เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 ลู่อยามาเยือน!

บทที่ 38 ลู่อยามาเยือน!

บทที่ 38 ลู่อยามาเยือน!


บทที่ 38 ลู่อยามาเยือน!

ด้วยรู้ว่าสถานการณ์เร่งด่วน กว่างเฉิงจื่อจึงเร่งความเร็วอย่างเต็มพิกัด เพียงไม่กี่วัน เขาก็มาถึงเชิงเขาคุนหลุน

เมื่อก้าวเข้าสู่วังอวี้ซวี กว่างเฉิงจื่อก็ประสานมือคารวะหยวนสือเทียนจุนที่นั่งอยู่เบื้องบน พลางเอ่ยว่า "ศิษย์กว่างเฉิงจื่อ ขอน้อมคารวะท่านอาจารย์!"

ยังไม่ทันที่เขาจะได้ระบายความทุกข์ หยวนสือเทียนจุนที่นั่งอยู่บนแท่นเมฆก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า "ลุกขึ้นเถิด! เจตนาที่เจ้ามา ข้าล่วงรู้หมดแล้ว

พรุ่งนี้ จะมีผู้บำเพ็ญเพียรเดินทางไปช่วยเหลือที่ซีฉีเอง

เจ้าจงกลับไปเถิด!"

กล่าวจบ ก็สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว กว่างเฉิงจื่อรู้สึกตาพร่ามัว ก่อนจะพบว่าตนเองได้มาโผล่อยู่ภายนอกวังอวี้ซวีเสียแล้ว

"มีผู้บำเพ็ญเพียรมาช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ?"

เบื้องหน้าวังอวี้ซวี ใบหน้าของกว่างเฉิงจื่อปรากฏรอยยิ้มยินดี ท่านอาจารย์มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง ผู้บำเพ็ญเพียรที่ท่านเอ่ยถึง ย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

นักพรตหัวโล้นผู้นั้น ต่อให้มีวิชาอิทธิฤทธิ์นับพัน พลิกแพลงได้นับหมื่น ในสายตาของบรรพจารย์ศักดิ์สิทธิ์ มันก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น

ครานี้ จะต้องส่งมันขึ้นบัญชีผนึกเทพให้จงได้

"จริงสิ ลืมถามท่านอาจารย์ไปเลย ว่านักพรตหัวโล้นนั่นเป็นใครมาจากไหน!"

กว่างเฉิงจื่อรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ขนาดหรานเติงยังต้องเสียทีให้มัน พวกเซียนทองแห่งอวี้ซวีอย่างพวกเขาก็ยังพ่ายแพ้ให้กับมันจนหมดรูป

ในสำนักตะวันตกแห่งดินแดนหงหวง ไปมียอดฝีมือร้ายกาจปานนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อใดกัน

"แปลกจริง!"

ขณะเดียวกัน ภายในวังอวี้ซวี หยวนสือเทียนจุนราวกับกำลังทำนายสิ่งใดอยู่ บนใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเขา ปรากฏร่องรอยแห่งความฉงนขึ้นมาวูบหนึ่ง

เขากำลังทำนายหาตัวตนที่แท้จริงของนักพรตหัวโล้นเช่นกัน ทว่ากลับไม่อาจล่วงรู้ข้อมูลใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย

มหาภัยพิบัติเทพพยากรณ์ มีเหตุและผลพัวพัน ไอสังหารคละคลุ้ง ลิขิตสวรรค์คลุมเครือ

ทว่า บรรพจารย์ศักดิ์สิทธิ์ผู้กุมอำนาจแห่งมรรคาฟ้า ย่อมไม่ถึงขั้นทำนายสิ่งใดไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเช่นนี้

สถานการณ์เช่นนี้ มีคำอธิบายเพียงประการเดียว

นั่นก็คือ มีบรรพจารย์ศักดิ์สิทธิ์องค์อื่นลงมือ ปกปิดและปั่นป่วนลิขิตสวรรค์แทนนกพรตหัวโล้นผู้นั้น

"ช่างเถอะ!"

เมื่อเป็นเช่นนี้ หยวนสือเทียนจุนก็เลิกทำนาย ในดินแดนหงหวง กระแสหลักย่อมมิอาจเปลี่ยนแปร กระแสหลักคือสิ่งใด นั่นก็คือประสงค์แห่งสวรรค์ เจตจำนงแห่งมรรคาฟ้านั่นเอง

ฟ้าดินย่อมมีกระแสหลักของฟ้าดิน สำนักฉานเจี้ยวก็มีกระแสหลักของสำนักฉานเจี้ยวเช่นกัน

นั่นก็คือ ศิษย์แห่งอวี้ซวีทั้งสิบสองคน จะต้องไม่มีใครขึ้นบัญชีผนึกเทพแม้แต่คนเดียว

และนี่ ก็คือเส้นตายของเขา ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นนี้

ต่อให้บรรพจารย์ศักดิ์สิทธิ์องค์อื่นจะแอบเล่นตุกติก หวังผลประโยชน์ใดๆ ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่เขายอมรับได้

ไม่นาน หยวนสือเทียนจุนก็เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง

ภายในวังอวี้ซวี แสงศักดิ์สิทธิ์แห่งอวี้ชิงสาดส่องอย่างเจิดจ้า ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบในเวลาอันรวดเร็ว

ทางด้านนี้ ทันทีที่กว่างเฉิงจื่อกลับมาถึงเมืองซีฉี เขาก็เห็นนักพรตผู้หนึ่งแปลงกายเป็นรุ้งทองร่อนลงมา คาดว่าคงจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ท่านอาจารย์เอ่ยถึงเป็นแน่

เขารีบก้าวเข้าไปประสานมือคารวะ พลางเอ่ยถาม "สหายเต๋ามาจากขุนเขาเลื่องชื่อใด หรือจำศีลอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนใดหรือ?"

นักพรตผู้นั้นหัวเราะตอบ "นักพรตผู้นี้ท่องไปตามเบญจคีรีอย่างอิสระ หยอกล้อกับสี่สมุทรยามคลายเหงา ข้าคือผู้รักความสงบแห่งเขาคุนหลุนตะวันตก แซ่ลู่ นามว่าอยา เหตุเพราะนักพรตหัวโล้นผู้นั้นปกป้องสิ่งจอมปลอมทำลายความจริง ทำร้ายสหายเต๋าทุกท่าน มันรู้เพียงวิชาอาคมอันไร้ขีดจำกัด แต่หารู้ไม่ว่าในความลี้ลับนั้นยังมีความลี้ลับที่เหนือกว่า? ดังนั้น นักพรตผู้นี้จึงตั้งใจมาเพื่อประลองกับมันโดยเฉพาะ จะขอสั่งสอนให้มันได้หลุดพ้นไปตามระเบียบ!"

เมื่อเห็นนักพรตลู่อยาผู้นี้กล่าววาจาโอหังใหญ่โต กว่างเฉิงจื่อและเหล่าเซียนทองแห่งอวี้ซวีต่างก็ดีใจสุดขีด รีบเชิญให้เขานั่งในตำแหน่งแขกผู้มีเกียรติทันที

...................

ภายในค่ายทหารซาง

จ้าวกงหมิงที่กำลังศึกษาไม้บรรทัดเฉียนคุนอยู่ เมื่อมองเห็นรุ้งที่ร่อนลงมายังเมืองซีฉี เขาก็คำนวณในใจ และล่วงรู้ตัวตนของผู้มาเยือนในทันที

นอกจากไอ้นกบ้าที่ชอบคุยโวโอ้อวดจนฟ้าสะเทือนผู้นั้นแล้ว ในเวลานี้เกรงว่าคงไม่มีใครกล้ามาอีกแล้ว

ร่างเดิมของเขา ก็ต้องมาตายเพราะคัมภีร์เจ็ดศรตอกตะปูของมัน ซ้ำร้าย ต่อให้ตัวตายขึ้นบัญชีเทพไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่าตนเองตายเพราะเหตุใด

เมื่อคิดได้ดังนี้ ในแววตาของจ้าวกงหมิงก็ปรากฏรังสีอำมหิตวาบผ่าน

ไอ้นกบ้านี่คือองค์ชายเผ่าอสูร ไม่ยอมอยู่เฉยๆ บนดาวดวงอาทิตย์ กลับกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหตุและผลของมหาภัยพิบัติ วางแผนทำร้ายเขา

ครานี้ ต่อให้เป็นพระแม่วอหวง ก็คุ้มครองมันไม่ได้!

ข้าจ้าวกงหมิงขอประกาศไว้เลย!

"นักพรตเจวี๋ยหมิง จงออกมาพบข้า!"

ขณะที่จ้าวกงหมิงกำลังครุ่นคิด เสียงตะโกนก็ดังลั่นมาจากนอกค่ายทหารซาง จ้าวกงหมิงแค่นหัวเราะในใจ พูดถึงอีกาจินอู อีกาจินอูก็มาจริงๆ

เขาเดินออกไปที่หน้าค่ายทหารซาง กำลังสงสัยว่าเสียงมาจากทิศทางใด เมื่อก้มหน้าลงมอง ถึงได้เห็นนักพรตร่างเตี้ยผู้หนึ่ง

นักพรตร่างเตี้ยผู้นี้สูงเพียงห้าฉื่อ สวมหมวกหางปลา สวมเสื้อคลุมสีแดงสด หน้าตาประหลาดมีหนวดเครายาว เมื่อเห็นจ้าวกงหมิงเดินออกมา เขาก็เริ่มขับลำนำทันที "เยือนสัจธรรมล้ำลึกกลางหมอกเมฆา นั่งชำระล้างฝุ่นธุลีแห่งมายา ณ ริมหาดทราย กิเลสตัณหาทั้งเจ็ดหกประการถูกขัดเกลาจนสิ้น มอบลาภยศสรรเสริญให้สายน้ำพัดพา ปล่อยกายาให้เป็นอิสระเสรี ตามหาตาเฒ่าบ้านป่าร่วมนั่งตกปลา เสาะหากวีผู้สุนทรีย์ร่วมร่ายกวี สุขสำราญเบิกบานใจในโลกหล้าอีกใบ"

จ้าวกงหมิงสีหน้าเรียบเฉย "ผู้มาเยือนคือใคร?"

ลู่อยาหัวเราะตอบ "ข้ามีนาม แต่เจ้าคงไม่รู้จักข้าหรอก ข้าไม่ใช่ทั้งเซียน ไม่ใช่ทั้งบรรพจารย์ศักดิ์สิทธิ์

นิสัยดั่งเมฆาลอยลมดั่งสายลม พเนจรท่องไปทั่วสี่สมุทรไร้ร่องรอย บางคราชมจันทร์นวลผ่องที่ทะเลตะวันออก บางคราขี่มังกรเล่นที่ทะเลใต้

ยามว่างร่ายกวีสะเทือนฟ้าดิน ยามสงบดีดพิณหยกกล่อมเกลาจิตใจ ไม่รู้จัดชื่อเสียงเรียงนามที่สูงส่งก็ป่วยการเปล่า วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อสังหารนักพรตหัวโล้นเช่นเจ้า"

ไอ้นกบ้า ขี้เก๊กชะมัด!

เมื่อมองดูลู่อยาที่ทำตัวลึกลับ จ้าวกงหมิงก็แค่นหัวเราะในใจ ก่อนจะขับลำนำตอบโต้บ้าง:

"ประกายไฟวิเศษสีทองสาดส่องตะวัน มรรคาเร้นลับแห่งประจิมนั้นล้ำเลิศสุดแสน

สร้อยมุกประดับนับพันแฝงความอัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด แสงมงคลนับหมื่นสาดส่องบังเกิดตามลำดับ

สลัดทิ้งขนปีกหวนคืนสู่แดนสุขาวดี ก้าวข้ามกรงขังแห่งโลกีย์หล่อเลี้ยงเทพทั้งร้อย

ชำระล้างฝุ่นธุลีไร้ซึ่งมลทินแปดเปื้อน คืนสู่ต้นกำเนิดเดิมแท้ด้วยกายาที่มิอาจทำลาย"

ลู่อยาโกรธจัด นักพรตหัวโล้นผู้นี้ ถึงกับคิดจะกักขังตนไว้ในกรง แต่แล้วใจเขาก็ต้องกระตุกวูบ

หรือว่านักพรตหัวโล้นผู้นี้ จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว?

ยังไม่ทันที่ลู่อยาจะได้ตกใจ จ้าวกงหมิงก็ซัดไม้บรรทัดเฉียนคุนลงมาฟาดฟัน ลู่อยาร้องลั่น "มาได้สวย!"

ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็แปลงกายเป็นรุ้งยาวทะยานหายไป

เมื่อเห็นเช่นนี้ จ้าวกงหมิงก็มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเช่นกัน

วันนี้ เขาจะทำให้ลู่อยาได้รู้ซึ้ง ว่าสิ่งที่เรียกว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง นั้นเป็นเช่นไร

กล่าวถึงลู่อยาที่กลับมายังเพิงหลูเผิง พบปะกับเหล่าสหายเต๋า

กว่างเฉิงจื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ไม่ทราบว่าสหายเต๋า จะจัดการกับนักพรตหัวโล้นผู้นั้นอย่างไร?"

เซียนทองแห่งอวี้ซวีล้วนสับสนงุนงง พวกเขาเห็นเพียงลู่อยาไปร่ายกวีอยู่สองสามบท แล้วก็กลับมาเสียแล้ว

เมื่อเผชิญกับสายตาเคลือบแคลงสงสัย ลู่อยาก็ยิ้มอย่างลึกลับ "นักพรตผู้นี้มีวิธีอยู่แล้ว!"

กล่าวจบ เขาก็เปิดฝาตะกร้าดอกไม้ออก ภายในนั้นมีหุ่นฟางหนึ่งตัว และธนูไม้ขนาดเล็กหนึ่งคัน

"เจียงจื่อหยา เจ้าจงไปเตรียมตั้งแท่นพิธี แล้วนำหุ่นฟางตัวนี้ไปวางไว้บนแท่น

จุดตะเกียงไว้ที่หัวหนึ่งดวง ที่เท้าอีกหนึ่งดวง เดินก้าวตามตำราดาวไถ เขียนยันต์ผูกมนตร์แล้วเผาไฟ

กราบไหว้ทําพิธีวันละสามครา รอจนครบเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน ต่อให้นักพรตหัวโล้นผู้นั้นจะเก่งกาจปานใด ก็ย่อมต้องสิ้นลมหายใจขึ้นบัญชีผนึกเทพเป็นแน่!"

เมื่อเห็นลู่อยากล่าวอย่างหนักแน่น เจียงจื่อหยาก็รีบก้าวออกมารับตะกร้าดอกไม้ไป เมื่อมองดู ภายในใจเขาก็ต้องสะดุ้งโหยง

นี่มันวิชาสาปแช่งแห่งฝันร้ายไม่ใช่หรือ?

ในดินแดนหงหวง ทุกการกระทำล้วนมีชะตากำหนด วิชาสาปแช่งแห่งฝันร้ายเช่นนี้ ขัดต่อหลักสวรรค์ ผลกระทบสะท้อนกลับนั้นรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว

ยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังของนักพรตหัวโล้นผู้นั้นก็ลึกล้ำสุดหยั่ง

หากใช้วิชาอำมหิตเช่นนี้ สาปแช่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับนั้น ตัวเขาเองจะต้องสูญเสียโชคชะตาบารมีไปมากเท่าใดกัน?

ชั่วขณะนั้น เจียงจื่อหยาถึงกับลังเล แม้เขาจะเกลียดชังนักพรตหัวโล้นผู้นั้นเข้ากระดูกดำ แต่ก็ไม่อยากจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิ่วถึงเพียงนี้

ในเวลานี้ เขาเป็นผู้ถือบัญชาสวรรค์แต่งตั้งเทพ ในฐานะตัวเอกของฟ้าดิน โชคชะตาบารมีของเขายังคงหนาแน่น พอจะฝืนรับผลกระทบไหว

ทว่า การปลอดภัยในชั่วขณะ ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยตลอดไป

หากสูญเสียโชคชะตาบารมีมากเกินไป จนมีวิบากกรรมอันหนักอึ้งพัวพัน เมื่อศึกผนึกเทพจบลง เกรงว่าคงจะเป็นเวลาที่เจียงผู้นี้ ต้องตัวตายวิญญาณสลายเป็นแน่

"เอาตามที่สหายเต๋าลู่อยากล่าวเถิด!"

ทว่า ยังไม่ทันที่เจียงจื่อหยาจะได้ลังเลต่อไป กว่างเฉิงจื่อก็ชิงเอ่ยปากขึ้นอย่างร้อนรน เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!

จบบทที่ บทที่ 38 ลู่อยามาเยือน!

คัดลอกลิงก์แล้ว