลับเลย!

ทว่า เมื่อได้ยินความนัยที่จ้าวกงหมิงแอบเหน็บแนม เขาก็โกรธจนควันออกหู ยิ่งทวีความมั่นใจมากขึ้นไปอีก

ท้ายที่สุดแล้ว จะมีคนดีๆ ที่ไหนพูดจาหมาไม่แดกแบบนี้บ้าง!

"ครานี้ที่ลงมือต่อกรกับสหายเต๋า เป็นความผิดของนักพรตผู้นี้เอง นักพรตผู้นี้ยินดีจะมอบของวิเศษเพื่อเป็นการชดเชย หวังว่าสหายเต๋าจะยอมส่งมอบสิ่งของที่ใช้ลอบทำร้ายนั้นมา เพื่อยุติเหตุและผลในครานี้!"

เดิมทีลู่อยาคิดจะลงมือจัดการโดยตรง ทว่าเมื่อเห็นแสงสีทองแห่งบุญกุศลและโชคชะตาที่สาดส่องอยู่ด้านหลังศีรษะของจ้าวกงหมิง เขาก็พยายามข่มโทสะในใจเอาไว้

เขายอมลดตัวลงมาอย่างมาก ถึงขั้นยอมเสนอของวิเศษก่อนกำเนิดระดับกลางชิ้นหนึ่ง เพื่อหวังจะยุติความบาดหมางกับจ้าวกงหมิง

เมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวกงหมิงก็แสยะยิ้มในใจ

ของวิเศษก่อนกำเนิดระดับกลางเพียงชิ้นเดียว คิดจะเอามาไล่ขอทานหรือไง?

ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไม่มีวิธีรับมือ เกรงว่าป่านนี้คงถูกสาปแช่งจนลุกไม่ขึ้น ใกล้จะตัวตายวิญญาณสลายอยู่รอมร่อแล้ว

แต่คิดหรือว่าคนอย่างจ้าวผู้นี้จะยอมรับว่าใช้ของอัปมงคล?

ไม่มีทาง

ข้าจ้าวกงหมิง อ๊ะ ไม่ใช่สิ นักพรตเจวี๋ยหมิงต่างหาก คือผู้บำเพ็ญบุญกุศลอันบริสุทธิ์ มีแสงแห่งบุญกุศลและโชคชะตารอบกายเป็นเครื่องยืนยัน จะไปใช้วิชานอกรีตแบบนั้นได้อย่างไร!

"สหายเต๋าลู่อยา หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ก็เชิญกลับไปเถิด!"

จ้าวกงหมิงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ กล่าวจบ ก็หันหลังเตรียมจะจากไป

เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของลู่อยาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา

เห็นได้ชัดว่า นักพรตหัวโล้นผู้นี้ไม่มีทางส่งมอบของสิ่งนั้นออกมาแน่ และร่างกายของเขาก็ไม่สามารถทนยื้อต่อไปได้อีกแล้ว

วันนี้ หากไม่สังหารนักพรตหัวโล้นผู้นี้ คนที่จะต้องตัวตายขึ้นบัญชีผนึกเทพ ก็คงจะเป็นเขาเสียเอง

ส่วนเรื่องวิบากกรรมและเหตุและผลที่จะต้องแบกรับ ยามนี้ ก็ไม่มีเวลาให้มานั่งใส่ใจอีกต่อไปแล้ว

ลู่อยาแค่นเสียงเย็น ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบน้ำเต้าใบหนึ่งออกมาจากด้านหลัง ตัวน้ำเต้าเป็นสีแดงสลับ มีประกายแสงไหลเวียน ดูลึกลับซับซ้อน

"ขอเชิญของวิเศษพลิกกาย!"

ลู่อยาค้อมตัวลง เปิดจุกน้ำเต้าออก แสงสีขาวสาดส่อง ปรากฏสิ่งของที่มีคิ้ว มีปีก มีหัว มีตา มันสาดแสงสีขาวพุ่งเข้าตรึงจุดหนีหวานกงของจ้าวกงหมิง หมายจะผนึกจิตวิญญาณปฐมภูมิและพลังเวทของเขา ในขณะเดียวกัน แสงสีขาวก็พุ่งทะยานราวกับแสงและสายฟ้าฟาด ด้วยความเร็วอันสุดหยั่ง พุ่งเข้าฟันศีรษะของจ้าวกงหมิงอย่างดุดัน

เหตุการณ์เหล่านี้แม้จะอธิบายยืดยาว ทว่ากลับเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว

"ระวัง!"

ภายในค่ายทหารซาง เหวินจ้งและจ้าวเทียนจุนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป รีบส่งเสียงร้องเตือนโดยสัญชาตญาณ

ส่วนบนใบหน้าของลู่อยา ก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา เขาย่อมรู้ดีว่าจ้าวกงหมิงมีร่างกายเนื้อที่แข็งแกร่ง

ทว่าแสงสีขาวนี้ คือพลังบริสุทธิ์ของมหาพ่อมดที่กลายสภาพมา สร้างมาเพื่อกำราบผู้บำเพ็ญเพียรสายหล่อหลอมกายาโดยเฉพาะ

ต่อให้เป็นกายาแห่งมหาพ่อมด ก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสคาที่ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านใดๆ

ในเวลานี้ บนกำแพงเมืองซีฉี เหล่าเซียนทองแห่งอวี้ซวีต่างก็มีสีหน้าคาดหวัง แม้จะไม่รู้ว่าแสงสีขาวนี้คือสิ่งใด

ทว่าเมื่อมันตรึงจุดหนีหวานกงไว้ได้ ต่อให้นักพรตหัวโล้นผู้นี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งปานใด ก็ย่อมขยับเขยื้อนไม่ได้ ต้องยอมจำนนเป็นเนื้อบนเขียงแต่โดยดี

แสงสีขาวพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุด เพิ่งจะถูกซัดออกมา ก็พุ่งตรงไปที่ลำคอของจ้าวกงหมิง ทว่ายังไม่ทันที่มันจะร่วงหล่นลงมา จู่ๆ ก็มีเหรียญทองแดงติดปีกปรากฏขึ้น มันพุ่งชนแสงสีขาวเบาๆ แสงสีขาวก็ร่วงหล่นลงมาตามเสียง กลายสภาพเป็นมีดบินสีขาวเล่มหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่านี่คือร่างต้นของมีดบินสังหารเซียนในตำนานนั่นเอง

วินาทีต่อมา มีดบินสังหารเซียน ก็ตกไปอยู่ในมือของจ้าวกงหมิงเสียแล้ว

"อะไรนะ?"

เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนยากจะได้สติ

ส่วนลู่อยายิ่งมีสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เมื่อสัมผัสได้ว่าตนเองขาดการเชื่อมต่อกับมีดบินสังหารเซียนแล้ว

เขารีบเก็บน้ำเต้าในมือ วินาทีต่อมา ก็แปลงกายเป็นรุ้งทอง พุ่งตรงไปยังวังวอหวงในทันที

ล้อเล่นน่า วิธีการของนักพรตหัวโล้นผู้นี้ข่มเขาได้ทุกทาง แม้กระทั่งมีดบินสังหารเซียนก็ยังถูกทำให้ร่วงหล่น หากขืนอยู่ต่อไป เขาคงต้องพบกับเภทภัยขึ้นบัญชีเทพเป็นแน่ แผนการในตอนนี้ ทำได้เพียงไปขอร้องให้พระแม่หนี่วาเป็นที่พึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็คืออีกาจินอูเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ของเผ่าอสูร อดีตพระแม่แห่งเผ่าอสูรพระองค์นี้ ย่อมไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน

"คิดจะหนีรึ?"

เมื่อมองดูลู่อยาที่กำลังหลบหนี จ้าวกงหมิงจะยอมรามือได้อย่างไร เขารีบใช้วิชาแสงทองเหินพสุธาขั้นสมบูรณ์ พุ่งตามไปติดๆ

วันนี้หากปล่อยให้ไอ้นกบ้านี่หนีรอดไปได้ ข้าจ้าวผู้นี้ ก็เสียชาติเกิดที่ได้บรรลุมรรคาในยุคจักรพรรดิฟ้าแล้ว

ทั้งสองคนไล่กวดกัน เพียงชั่วพริบตา ก็ข้ามผ่านระยะทางอันไกลโพ้น

วิชาจำแลงกายเป็นรุ้งของอีกาจินอู ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดวิชาหลบหนีที่หาตัวจับยากในดินแดนหงหวง

หากจ้าวกงหมิงไม่บรรลุวิชาแสงทองเหินพสุธาขั้นสมบูรณ์ ซ้ำยังได้ทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์มรรคาแห่งแสง เกรงว่าคงมองไม่เห็นแม้แต่เงาไฟท้ายของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

ทว่าถึงกระนั้น ก็ทำได้เพียงบินตามสูดฝุ่นอยู่ด้านหลังลู่อยาเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองก็มีความเร็วเป็นเลิศในดินแดนหงหวง เทียบได้กับความเร็วแสงในโลกก่อน

เมื่อความเร็วเท่ากัน ย่อมไล่ไม่ทัน และก็สลัดไม่หลุดเช่นกัน

"อะไรนะ?"

เมื่อมองดูจ้าวกงหมิงที่ไล่ตามมาติดๆ ลู่อยาก็สะดุ้งตกใจสุดขีด!

จบบทที่ บทที่ 40 สหายเต๋า ท่านต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างนะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว