- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 157 เทพสังหารไป๋ฉี่ลงมือในที่สุด!
บทที่ 157 เทพสังหารไป๋ฉี่ลงมือในที่สุด!
บทที่ 157 เทพสังหารไป๋ฉี่ลงมือในที่สุด!
สวี่ยู๋เหินเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมต่อว่า "ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็คงไม่ใช่สิ่งที่จูเซี่ยในตอนนี้จะต้านทานได้กระมัง! อย่าลืมว่า ต๋าหมอ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของจูเซี่ย ถูกสุ่ยเทียนหราน อดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งทวีปเทียนหลัวสกัดเอาไว้แล้ว"
"ต้านทานไม่ได้งั้นหรือ? ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก!" หลี่ฉางเทียนส่ายหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดของสวี่ยู๋เหิน
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักจะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าในเงามืดนั้น มีตัวตนอันน่าหวาดกลัวซ่อนเร็นอยู่ ซึ่งต่อให้เป็นเขาในตอนนี้ก็ยังมิอาจตรวจพบได้
แต่ลางสังหรณ์ในใจบอกเขาว่า รากฐานของจูเซี่ยต้องมิได้มีเพียงต๋าหมอแค่คนเดียวแน่นอน
จนถึงตอนนี้ ภาพของพุทธจักรทั้งสามที่ต๋าหมออัญเชิญออกมายังคงติดตาเขาไม่รู้ลืม และสร้างความสั่นสะเทือนในใจเขาอยู่เสมอ
ดังนั้นเขาจึงปักใจเชื่อว่า จูเซี่ยแห่งนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างเด็ดขาด ส่วนฉินมู่นั้น แม้ความรู้สึกที่ให้มาจะเป็นเพียงผู้มีตบะขอบเขตความเป็นตาย แต่กลับดูลึกลับสุดหยั่งถึง!
เมื่อสวี่ยู๋เหินเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหลี่ฉางเทียน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือว่าจูเซี่ยแห่งนี้จะน่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้นจริงๆ?
และแล้ว ก็เป็นไปตามคาด ในขณะที่ดัชนียักษ์ปรากฏขึ้นนั้น ทางฝั่งจูเซี่ยก็ได้มีคนเคลื่อนไหวในที่สุด
ฉินมู่และเหล่าขุนนางต่างมองดูด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าเหนือท้องฟ้านั้น กลับปรากฏร่างอันเกรียงไกรสายหนึ่งขึ้นมา
ดวงตาของเขาดุดัน เจตนาฆ่าฟันอันไร้ขอบเขตระเบิดออกมาจากร่าง พุ่งเข้าปะทะกับสรวงสวรรค์และโลกหล้า ทำเอาผู้คนใจสั่นระรัวด้วยความหวาดวิตก
ร่างอันเกรียงไกรนั้นจ้องมองดัชนียักษ์เหนือศีรษะด้วยสายตาเย็นชาอย่างไร้ขีดจำกัด ราวกับไม่เห็นมันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ภาพที่ปรากฏนี้สร้างแรงกดดันอันน่าหวาดกลัว ราวกับว่าเพียงแค่เขาคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็สามารถต้านทานกองทัพนับหมื่นแสนได้
ฉินมู่เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ไป๋ฉี่ ลงมือแล้วในที่สุด!
"เฮือก~! เขาคือใครกัน?" สวี่ยู๋เหินสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองร่างอันเกรียงไกรของไป๋ฉี่ด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง ในตอนนี้เขาถูกความน่าเกรงขามของไป๋ฉี่สยบเข้าให้แล้ว เขาไม่เคยคิดเลยว่าในโลกนี้จะมีบุรุษผู้เลิศล้ำเช่นนี้อยู่
หากเทียบกับสวี่ยู๋เหินแล้ว หลี่ฉางเทียนยิ่งตกตะลึงมากกว่า เขาแฝงความรู้สึกถึงเทวานุภาพแห่งเทพสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดจากตัวไป๋ฉี่ อีกฝ่ายดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อการเข่นฆ่าโดยแท้จริง
"ช่างเป็นจิตสังหารที่น่าสยดสยองนัก ช่างเป็นบุรุษผู้เลิศล้ำที่หาได้ยากยิ่ง ความเข้มข้นของเจตนาฆ่านี้ ถึงขั้นน่ากลัวกว่าเผ่าอสูร (ซิวหลัว) ในหมื่นโลกธาตุที่รู้จักแต่การฆ่าฟันเสียอีก! คนผู้นี้ เคยผ่านอะไรมากันแน่!"
ดวงตาของหลี่ฉางเทียนหดเล็กลง ใจสั่นสะท้านอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การปรากฏตัวของไป๋ฉี่ทำให้เขาต้องตื่นตัวอย่างถึงที่สุด
"องค์จักรพรรดิ! ท่านพอจะทราบที่มาของคนผู้นี้หรือไม่?" สวี่ยู๋เหินเอ่ยถามอย่างนอบน้อม เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความรู้สึกยำเกรงต่อคนผู้หนึ่ง ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิระดับขอบเขตจำลองฟ้าดินระยะกลางเท่านั้น!
หลี่ฉางเทียนสูดลมหายใจลึก ส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึมก่อนจะกล่าวว่า "ไม่เคยเห็น จูเซี่ยช่างลึกลับจริงๆ ความรู้สึกที่เขามอบให้ข้านั้น ดูจะน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าราชครูต๋าหมอเสียอีก!"
สวี่ยู๋เหินสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พรสวรรค์ของต๋าหมอแข็งแกร่งเพียงใดเขาย่อมเคยสืบมาแล้ว เพราะสำนักเหมันต์ (เสวี่ยจง) ยืนหยัดอยู่ในทวีปเทียนหลัวมานับแสนปี ระบบข้อมูลข่าวสารย่อมไม่มีข้อสงสัย
ภายในสำนักเหมันต์ ให้การประเมินต๋าหมอไว้ว่า: ขอเพียงไม่ตาย ย่อมต้องเข้าสู่ขอบเขตพระผู้เป็นเจ้า ได้แน่นอน!
เป็นคำว่า 'แน่นอน'!
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สวี่ยู๋เหินพยายามผูกมิตรกับฉินมู่มาโดยตลอด เพราะเขารู้ดีว่าในอนาคต จูเซี่ยมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นตัวตนระดับเดียวกับสำนักเหมันต์ของเขา
นี่เป็นเพียงความรู้สึกที่หลี่ฉางเทียนและสวี่ยู๋เหินมีต่อไป๋ฉี่ ทั้งคู่คนหนึ่งมีตบะขอบเขตจักรพรรดิขานาม อีกคนมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ย่อมต้านทานจิตสังหารของไป๋ฉี่ได้ แต่สำหรับคนอื่นนั้นไม่แน่!
"อ๊าก~! เขาเป็นใครกัน? ทำไมข้าเพียงแค่มองแวบเดียว ก็ราวกับเห็นทะเลเลือดและภูเขาซากศพ!" ใครคนหนึ่งร้องโหยหวนด้วยความตกใจ
"เร็วเข้า อย่าจ้องมองไปที่ร่างของเขา มิเช่นนั้นพวกเราอาจจะจมลึกลงไปจนกลายเป็นหุ่นเชิดที่มีแต่การฆ่าฟัน!"
มีคนรีบเตือนขึ้นมาทันที ใครก็ตามที่เห็นภาพนี้ ต่างก็รู้สึกราวกับเห็นทะเลซากศพ สิ่งมีชีวิตดับสูญ กองกระดูกขาวโพลนทับถมกัน เป็นภาพที่สั่นประสาทอย่างยิ่ง
เมื่อละสายตาออกจากร่างของไป๋ฉี่ พวกเขาถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ในใจยังคงหวาดผวาไม่หาย
ในขุนเขาเส้าซื่อ สุ่ยเทียนหรานละสายตาจากเมืองลั่วหยาง หันมามองต๋าหมอด้วยความประหลาดใจและกล่าวว่า "นึกไม่ถึงเลยว่า ในจูเซี่ยจะมีตัวตนที่น่าหวาดกลัวและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้าอยู่อีก!"
คำพูดของสุ่ยเทียนหรานดูเหมือนจะแฝงเจตนาเสี้ยมเขาให้ตีกัน แต่เขากลับมาเจอกับต๋าหมอเข้าเสียก่อน
ต๋าหมอยิ้มบางๆ ขานนามพุทธคุณแล้วตอบกลับโดยตรงว่า "อาตมาไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในจูเซี่ยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การได้มีชื่อเคียงคู่กับท่านเจ้าพระยาอู่อัน เทพแห่งการสังหาร อาตมารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!"
สุ่ยเทียนหรานเลิกคิ้วขึ้น นึกไม่ถึงว่าต๋าหมอจะตอบคำถามเช่นนี้
"เทพสังหารงั้นหรือ? จิตสังหารเข้มข้นถึงเพียงนี้ จะบอกว่าเขาเป็นเทพสังหารก็ไม่เกินไปนัก" สุ่ยเทียนหรานพยักหน้า
ต๋าหมอเห็นดังนั้นก็ยิ้มจางๆ แล้วกล่าวว่า "ดูท่าว่า สหายของประสกคงจะพบลำบากเข้าให้แล้ว!"
สุ่ยเทียนหรานหัวเราะเยาะ "สหาย? ข้าไม่ใช่สหายของมันหรอก หากไม่ใช่เพราะบุญคุณใหญ่หลวงเมื่อปีก่อน ข้าไม่มีทางปรากฏตัวออกมาเด็ดขาด!"
ต๋าหมอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็เป็นประกายวูบหนึ่ง จากนั้นทั้งคู่ก็ไม่พูดจาอะไรกันอีก เพียงแต่ทอดสายตาไปยังท้องฟ้าเหนือเมืองลั่วหยาง
ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ เจ้าพระยาอู่อันไป๋ฉี่ ในชั่วขณะนี้ ก็ได้สำแดงเดชออกมาในที่สุด
เมื่อเผชิญหน้ากับดัชนียักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ แววตาของไป๋ฉี่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความตกตะลึงของฝูงชน เขาเหยียดนิ้วออกไปหนึ่งนิ้ว พลานุภาพอันไร้ขอบเขตระเบิดออกทันที
บนเส้นขอบฟ้า ดัชนียักษ์อีกสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวในวินาทีนี้ถูกแสดงออกมาอย่างถึงขีดสุด สะเทือนไปทั่วชั้นฟ้า
ในชั่วพริบตา เจตนาฆ่าฟันอันห้าวหาญและกว้างใหญ่ไพศาลระเบิดออก ทำให้ทั่วทั้งชั้นฟ้าปั่นป่วนไหลวนไม่หยุดนิ่ง น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ดัชนียักษ์อันน่าสยดสยองทั้งสองปะทะกัน สะเทือนไปถึงห้วงความว่างเปล่า พลานุภาพอันน่าสะพรึงทำเอาท้องฟ้าแตกสลาย สุริยันจันทราอับแสง
จากนั้น บุรุษผู้สวมฉลองพระองค์ลายมังกร (หมางเผา) ผู้มีกลิ่นอายอันบ้าคลั่งแผ่ซ่านรอบกายก็ก้าวออกมา เทวานุภาพแห่งมังกรพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า
คนผู้นี้คือจักรพรรดิกุญชรมังกร (เจียวหมางต้าตี้) น้องรองของจักรพรรดิฉลามมังกร (หลงซาต้าตี้) เขาไม่คิดเลยว่า ดัชนีที่เขามั่นใจว่าต้องชนะแน่ๆ จะมีคนต้านทานไว้ได้!
"มีฝีมืออยู่บ้าง! แต่น่าเสียดายที่ตบะต่ำเกินไป!" จักรพรรดิกุญชรมังกรกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ในสายตาของเขา ตบะเพียงเท่านี้ของไป๋ฉี่ยังไม่เพียงพอจะให้เขาแยแสได้
แต่น่าเสียดายที่เขามองข้ามไป๋ฉี่ และไป๋ฉี่เองก็มองข้ามเขาเช่นกัน
แววตาของไป๋ฉี่ไหววูบเล็กน้อย เมื่อมาถึงระดับเขาแล้ว พลังการต่อสู้ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยระดับตบะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ชาติก่อน เขาบุกตีที่ใดล้วนได้ชัยชนะ ไม่เคยพ่ายแพ้ในการศึก ได้รับการขนานนามเป็นหัวหน้าสี่ยอดขุนพลแห่งยุคจั้นกั๋ว ทว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตกลับต้องจบชีวิตลง จะไม่ให้เขารู้สึกไม่ยินยอมได้อย่างไร
"ทำลาย!"
ไป๋ฉี่เอ่ยเสียงเย็นชา กลิ่นอายอันดุดันน่าเกรงขามระเบิดออกมา กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักพิชัยสงครามที่รวบรวมเทวานุภาพอันไร้ขีดจำกัดของเหล่านักรบถูกชักออกมาอย่างองอาจ
ฟุ่บ~!
แสงกระบี่ยาวนับพันเมตรพุ่งวาบผ่านความว่างเปล่า ต่อเนื่องไปถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ภายในรอยแยกนั้น มิติพังทลายลงทีละส่วน วิชาอาคมของสำนักพิชัยสงครามอันน่าสะพรึงระเบิดออก เล็งตรงไปยังจักรพรรดิกุญชรมังกร
เมื่อการโจมตีนี้ปรากฏขึ้น ถึงกับทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน สรรพสิ่งเปลี่ยนสี!
ดวงตาของหลี่ฉางเทียนเป็นประกายวูบ ความหวาดหวั่นใจปรากฏขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต๋าหมอก้มหน้าพึมพำนามพุทธคุณ สุ่ยเทียนหรานหน้าถอดสีด้วยความตกใจ ผู้คนรอบข้างต่างเผยสีหน้ายำเกรงและหวาดกลัวอย่างยิ่ง
จักรพรรดิกุญชรมังกรหน้าเปลี่ยนสีทันที ความหวาดกลัวสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทำให้เขาพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด
เขารู้ดีว่าการโจมตีนี้ เขายากที่จะต้านทานไหว นี่คือวิชาอาคมที่ก้าวข้ามขอบเขตของโลกมนุษย์ไปแล้ว มันน่ากลัวเกินไป!
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักพิชัยสงครามมาพร้อมกับอานุภาพกระบี่อันไร้เทียมทาน แหวกอากาศ ข้ามผ่านความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขต มาจากสถานที่แห่งการทำลายล้าง เล็งตรงไปที่จักรพรรดิกุญชรมังกร พลานุภาพอันสยดสยองระเบิดออก บดขยี้ทุกสิ่งให้เป็นจุล!