- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 14 วารีบรรจบ และวารีทะยาน
บทที่ 14 วารีบรรจบ และวารีทะยาน
บทที่ 14 วารีบรรจบ และวารีทะยาน
บทที่ 14 วารีบรรจบ และวารีทะยาน
"ของวิเศษวิญญาณ?"
แม้สี่ยอดกระบี่สู่ซานจะเป็นเศรษฐีในหมู่ปุถุชน ทว่าเมื่อได้ยินเงื่อนไขนี้ ต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
"ไม่ทราบว่าสิ่งของประเภทใด ถึงจะเรียกว่าของวิเศษวิญญาณได้หรือเจ้าคะ?"
กัวเทียนหงก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับน้อมกายคารวะ "ขอท่านเซียนเมตตาพวกเรา ช่วยชี้แนะสักเล็กน้อย..."
"ของวิเศษวิญญาณย่อมเป็นสิ่งของที่มีความอัศจรรย์ในตัว มิได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบเดียว... ตลาดนัดเรือลอยแห่งนี้จะเปิดต่อไปอีกสามวัน ก็สุดแท้แต่วาสนาของพวกเจ้าเถิด ไปได้แล้ว"
ชายผู้นั้นดูท่าทางจะเริ่มรำคาญ เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ
วูบ วูบ!
สายลมพัดโหม ใบไม้ร่วงหล่นปลิวว่อน
เมื่อหลี่หรูหลงรู้สึกตัวอีกครั้ง พละนพบว่าพวกตนได้มาอยู่ที่เชิงเขาเสียแล้ว
จูเจิ้นเฮิงที่เพิ่งผ่านความทุกข์จากการสูญเสียแขนและมิตรสหาย ซ้ำยังเกือบจะได้พบวาสนาเซียน... แต่ยามนี้กลับต้องสูญเสียมันไปอีกครั้ง ท่ามกลางอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขาถึงกับทรุดลงร้องไห้โฮ พลางโขกศีรษะกับพื้นไม่หยุด "ขอท่านเซียนเมตตาด้วย ท่านเซียนเมตตาด้วย..."
"เฮ้อ..."
หลี่หรูหลงทอดถอนใจ พลางดึงตัวจูเจิ้นเฮิงให้ลุกขึ้น "ยามนี้คิดไปก็ไร้ประโยชน์ เร่งหาของวิเศษวิญญาณกันเถิด... ไม่ว่าจะเป็นโสมร้อยปี หรือเห็ดหลินจือ... ล้วนต้องลองดูทั้งสิ้น"
"ยังมีสองแม่ลูกตระกูลผู้นั่น ในมือต้องมีของดีแน่นอน" กัวเทียนหงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"น้องเจ็ด!"
หลี่หรูหลงรีบตะโกนห้ามทันที
ประการแรกคือเขาไม่ต้องการเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ประการที่สองคืออีกฝ่ายสามารถหยิบยื่นป้ายคำสั่งวาสนาเซียนออกมาได้ ย่อมแสดงว่ามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา จะปล่อยให้น้องเจ็ดไปก่อเรื่องใหญ่ไม่ได้เด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น... เรื่องพรรค์นี้ควรคุยกันเป็นการส่วนตัว ทว่ายามนี้ยังมีคนนอกอยู่ด้วยคนหนึ่ง!
ฟางชิงลูบจมูกตนเอง "ข้าเองก็ต้องไปหาของวิเศษวิญญาณแล้วเช่นกัน ทุกท่าน ขุนเขายังคงอยู่ สายน้ำมิเคยขาด หวังว่าคงได้พบกันใหม่ในภายหน้า"
"หวังว่าคงได้พบกันใหม่!"
หลี่หรูหลงประสานมือส่ง
หลังจากเงาร่างของฟางชิงลับตาไปแล้ว หลิวหว่านซู่จึงเอ่ยขึ้นว่า "ผลไม้ที่คนผู้นั้นกินเข้าไป ย่อมต้องเป็นของวิเศษวิญญาณแน่นอน ไม่รู้ว่าเขายังจะมีเหลืออยู่อีกหรือไม่?"
เมื่อสิ้นคำกล่าว เหล่าจอมยุทธ์ต่างก็พากันตาโต ทว่าครู่ต่อมาก็ได้แต่ทอดถอนใจ "ช่างเถอะ วรยุทธ์เขาสูงส่งเกินไป..."
...
"หึๆ... เป็นดังคาด เพื่อแสวงหาเซียน แม้แต่ผู้มีพระคุณก็ฆ่าได้ ทุกสิ่งล้วนขายได้หมด ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว พี่น้องจะผิดใจกันเองหรือไม่?"
ไกลออกไป ฟางชิงที่ได้ยินคำเหล่านั้นกลับหาได้ใส่ใจไม่
เขาเพียงเห็นแก่คุณธรรมของหลี่หรูหลง จึงได้แสดงความสนิทสนมด้วยเล็กน้อย
ส่วนน้องร่วมสาบานอีกสามคนของอีกฝ่ายนั้น เขาหาได้ชายตาแลไม่
"ยังเหลือเวลาอีกสามวันสินะ?"
ฟางชิงใช้วิชาตัวเบาเร่งฝีเท้าเดินทาง
จนกระทั่งออกห่างจากแหล่งชุมชน เขาจึงหาถ้ำแห่งหนึ่ง โคจรพลังเวทและร่ายอาคมด้วยมือ
แสงสว่างจางๆ สายหนึ่งตกลงบนผนังถ้ำ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
นี่คือเคล็ดวิชาเล็กๆ ที่ผู้ฝึกตนทุกคนทำได้ ใช้สำหรับติดตั้งยามกักตัวฝึกตน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามามันจะส่งสัญญาณเตือนทันที
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาจึงสื่อสารกับไข่มุกกำเนิดเต๋า และกลับไปยังเกาะปี้อวี้อีกครั้ง
...
หมู่บ้านชาวประมงซานฮวา
ณ ท่าเรือ เรือประมงจำนวนมากกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำงาน ชาวประมงหลายคนกำลังตากแหและจัดระเบียบปลาที่จับมาได้
ในตอนนี้เอง เรือวิญญาณใบไม้เขียวลำหนึ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้า หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ บนเรือปรากฏบุรุษหนุ่มชุดน้ำเงินผู้หนึ่ง ท่วงท่าสง่างามประดุจเทพเซียน
"ขอน้อมคารวะท่านเซียน!"
"ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่มาแล้ว!"
เหล่าชาวประมงต่างพากันคุกเข่าลงกราบไหว้ทันที
"ช่างเถอะ... ช่วงนี้มีปลาวิเศษบ้างหรือไม่?"
ฟางชิงเอ่ยถามโดยตรง
"เรียนท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ช่วงนี้ในหมู่บ้านไม่มีผู้ใดจับปลาวิเศษได้เลยขอรับ ทว่าได้ยินว่าในหมู่บ้านชาวประมงซานซามีคนตก 'ปลาดาบสารท' ได้ตัวหนึ่งขอรับ!"
ครู่ต่อมา ชาวประมงชราที่มีท่าทางเหมือนหัวหน้าหมู่บ้านก้าวออกมาตอบอย่างนอบน้อม
"อืม ดีมาก"
ฟางชิงถามทางเสร็จ ก็โยนเปลือกหอยเงินให้ชิ้นหนึ่ง ก่อนจะบังคับเรือวิญญาณใบไม้เขียวจากไป
ภารกิจออกนอกสำนักของเขาคือการจัดซื้อปลาวิเศษ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับเงินทองมาจำนวนมาก
แน่นอนว่าปลาวิเศษกึ่งอสูรแบบนี้ ความต้องการในแต่ละครั้งมีปริมาณมหาศาล อีกทั้งขั้นตอนยังยุ่งยากซับซ้อน แต่กลับให้รางวัลเป็นแต้มความดีความชอบเพียงน้อยนิด จึงไม่ค่อยมีศิษย์คนใดอยากจะรับงานนี้เพราะเกรงว่าจะเสียเวลาฝึกตน
ทว่าสำหรับฟางชิงแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสอันดีในการใช้หน้าที่การงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เขาเร่งเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวประมงซานซา โชคดีที่ชาวประมงผู้โชคดีคนนั้นยังไม่ได้นำปลาไปขายหรือกินเอง
ฟางชิงเห็นแล้วก็ยินดียิ่ง เขาโยนเปลือกหอยเงินหนึ่งร้อยยี่สิบชิ้นเพื่อซื้อ 'ปลาดาบสารท' ตัวนี้มา
...
ตลาดนัดเรือลอย
ที่ใต้ซุ้มประตู ชายฉกรรจ์ผู้นั้นลืมตาขึ้น และได้พบกับฟางชิงอีกครั้ง "เป็นเจ้าอีกแล้วรึ?!"
"คารวะท่านเซียน ไม่ทราบว่าปลาตัวนี้ พอจะใช้เป็นทรัพย์วิญญาณได้หรือไม่ขอรับ?"
ฟางชิงแสดงปลาดาบสารทในมือให้ดู แน่นอนว่ามันเป็นปลาที่ตายแล้ว แม้แต่สมองปลายังถูกควักออกไป
เหลือเพียงลำตัวปลาที่ทอประกายสีเงินวาววับ แฝงไปด้วยกลิ่นอายที่คมกริบ ดูราวกับดาบยาวสีเงินเจิดจ้า
"โอ้? ถึงกับเป็นของวิเศษวิญญาณประเภท 【วารีบรรจบ】 เชียวรึ? ก็นับว่าหาได้ยาก... เข้าไปในตลาดนัดได้"
บุรุษผู้นี้มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
"ของวิเศษวิญญาณประเภท 【วารีบรรจบ】 คือสิ่งใดหรือขอรับ?"
ฟางชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
" 【วารีบรรจบ】 นั้น ประจำอยู่ในทิศเฉินซื่อ(ตะวันออกเฉียงใต้) วารีไหลคืนสู่ทิศอาคเนย์ มีอีกสมญานามว่า 【วารีมหาสมุทร(ต้าไห่สุ่ย)】"
บุรุษผู้นี้ตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะโบกมือไล่ เห็นได้ชัดว่าคร้านจะอธิบายความให้มากความ
' 【วารีบรรจบ】 ? 【วารีมหาสมุทร】 ? สรุปแล้ว ของวิเศษวิญญาณประเภท 【วารีบรรจบ】 ก็คืออาหารทะเล? บัดซบ! พวกเจ้าจะทำให้มันดูลึกลับซับซ้อนไปเพื่ออันใดกัน? เพื่อให้ดูสูงส่งอย่างนั้นหรือ?'
ฟางชิงลอบนึกบ่นในใจ ทว่าใบหน้ายังคงแสดงความเคารพพร้อมน้อมกายคารวะ ก่อนจะหิ้วปลาดาบสารทเดินเข้าสู่ตลาดนัดเรือลอย
'ตลาดนัดเรือลอย' แห่งนี้ไม่กว้างขวางนัก มีร้านค้าเพียงไม่กี่แห่ง ผู้คนที่สวมชุดแปลกตาและมีรูปลักษณ์ต่างกันไปกำลังตั้งแผงลอยอยู่
เขาเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน และดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีพลังบำเพ็ญไม่สูงนัก
ฟางชิงเคยเห็นผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตสร้างรากฐานในสำนักปี้ไห่มาแล้ว แม้ผู้ฝึกตนเหล่านี้จะให้ความรู้สึกที่อันตราย ทว่าดูเหมือนจะยังห่างชั้นกับผู้ฝึกตนสร้างรากฐานอยู่พอสมควร
'ดูท่า... น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับงานแลกเปลี่ยนของศิษย์หลอมลมปราณทางฝั่งสำนักปี้ไห่สินะ? ดีจริงๆ เหมาะกับข้ามาก'
เขาขยับความคิด เริ่มลองสังเกตการซื้อขาย หรือเข้าไปสอบถามราคาบ้างเป็นครั้งคราว
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็เริ่มเข้าใจราคาของปลาดาบสารทในมือตนเองบ้างแล้ว
'ไม่นึกเลย... ราคาจะสูงถึงเพียงนี้?!'
'ในสำนักปี้ไห่ ปลากึ่งอสูรแบบนี้ อย่างมากก็มีเพียงผู้ฝึกตนหลอมลมปราณขั้นต้นเท่านั้นที่ชายตาแล...'
'ช้าก่อนนะ หรือจะเป็นเพราะปราณวิญญาณในโลกนี้เบาบาง ของวิเศษวิญญาณจึงผลิตออกมาได้น้อย? ราคาจึงพุ่งสูงขึ้น?'
'ทว่าวิชาอาคมกลับล้ำลึกยิ่งนัก... คนเฝ้าประตูคนนั้นเพียงสะบัดแขนเสื้อ ก็เกิดนิมิตสายลมพัดใบไม้ร่วง ข้ายังมองไม่ออกเลยว่ามันคือวิชาอะไร...'
ท่ามกลางความคิดมากมาย ในที่สุดฟางชิงก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าแผงลอยแห่งหนึ่ง
แผงลอยนี้ดูธรรมดา คล้ายกับแผงดูดวง มีธงสีเหลืองแขวนอยู่ บนธงเขียนอักษรว่า 'ทดสอบรากวิญญาณ ทำนายดวงชะตา'
หลังแผงมีชายชราตาบอดคนหนึ่งนั่งอยู่ ดวงตาของเขาเป็นหลุมดำมืดดูน่ากลัว เบื้องหน้าเขามีชามกระดูกสีเหลืองหม่นวางอยู่ใบหนึ่ง
"ท่านผู้เฒ่า ข้าขอรบกวนหน่อย"
ฟางชิงนั่งลงพร้อมกับน้อมกายคารวะ
"หึๆ... นานๆ ทีจะได้เห็นปุถุชนมาเยือน ดูท่าวันนี้จะเป็นวันโชคดีของตาบอดอย่างข้าเสียแล้ว"
ชายชราตาบอดหัวเราะเบาๆ เผยให้เห็นฟันสีเหลืองที่ดูไม่น่ามอง "เรียกข้าว่าตาบอดเฒ่าก็ได้ อยากจะบำเพ็ญเซียนรึ? ก่อนอื่นต้องทดสอบรากวิญญาณ ดูดวงชะตาเสียก่อน..."
"ไม่ทราบว่า... ค่าใช้จ่ายเท่าใดหรือ? ข้ามีเพียงปลาวิเศษประเภท 【วารีบรรจบ】 ตัวนี้เพียงตัวเดียวเท่านั้น"
ฟางชิงวางปลาดาบสารทลงบนแผง
แม้สำหรับเขาแล้วมันจะไม่ใช่ของล้ำค่าอะไร ทว่าย่อมต้องแสร้งทำเป็นหวงแหน
ตาบอดเฒ่ายื่นมือมาลูบคลำดู ก่อนจะพยักหน้า "ของวิเศษวิญญาณชิ้นนี้ แลกกับการตรวจดวงชะตาและพรสวรรค์หนึ่งครั้ง... อีกทั้งหากมีข้อสงสัยประการใดก็ถามตาบอดเฒ่าคนนี้ได้ ข้ามิได้โอ้อวด ในตลาดนัดเรือลอยแห่งนี้ หากพูดถึงเรื่องการดูโหงวเฮ้งทำนายดวงชะตา ย่อมไม่มีผู้ใดเหนือกว่าข้าไปได้"
ฟางชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพราะอย่างไรเสีย ใครๆ ก็ย่อมต้องอวดอ้างสรรพคุณของตนเองทั้งสิ้น
ตาบอดเฒ่าเค่นเสียงเย็นชา พลางชี้นิ้วไปที่ดวงตาของตนเอง "เจ้าไม่เชื่อรึ? ยามที่ตาบอดเฒ่าคนนี้ยังหนุ่ม เคยร่อนเร่ไปถึงแดนประจิม เข้าสู่ 'อาณาเขตมหาขุมทรัพย์' แม้จะเสียดวงตาไปทั้งสองข้างที่นั่น ทว่าก็ได้ชามกระดูกที่เป็นศาสตราวิเศษใบนี้ออกมา ใช้ทดสอบรากวิญญาณทำนายดวงชะตา ไม่เคยพลาดแม้เพียงครั้งเดียว..."
"อาณาเขตมหาขุมทรัพย์คือที่ใดหรือ?"
ฟางชิงฟังไม่เข้าใจ จึงเอ่ยถามออกมาตรงๆ
ตาบอดเฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่น "อาณาเขตมหาขุมทรัพย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกู่สู้ เจ้าจงรู้ไว้เพียงว่า ที่นั่นคือดินแดนแห่งความมืดมิดอันยิ่งใหญ่และความสยดสยองอันใหญ่หลวงก็พอ..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "การเรียกเก็บปลาวิเศษทั้งตัวจากเจ้านั้นออกจะมากไปสักหน่อย ทว่าเจ้าต้องรู้ไว้นะ เจ้าเป็นเพียงปุถุชน การถือครองของวิเศษวิญญาณไว้กับตัว มันก็เหมือนกับเด็กน้อยที่ถือทองคำเดินอยู่กลางตลาด หากไม่ใช้ให้หมดไป ตาบอดเฒ่าอย่างข้าเกรงว่าทันทีที่เจ้าก้าวเท้าออกจากตลาดนัดแห่งนี้ เจ้าจะต้องพบกับคราวเคราะห์แน่นอน!"
คำเตือนนี้เป็นความจริง ฟางชิงจึงพยักหน้า "ตกลงตามราคานี้"
"ดียิ่ง เจ้าจงยื่นมือมาวางเหนือชามวิญญาณใบนี้"
ตาบอดเฒ่าให้ฟางชิงยื่นมือทั้งสองข้างออกมา จากนั้นจึงประคองชามสีเหลืองขึ้นมา
ขลุก ขลุก!
ฟางชิงจ้องมองชามกระดูกใบนี้ พลางรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
ทว่าเพียงแค่ขยับความคิด ภายในชามกระดูกพลันบังเกิดเสียงน้ำไหลดังขลุกขลุก ทันใดนั้นก็มีกระแสน้ำพุ่งออกมา ราวกับว่าภายในชามมีตาน้ำพุขนาดเล็กผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
วูบ วูบ!
นอกจากนี้ ยังมีสายลมเย็นพัดมาวนเวียนอยู่รอบชามกระดูกใบนี้
"อืม เจ้ามีดวงชะตาประเภท 【วารีทะยาน】 ปราณก่อเกิดเป็นลักษณ์เสือดาว... พยัคฆ์มาพร้อมลม เสือดาวก็มาพร้อมลมเช่นกัน!"
ตาบอดเฒ่าเริ่มทำนายดวงชะตา "ดวงชะตา 【วารีทะยาน】 นั้นชอบลม คือวารีแห่งน้ำพุขุ่น(เหมิงเฉวียน) อีกทั้งยังเป็นวารีพุ่งทะยาน(เป้าทูสุ่ย) มีอีกสมญานามว่า 【นำพุวารี(เพิ่นเฉวียนสุ่ย)】 ผู้ที่มีดวงชะตานี้จะมีวาทศิลป์เป็นเลิศ โดดเด่นเรื่องการเจรจาพาที..."
"วิวัฒนาการของเสือดาว ลายพรรณย่อมงดงาม... หากเจ้าคิดจะบ่มเพาะดวงชะตา จำต้องอ่านตำราให้มาก ศึกษาเล่าเรียน เพื่อบ่มเพาะปราณอักษรให้แก่ตนเอง..."
ฟางชิงได้ยินเช่นนั้น หัวใจพลันสั่นสะท้าน เขานึกถึงแอ่งสามลำธาร และตระกูลฟางขึ้นมาทันที...
เขาพยายามสงบจิตใจ "เช่นนั้น... ข้ามีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนหรือไม่?"
"ย่อมมีแน่นอน หากเจ้าฝึกฝนวิถี 【วารีทะยาน】 และอาศัยปราณอักษรกับการบ่มเพาะทางวิชาการมาช่วยส่งเสริมดวงชะตา ย่อมเกื้อหนุนกันเป็นอย่างดี... นอกจากนี้ เคล็ดวิชาประเภท 【วารีบรรจบ】, 【วารีลึก】, 【วารีผนัง】 ล้วนสามารถฝึกได้ โดยรวมแล้ว เคล็ดวิชาธาตุน้ำล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น... แต่มีข้อแม้ว่า เจ้าต้องสูดปราณแท้วารีคำแรกเพื่อเข้าสู่เต๋าเสียก่อน"
ตาบอดเฒ่าทอดถอนใจ "ปราณแท้นั้นล้ำค่ายิ่ง ของวิเศษวิญญาณเพียงชิ้นเดียวยังห่างไกลนัก... ทว่าตาบอดเฒ่าอย่างข้าพอจะมีวิชาสูดปราณอยู่บ้าง จะมอบให้เจ้าสักชุดหนึ่งเพื่อเป็นการชดเชยค่าปลาวิเศษ เพียงแต่ขั้นตอนสุดท้ายของการสูดปราณ จำต้องอาศัยพลังเวทของผู้ฝึกตนมาช่วย 'ผสานปราณ' ซึ่งเรื่องนี้ก็สุดแท้แต่วาสนาของเจ้าแล้ว"
ฟางชิงได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าพลันฉายแววผิดหวัง ทว่าในใจกลับฉุกคิดขึ้นมา
'ข้ามีพลังเวทอยู่ในตัว บางทีอาจจะทำขั้นตอนสุดท้ายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ฝึกตนคนอื่น?'
'ตาบอดเฒ่าคนนี้ดูท่าจะเป็นคนซื่อตรง พอจะถามเรื่องราวในโลกแห่งการฝึกตนได้บ้าง'
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม "ข้าฝึกได้เพียงเคล็ดวิชาธาตุน้ำเองหรือ? แล้ววิถี 【วารีทะยาน】 นี่เก่งกาจหรือไม่?"
"ฮ่าๆ ในหมู่ผู้ฝึกตนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือตบะบารมี หากเจ้ามีขอบเขตพลังที่สูงส่ง ย่อมไร้ผู้ต่อต้าน... ทว่าระหว่างวิถีธรรมสายต่างๆ ย่อมมีการข่มกันอยู่บ้าง วิถีธาตุทองและธาตุไฟคือวิถีธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนี้ เจ้าจงหลีกเลี่ยงไว้เป็นดี..."
ตาบอดเฒ่าหัวเราะร่า
"ไฟข่มน้ำ?! มันไม่ถูกต้องกระมัง? เหตุใดธาตุทองและธาตุไฟถึงกลายเป็นวิถีธรรมที่รุ่งเรืองไปได้?"
ฟางชิงเบิกตากว้าง เรื่องนี้ต่างจากสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากสำนักปี้ไห่อย่างสิ้นเชิง ราวกับโลกถูกพลิกกลับด้าน
"เจ้าไม่ได้อ่านศักราชเซียนรึ? 【หนิวจิน(ทองโค)】, 【เหว่ยฮั่ว(ไฟหาง)】, 【คังจิน(ทองคอ)】, 【อี้ฮั่ว(ไฟปีก)】... สิบสอง 【ผู้ดูแลกาลเวลา】 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปกครองฟ้าดิน ซึ่งล้วนแต่สังกัดวิถีธรรมแห่งมหาตะวันและทองไฟทั้งสิ้น อีกทั้งยังเคยให้กำเนิดมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยากจะจินตนาการได้ ด้วยเหตุนี้วิถีธาตุทองและธาตุไฟจึงเป็นวิถีธรรมที่รุ่งเรืองที่สุด!" น้ำเสียงของตาบอดเฒ่าแฝงไปด้วยความสั่นสะท้าน