- หน้าแรก
- หลังผ่านไปแสนปี ข้าถูกลูกหลานขุดออกจากโลง
- ตอนที่ 57 ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขาหิมะโรย
ตอนที่ 57 ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขาหิมะโรย
ตอนที่ 57 ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขาหิมะโรย
ตอนที่ 57 ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขาหิมะโรย
“เป็นไปไม่ได้ สำนักเต๋าฮุ่นหยวนถูกทำลายไปนานแล้ว และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ยังมีผู้สืบทอดหลงเหลืออยู่ในโลกนี้! บอกความจริง ข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าเป็นใครกันแน่” ใบหน้าของกู่เจ๋อ เปลี่ยนเป็นเย็นชา และเขาพูดกับทุกคนด้วยจิตสังหารที่พรั่งพรู
“คิดไม่ถึงเลยว่าแม้จะผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ยังมีคนที่จำชื่อของสำนักเต๋าฮุ่นหยวนได้ หาได้ยากจริงๆ” ลู่ซุนพูดด้วยรอยยิ้ม
เขาจำชื่อนี้แทบไม่ได้ ถ้าชายตรงหน้าเขาไม่พูดถึง เขาคงหลงลืมคำสามคำไปแล้ว
“อย่าคิดว่าได้เห็นชื่อนี้ในคัมภีรฺโบราณแล้วจะใช้มันหลอกลวงข้าได้ คำพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะพูดออกมาพล่อยๆ ได้!” ใบหน้าของกู่เจ๋อเคร่งขรึม และเขาก็ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่ และออร่าอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ไปทั่ว
“ขอบเขตเทียมฟ้า?” ลู่เหยาเหลือบมองกู่เจ๋อด้วยความประหลาดใจ โดยไม่คิดว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
นี่คือรากฐานของสำนักเต๋างั้นรึ? แม้แต่สำนักไท่อี้ที่ถดถอยลงไปมากก็ยังสามารถส่งผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเทียมฟ้าออกมาได้ น่าทึ่งมากจริงๆ?
“ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าไม่สนใจ” ลู่ซุนพูดอย่างสบายๆ โดยสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย
นกกระเรียนกระดาษบินออกไปอีกครั้ง บินโซเซไปยังที่แห่งหนึ่ง
กู่เจ๋อกัดฟัน และรู้สึกลำบากใจ เขารู้ดีถึงน้ำหนักของคำสามคำนี้ สำนักเต๋าฮุ่นหยวน
ถ้าให้คิดตามเหตุผล เขาคิดว่าคนเหล่านี้เป็นพูดโกหก สำนักเต๋าฮุ่นหยวนถูกทำลายไปจนหมดสิ้น และไม่มีทางที่จะฟื้นคืนได้อย่างแน่นอน
แต่สัญชาตญาณของเขาให้คำตอบที่แตกต่างออกไป เพราะมันเป็นชื่อที่ทำให้ทุกสำนักเต๋าสั่งห้าม และความหมายของมันก็ชัดเจนในตัวเอง
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเหล่านี้มาจากสำนักเต๋าฮุ่นหยวนจริงๆ? เขาพลาดโอกาสครั้งใหญ่ไปหรือไม่?
แม้ว่าหลายคนในสำนักเต๋าจะกลัวสำนักเต๋าฮุ่นหยวนเหมือนหนูเจอเสือ แต่กู่เจ๋อไม่ได้คิดเช่นนั้น
สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าความแข็งแกร่งของสำนักเต๋าฮุ่นหยวนนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทำให้สำนักเต๋าทั้งหมดหวาดกลัว และตื่นตระหนก!
“เฮ้อ สำนักไท่อี้ถดถอยลงไปมากแล้ว ต่อให้เป็นในอนาคตก็คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ข้าต้องลองเสี่ยงดู!” กู่เจ๋อกัดฟันแน่น และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
หลังจากนั้น กู่เจ๋อก็รีบไล่ตามพวกลู่ซุนไป
“สหาย โปรดรอข้าด้วย ข้ายินดีจะไปกับพวกเจ้า!” กู่เจ๋อตะโกนขณะที่เขาวิ่ง และเสียงของเขาก็ดังไปไกล
โชคดีที่ลู่ซุน และคนอื่นๆ เดินตามยันต์นำทางไปได้ไม่ไกลนัก ไม่เช่นนั้นกู่เจ๋อก็คงตามไม่ทัน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มของพวกเขาจึงมีคนเพิ่มขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ และอีกฝ่ายเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเทียมฟ้า ซึ่งถือเป็นยอดฝีมือที่ทรงพลัง
ลู่ซุนไม่ได้ปฏิเสธกู่เจ๋อ เขายังต้องการทราบสถานการณ์เฉพาะของสำนักเต๋าในเวลานี้ด้วย เขาอยากรู้ว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างตอนนี้กับเมื่อแสนปีก่อน?
กู่เจ๋อเจ้าร่วมกลุ่มของตระกูลลู่ และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคน
ระหว่างทางกู่เจ๋อค้นพบสถานการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งทำให้เขาสับสน
เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงเรียกชายหนุ่มที่เดินนำว่าบรรพบุรุษ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
แล้วคนที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสสองยังเด็กเกินไปไหม? แล้วทำไมเขาถึงต้องแบกศพตลอดเวลา? นี่เป็นการฝึกทักษะยุทธ์แบบใหม่งั้นรึ?
สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ชายหนุ่มที่เป็นผู้นำกลุ่ม เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมวิญญาณ แต่เขากลับดูลึกลับ ดึงดูดความสนใจราวกับเป็นจุดรวมของแสงทั้งมวล ราวกับว่าเขามีพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ และระดับพลังยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา
ยิ่งกู่เจ๋อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถถามอะไรได้ เพราะมันจะดูไร้มารยาทจนเกินไป นั้นทำให้แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงสงบ แต่จิตใจของเขาก็ปั่นป่วน
ลู่ซุนกำลังเดิน แต่จู่ๆ ก็หยุด และมองไปยังที่แห่งหนึ่ง
“บรรพบุรุษ เกิอะไรขึ้น?” ลู่เหยาถามด้วยความสับสน
“ดูเหมือนว่าจะมีสมบัติอยู่ที่นั่นซึ่งกำลังจะถือกำเนิด เมื่อดูจากออร่าแล้ว มันควรจะเป็นอาวุธเซียนขุนเขา” ลู่ซุนมองตรงไป และพูดอย่างสบายๆ
“อาวุธเซียนขุนเขา นั่นเป็นของดี!” ดวงตาของผู้อาวุโสสองเป็นประกายขึ้นมา เขายังไม่มีอาวุธวิเศษที่แข็งแกร่งพอจะช่วยเสริมพลังให้กับตัวเขาได้ นั้นทำให้เขาสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
“ผู้อาวุโสสอง เราควรจัดการเรื่องของบรรพบุรุษก่อน ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องที่ไม่จำเป็น” ลู่เหยาเหลือบมองผู้อาวุโสสองแล้วพูดออกมาดังๆ
“ฮ่าๆๆ เจ้าจะโม้มากเกินไปแล้ว สมบัติยังไม่ถือกำเนิด ไม่มีใครบอกได้ว่ามันอยู่ในระดับใด” กู่เจ๋อหัวเราะเยาะ และเขาก็สาปแช่งอยู่ในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ตัวเขาที่อยู่ในขอบเขตเทียมฟ้าก็ยังไม่อาจรับรู้ได้ถึงออร่าใดๆ ชายผู้นี้เป็นเพียงผู้อ่อนแอในขอบเขตหลอมวิญญาณ อีกฝ่ายคงจะแค่เสแสร้งเท่านั้น?
เขาคิดว่าการถูกคนอื่นเรียกว่า ‘บรรพบุรุษ’ ทำให้เขามีพลังที่ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ เหรอ?
อย่างไรก็ตาม กู่เจ๋อแค่คิดในใจ เขาจะไม่รุกรานใครด้วยการพูดสิ่งใดอย่างโง่เขลา
“นั่นไม่สำคัญหรอก แค่ไปดูก็ไม่ได้เสียเวลามากอะไร” ลู่ซุนโบกมือแล้วพูดกับทุกคน
ลู่ซุนย่อมดูถูกอาวุธวิเศษระดับนี้โดยธรรมชาติ แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่จะมอบมันให้กับลูกหลานของเขา
ดวงตาของผู้อาวุโสสองเป็นประกาย และเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าในที่สุดโอกาสของเขาก็มาถึงแล้ว
ทุกคนจึงเดินไปที่หุบเขาที่อยู่ไม่ไกล
ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ว่ามีสมบัติกำลังจะถือกำเนิดขึ้น และพวกเขาต่างก็ตั้งตารอคอย
“ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง จะมีแสงจ้าปรากฏขึ้น นี่เป็นสัญลักษณ์ของการถือกำเนิดของสมบัติล้ำค่า!” ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ และตั้งตารออยู่ในใจ
“ข้าได้ยินมาว่าทุกครั้งที่แดนลับซวนเทียนเปิดออก อาวุธวิเศษหลายชิ้นจะถือกำเนิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่หลัก น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถไปที่นั่นด้วยความแข็งแกร่งที่มีได้ แค่ได้อาวุธศักดิ์สิทธิ์สักอันก็เหมือนดั่งฝันแล้ว” ผู้ฝึกยุทธ์อีกคนพูดกับตัวเองด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้อาวุโสคนหนึ่งได้รับอาวุธเซียนปฐพีที่เสียหายจากแดนลับซวนเทียน และขายมันในราคาสิบล้านหินวิญญาณ หลังจากนั้น ระดับพลังยุทธ์ของเขาก็สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เหมือนปลาคาร์ฟกระโดดข้ามประตูมังกร” ผู้ฝึกยุทธ์คนนี้พูดด้วยอารมณ์เต็มไปด้วยความปรารถนา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมบัติที่ทรงพลังที่สุดที่ปรากฏในแดนลับซวนเทียน คืออาวุธเซียนปฐพีที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งได้ถูกประมูลไปในราคาที่สูงลิบลิ่ว
“ข้าไม่ต้องการอาวุธเซียน ถ้ามันถือกำเนิด ข้าคงไม่มีทางแย่งชิงมันมาได้ แต่ถ้าเป็นแค่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็ยังพอมีความหวัง” ผู้ฝึกยุทธ์ร่างอ้วนกล่าว ระดับพลังยุทธ์ของเขาคือ ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
"ที่แห่งนี้เป็นของหุบเขาหิมะโรย หากพวกเจ้าไม่อยากตายก็ไสหัวไป!" ทันใดนั้นก็มีเสียงที่เย็นชาดังมาจากระยะไกล
จากนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ในชุดคลุมขาวหลายสิบคนก็บินตรงเข้ามาในหุบเขา
บนชุดคลุมของพวกเขา มีสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนเกล็ดหิมะปักอยู่บนนั้น พวกเขาล้วนมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่ง และคนที่อ่อนแอที่สุดก็อยู่ในขอบเขตหลอมวิญญาณ
แล้วยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ และผู้นำกลุ่มได้มาถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดแล้ว เขาอยู่ห่างจากขอบเขตเทียมฟ้าเพียงก้าวเดียวเท่านั้น