เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่?

ตอนที่ 43 บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่?

ตอนที่ 43 บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่?


ตอนที่ 43 บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่?

“เราควรทำอย่างไรดี หากบรรพบุรุษของเรากลายเป็นซอมบี้จะไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้?” ผู้อาวุโสสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และเขาก็ย่อตัวเพื่อพยายามซ่อนตัว

เขารู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวเมื่อคิดถึงพลังอมตะที่ปกป้องร่างกายของบรรพบุรุษของตน และร่างกายที่ไม่อาจทำลายได้ของอีกฝ่าย เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง

หากบรรพบุรุษกลายเป็นซอมบี้จริงๆ อีกฝ่ายจะต้องกลายเป็นตัวตนระดับจักรพรรดิอย่างแน่นอน แข็งแกร่งมากพอที่จะครองโลก!

“ไม่ต้องกังวลไป ไม่แน่ว่าบรรพบุรุษของเราอาจจะแค่หิว และอยากกินอะไรสักอย่าง?” หลังจากที่ลู่เหยาลังเลอยู่พักหนึ่ง เธอก็ปลอบผู้อาวุโสสอง แม้คำพูดขึ้นตัวเธอเองจะไม่ค่อยเชื่อก็ตามที

“หิว? ไม่นะ บรรพบุรุษอย่างกินข้าเลย ข้าไม่อร่อยหรอก!” ใบหน้าของผู้อาวุโสสองเปลี่ยนเป็นสีซีด เขากลัวมากจนร่างคุดคู้จนแทบจะก้อนกลม

พวกเขาทั้งสามตกใจมากจนนั่งนิ่งๆ ไม่กล้าขยับตัว

ในไม่ช้า การเคลื่อนไหวของลู่ซุนก็มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นาน เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และนั่งลงตรงข้ามกับทั้งสามคน

เมื่อดวงตาที่มัวหมองของลู่ซุนจ้องมองมา มันทำให้ขนทั่วร่างของทั้งสามตั้งชัน

“จบแล้ว เราจบสิ้นแล้ว บรรพบุรุษของเรากลายเป็นซอมบี้ไปแล้วจริงๆ!” ลู่ซวนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“บรรพ... บรรพบุรุษ ท่านหิวงั้นเหรอ?” ลู่เหยาดูสงบกว่าทั้งสองเล็กน้อย เธอพูดกับลู่ซุน แต่เสียงของเธอยังคงสั่นเทาเล็กน้อย

ไม่มีทางที่จะห้ามปรามอะไรบรรพบุรุษได้ ด้วยพลังของอีกฝ่ายสามารถระเบิดร่างพวกเขาเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ลู่ซุนไม่ได้พูด สีหน้าของเขาแข็งทื่อราวกับศพ (?) เขาแค่นั่งเฉยๆ และจ้องมองไปที่ลูกหลานที่อยู่รอบๆ

“บรรพบุรุษ อภัยให้เราด้วยที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ เราลืมไปแล้วว่าท่านก็อาจจะหิวเหมือนกัน” ลู่เหยาพูดอย่างระมัดระวังด้วยสีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย

ลู่ซุนยังคงนิ่งเฉย ราวกับว่าเขาหลับลึกอีกครั้ง

“บรรพบุรุษ ท่านอยากกินอะไร” ลู่เหยาถามด้วยเสียงแผ่วเบา โดยชี้ไปที่จานหลายใบที่อยู่ตรงหน้าเธอ

ลู่ซุนอ้าปาก การเคลื่อนไหวของเขาช้ามาก และมันดูแข็งทื่อราวกับท่อนไม้

“บรรพบุรุษ ได้โปรดอย่ากินข้า หนังข้าเหนียวไม่อร่อยหรอก!” เมื่อผู้อาวุโสสองเห็นลู่ซุนอ้าปาก และหันมาทางเขา เขาก็แทบจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดด้วยความกลัวอย่างยิ่ง

เดิมทีลู่ซวนสงบมาก แต่ในตอนนี้เมื่อเห็นความกลัวของผู้อาวุโสสอง เขาก็รู้สึกกังวลมากยิ่งขึ้น

บรรพบุรุษ ท่านคงจะไม่ได้อยากกินคนจริงๆ หรอกใช่ไหม?

เขาได้ยินมาว่าสิ่งแรกที่ซอมบี้ทำหลังจากลืมตาตื่นก็คือ กินญาติทางสายเลือดของตัวเอง เป็นไปได้ไหมว่าวันนี้ข้าจะต้องตายอยู่ที่นี่?

ยิ่งลู่ซวนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น หากลู่เหยาไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาคงจะคุกเข่าลงเหมือนกับผู้อาวุโสสอง ที่ตอนนี้ไม่ทำเพราะเขาไม่อยากเสียหน้า

“บรรพบุรุษ มาลองเนื้อชิ้นนี้ดูว่าดูปากท่านหรือไม่?” ลู่เหยาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา แล้วพูดกับลู่ซุน

สีหน้าของลู่ซุนยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เขาแค่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ลู่เหยาก็ใจกล้าขึ้นเล็กน้อย เธอยืนขึ้น และยื่นเนื้อบนตะเกียบไปที่ปากของลู่ซุน

ลู่ซุนยังคงไม่เคลื่อนไหวใดๆ เขาแทบจะนั่งนิ่งอยู่กับที่เหมือนคนหมดเรี่ยวแรง

เมื่อลู่เหยาเห็นว่าบรรพบุรุษของเธอไม่เคลื่อนไหว หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เธอก็เดินไปที่ด้านข้างของเขาอย่างระมัดระวัง และยื่นตะเกียบที่คีบเนื้ออยู่เข้าไปในปากของเขา

ปากของลู่ซุนขยับเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวของเขายังคงเชื่องช้ามาก ราวกับว่าเขากำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่ในปาก

ทุกคนจ้องมองภาพนี้ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า และผู้อาวุโสสองก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง

บรรพบุรุษ ท่านหิวจริงๆ เหรอ?

แต่พอนึกถึงที่บรรพบุรุษที่ตายไปเป็นแสนปีแล้วไม่ได้กินอะไรเลยในช่วงเวลานี้ก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ

แต่ผีกินข้าวของคนเป็นได้หรอ!

แม้แต่คนตายก็ยังหิวได้อีกหรือ?

“บรรพบุรุษ ข้าจะป้อนท่านเอง!” ดวงตาของลู่เหยาเป็นประกาย เธอรีบไปอยู่ข้างๆ ลู่ซุน แล้วคีบอาหารอร่อยๆ ขึ้นมาบนจานพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ

ไม่สำคัญว่าบรรพบุรุษของเธอจะหิวจริงหรือไม่ และไม่สำคัญว่าท่านจะกินจริงหรือไม่ ตราบใดที่ท่านไม่กินคน นั่นก็ถือเป็นสิ่งที่ดี!

การเคลื่อนไหวของลู่เหยานุ่มนวลมาก ทำให้ผู้คนรอบตัวเธออิจฉาอย่างยิ่ง

ลู่เหยามีเป็นสาวงามคนหนึ่ง ด้วยดวงตาที่สดใส และฟันที่ขาวกระจ่างใส ผิวราวกับหิมะ และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เธอเป็นสาวงามที่สมบูรณ์แบบ

แม้ว่าลู่ซุนจะเป็นเพียง ‘ศพ’ แต่เขายังคงมีรูปลักษณ์ของอมตะ ดูอ่อนเยาว์ และมีออร่าที่ไม่ธรรมดา เหมือนกับอมตะจากสวรรค์ย่าวเท้าลงมาบนพื้นโลก

คนที่ทานอาหารในโรงเตี๊ยมต่างได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างคลุมเครือ และรู้ว่าถึงแม้ลู่ซุนจะดูเด็ก แต่แท้จริงแล้วอีกฝ่ายเป็นบรรพบุรุษของคนเหล่านี้ ดังนั้นต้องมีพลังที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้อย่างแน่นอน

แต่คนที่มาถึงโรงเตี๊ยมในภายหลังกลับไม่รู้เรื่องนี้เลย

พวกเขาเห็นเพียงหญิงสาวสวยคนหนึ่งที่ดูเหมือนเทพธิดาสวรรค์ กำลังป้อนอาหารลู่ซุนอย่างอ่อนโยน ซึ่งทำให้พวกเขาอิจฉาอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลู่ซุนที่ไร้สีหน้า และตอบสนองช้า ราวกับว่าเขาไม่พอใจกับสิ่งที่ลู่เหยาทำซึ่งทำให้พวกเขาอิจฉามากยิ่งขึ้น

“ข้ากินไม่ลงอีกต่อไปแล้ว!” ชายร่างใหญ่นามตู้เฟิงตะโกนด้วยความโกรธ เขามองไปที่ลู่ซุน และคนอื่นๆ และรู้สึกว่าอาหารในจานสูญเสียรสชาติไปจนหมด

“เด็กคนนั้นดูอ่อนแอมาก เหมือนดูเป็นคนธรรมดา ข้าไม่รู้หรือไงว่าตนโชคดีขนาดไหนที่มีสาวสวยขนาดนี้มาคอยดูแล” ชายคนหนึ่งเม้มริมฝีปากด้วยน้ำเสียงอิจฉา

“ฮึ่ม น่าขยะแขยงจริงๆ เขาไม่มีมือหรือไงกัน? ถึงต้องให้มีคนคอยป้อนเหมือนกับเด็ก?” ตู้เฟิงถือไวน์แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะของลู่ซุนด้วยท่าทางดูถูกบนใบหน้า และพูดจาเสียดสี

ลู่ซวนโกรธมากเมื่อได้ยินสิ่งนี้ ผู้ชายคนนี้กล้าทำให้บรรพบุรุษของเขาอับอายจริงๆ นี่ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

“เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ!” ผู้อาวุโสสองลุกขึ้นยืนตรง และจ้องมองไปที่ชายคนนั้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

“เฮอะ แค่มดในขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม กล้าดียังไงมาทำท่าอวดดีต่อหน้าข้า?” ตู้เฟิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา พร้อมเปล่งออร่าที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งออกมา

ออร่านี้แข็งแกร่งมาก ทำให้หลายคนหายใจแทบไม่ออก และทำให้หลายคนในโรงเตี๊ยมเปลี่ยนสีหน้า

เดิมทีโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นสถานที่ๆ ใกล้ที่สุดกับแดนลับซวนเทียน โดยธรรมชาติแล้วมีผู้เชี่ยวชาญมากมายมารวมตัวกันอยู่ภายใน และตู้เฟิงก็ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขา

“ชายคนนี้คือใครกัน? เขาทรงพลังมาก?” หลายคนพูดคุยกัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

แม้แต่ในจังหวัดเป่ยหมิง ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเทียมฟ้าน้อยมาก เกือบทั้งหมดเป็นบรรพบุรุษของสำนักใหญ่ และจะไม่ปรากฏตัวในโลกนี้ง่ายๆ

“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเดา ข้าเป็นรองเจ้าสำนักของสำนักซวนหมิง!” ตู้เฟิงประสานมือบนหน้าอก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

เมื่อพวกเขาได้ยินชื่อของสำนักซวนหมิง สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไป และไม่กล้าที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป

สำนักซวนหมิงถือเป็นสำนักใหญ่ในจังหวัดเป่ยหมิง ความแข็งแกร่งของพวกเขาช่างน่าสะพรึง มันน่ากลัวจนแม้แต่เจ้าเมืองเป่ยหมิงที่ปกครองจังหวัดเป่ยหมิงก็ไม่เต็มใจที่จะยั่วยุพวกเขา

“คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่ ดูเหมือนว่าสำนักซวนหมิงจะให้ความสนใจแดนลับซวนเทียนเป็นอย่างมาก” ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งพูดด้วยอารมณ์

“เจ้าหนู อย่าแกล้งทำเป็นหูหนวก และเป็นใบ้ เจ้าไม่ได้ยินข้าพูดเหรอ?” ตู้เฟิงพูดกับลู่ซุนอย่างแข็งกร้าว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดุร้าย

จบบทที่ ตอนที่ 43 บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่?

คัดลอกลิงก์แล้ว