- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 718 พัวพันยากกำจัด
บทที่ 718 พัวพันยากกำจัด
บทที่ 718 พัวพันยากกำจัด
รูเล็ตวันโลกาวินาศ
บทที่ 718 พัวพันยากกำจัด
.
ความเร็วในการเดินทางของทีมที่มีสมาชิกสองพันคนย่อมแตกต่างจากทีมที่มีสมาชิกสองหมื่นคนอย่างแน่นอน เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ความเร็วย่อมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า
อย่างไรก็ตาม ระยะทางไปด่านเจี้ยนเฟิงยังค่อนข้างไกล และกลางคืนก็อันตรายมาก ดังนั้นเขาจะรีบร้อนไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องหลีกเลี่ยงเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้ เย่จงหมิงคำนวณเวลาแล้ว และรู้ว่าหากล่าช้าที่หลินไห่นานเกินไป เขาจะไปไม่ทัน
แม้ว่าความล่าช้าจะไม่นานนัก แต่มันก็ล่าช้าไปแล้ว
เขาควรเร่งฝีเท้าไปที่นั่นคนเดียวดีไหม? เย่จงหมิงรีบปัดความคิดนี้ทิ้งไป การเดินทางคนเดียวนั้นไม่เพียงแต่เป็นอันตรายเท่านั้น แต่ถึงแม้เขาจะไปถึงด่านเจี้ยนเฟิงได้ ความปลอดภัยของเขาก็ไม่แน่นอน ใครจะไปรู้ว่าถ้าพวกเขาเห็นว่าเขาอยู่คนเดียว พวกนั้นอาจจะพยายามทำร้ายเขาหรือไม่?
ในเมื่อยังไงเขาก็ต้องไปสายอยู่แล้ว เย่จงหมิงจึงไม่รีบร้อน และทำหลายสิ่งหลายอย่างระหว่างทาง
สิ่งแรกที่เขาทำคือหยุดการซ่อมแซมและการปรับปรุงอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องใช้น้ำเต้าหยุนเป่า แล้วป้อนวัสดุและอุปกรณ์ที่เสียหายต่างๆ เพื่อเติมพลังงานให้น้ำเต้าหยุนเป่าเป็นจำนวนมาก จากนั้นเขาก็ใช้น้ำเต้าหยุนเป่าอัพเกรดเครื่องชาร์จเคสก้าไปเป็นระดับสีเงิน ซึ่งทำให้คุณสมบัติของเครื่องชาร์จเคสก้าเปลี่ยนไปเป็น: ความจุพลังงาน 200P ความเร็วในการส่งออก 30P/ชั่วโมง ความเร็วในการรับเข้า 60/ชั่วโมง
เห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่เกิดจากการอัพเกรดระดับคือ ทั้งการผลิตพลังงานและการป้อนพลังงานมีความเร็วมากขึ้น
เย่จงหมิงรีบเรียกคนที่มีทักษะธาตุน้ำหลายคนมาช่วยกัน แล้วให้พวกเขาสาดทักษะธาตุน้ำใส่เครื่องชาร์จสองสามครั้ง จากนั้นแถบพลังงานที่ก่อนหน้านั้นว่างเปล่าก็เปลี่ยนไปทันที
เขาทดลองเอาเครื่องชาร์จไปแช่น้ำอีกครั้ง มันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ไม่ชัดเจนนัก เขาคิดว่าคงต้องเอาไปวางไว้ในทะเลสาบหรือมหาสมุทรถึงจะเห็นความแตกต่างได้
ในที่สุด หลังจากลองทุกวิธีแล้ว เย่จงหมิงจึงทำได้เพียงนำอัญมณีธรรมชาติประเภทน้ำระดับต่ำมาเติมพลังงานให้กับเครื่องชาร์จ 200P เท่านั้น
จากนั้น เขาก็นำเครื่องชาร์จไปเติมพลังให้กับน้ำเต้าหยุนเป่า หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง เย่จงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะผิวปากด้วยความดีใจ
ด้วยหน่วยวัดที่แม่นยำของเครื่องชาร์จ เย่จงหมิงจึงรู้ว่าก่อนหน้านี้น้ำเต้าหยุนเป่าดูดซับพลังงานจากอุปกรณ์ที่เสียหายไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้ น้ำเต้าหยุนเป่าสามารถดูดซับพลังงานจากเครื่องชาร์จ 200P ได้แล้ว เย่จงหมิงจึงนำมันไปอัพเกรดให้กับอานสัตว์ร้าย (อานสัตว์ร้ายที่มั่นคง) ที่ได้มาจนกลายเป็นระดับสีเงิน และยังนำมันไปซ่อมแซมอาวุธสีเงินอีกนับสิบชิ้นที่เสียหายจากการต่อสู้ครั้งล่าสุดด้วย!
ในอดีต สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนจึงจะแล้วเสร็จ
จากนั้น เย่จงหมิงก็ใช้อัญมณีธรรมชาติธาตุน้ำเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งไปเติมพลังงานให้เครื่องชาร์จ แล้วนำไปเติมพลังงานให้น้ำเต้าหยุนเป่า เพื่ออัพเกรดหม้อตุ๋นน้ำไฟให้เป็นระดับเงิน
สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้เครื่องชาร์จได้โดยตรงนี้ สามารถใช้ร่วมกับน้ำเต้าหยุนเป่าได้
เย็นวันนั้น เย่จงหมิงตั้งหม้อขึ้น จากนั้นก็หาคนที่มีพลังธาตุน้ำและไฟมาจุดไฟ เพื่อปรุงซุป เขาใช้หม้อใบใหญ่ที่เปล่งแสงสีเงินยวง ปรุงซุปเนื้อจากสัตว์กลายพันธุ์ระดับห้าที่เขาออกล่ามาในระหว่างวัน จนมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจอย่างยากจะบรรยาย
ถึงแม้จะไม่มีสูตรอาหาร และไม่มีนักชิมหรือเชฟ ความสามารถของอุปกรณ์พิเศษนี้จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่ามันสามารถเพิ่มปริมาณพลังงานให้อาหารที่ปรุงสุกได้ถึง 120% ของค่าเดิมนั้นก็ถือว่าดีมาก เมื่อบริโภคเป็นประจำ พละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เย่จงหมิงอดคิดถึงเมล็ดข้าวชะตา (เมล็ดข้าวแห่งโชคชะตา) อีกครั้งไม่ได้ เขาเพาะเลี้ยงมันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่มันยากกว่าการเพาะเลี้ยงหลัวเสินซานมาก แม้จะใช้พลังปราณจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ต่อมาเขาก็หยุดเพาะเลี้ยงไป เพราะต้องต่อสู้ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าเขาควรจะเพาะเลี้ยงมันให้มากขึ้นเมื่อมีเวลาว่าง ด้วยวิธีนี้ เมื่อเมล็ดเติบโตเต็มที่ มันจะช่วยเพิ่มพลังให้กับทักษะทั้งหมดของเขา และช่วยให้พัฒนาฝีมือได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาจากความอยากอาหารของผู้วิวัฒนาการ ซุปหม้อเดียวไม่เพียงพออย่างแน่นอน ถึงแม้หม้อจะใหญ่ แต่ก็เพียงพอสำหรับเลี้ยงคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หลังจากทำซุปหลายครั้ง ก็มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากสองพันคนเท่านั้นที่ได้รับส่วนเล็กๆ พวกเขาจึงต้องใช้ระบบหมุนเวียน เพื่อแบ่งอาหารมื้อต่อไปให้กับคนอื่นๆ
ไม่มีใครโง่ แค่ดูจากหม้อระดับเงินก็รู้แล้วว่า อาหารที่ปรุงจากหม้อนี้ต้องมีคุณภาพสูง
ในเมื่อตอนนี้ชาวหยิงเฉิงต่างก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเย่จงหมิงแล้ว เขาจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมได้
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เย่จงหมิงก็อยู่ในเต็นท์ของเขาเพื่อศึกษาต้นไม้นรก และพืชชนิดอื่นๆ เช่น ดอกไม้กินคน และมีความคิดหนึ่งขึ้นมา ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญทักษะใหม่ของอาชีพคนสวน นั่นคือการต่อกิ่งแล้ว เขาจะสามารถนำพืชเหล่านี้มาปลูกรวมกันได้หรือไม่? เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป และอาจได้รับความสามารถพิเศษบางอย่างด้วย
ระหว่างการเดินทาง นอกจากการผลิตอาวุธและอุปกรณ์แล้ว เขายังได้ทำการวิจัยเรื่องนี้ด้วย และหวังว่าเมื่อพวกเขาไปถึงด่านเจี้ยนเฟิง นักรบหยิงเฉิงทั้ง 1,500 คนจะมีอุปกรณ์เงินสำรองคนละชิ้น และได้ฝึกฝนทักษะการต่อกิ่งจนเชี่ยวชาญในเบื้องต้น
ม่านถูกเปิดออก เหลียงชูหยินก็เดินเข้ามา ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เย่จงหมิง กอดอกและทำหน้าบึ้งตึง
“เกิดอะไรขึ้น?”
เหลียงชูหยินเลิกคิ้วขึ้น เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ! หน้าอกอวบอิ่มของเธอขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง ผู้ชายคนนี้ ช่าง… โง่เง่า ไม่สิ เหมือนก้อนหิน ไม่สิ เหมือนอุกกาบาตจากอวกาศ!
“คืนนี้ฉันจะนอนที่นี่”
เหลียงชูหยินเพียงแค่เอียงศีรษะและเอนตัวพิงเย่จงหมิง ความหมายนั้นชัดเจนมากจนไม่มีอะไรจะชัดเจนไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
เย่จงหมิงยิ้ม “วันนั้นคุณไม่สะดวกเองนะ จะโทษผมได้ยังไง?”
ชีวิตรักของเหลียงชูหยินค่อนข้างวุ่นวาย ตอนแรกเธอแอบชอบเย่จงหมิง แต่แล้วเซี่ยเล่ย เซี่ยไป๋ และหมี่หยาจากแดนลับก็แย่งไปก่อน ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้อยู่กับเย่จงหมิง และเย่จงหมิงก็ไม่ปฏิเสธ แต่แล้วเธอก็มีประจำเดือน และฉากในตอนนั้น ...ค่อนข้างน่าประทับใจ
ผู้วิวัฒนาการมีร่างกายพิเศษ ดังนั้นเวลาไม่กี่วันนั้นจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เหลียงชูหยินสังเกตเห็นว่าเย่จงหมิงยังไม่ยอมเริ่มต้นก่อน ซึ่งนำไปสู่การกระทำในวันนี้ นั่นคือการนำส่งตัวเองมาถึงเตียง
“ฉันไม่สน ฉันไม่ฟัง” เหลียงชูหยินพึมพำ น้ำเสียงของเธอฟังดูไม่ค่อยดีนัก แต่ในความเป็นจริง ความรักที่เธอมีต่อเย่จงหมิงนั้นลึกซึ้งถึงกระดูก เธอเอื้อมมือไปกอดชายหนุ่ม และริมฝีปากสีเชอร์รี่ของเธอก็แนบชิดกับเขา
ถึงจุดนี้ การกระทำอันโหดร้ายเช่นนี้จะต้องถูกฟ้าผ่าอย่างแน่นอน และเย่จงหมิงก็ไม่ได้ยั้งมือ มือของเขาสัมผัสลูบไล้ไปทั่วร่างกายที่อบอุ่นและเนียนนุ่มของเน็ตไอดอลสาวคนดังอย่างอิสระ
แต่ในวินาทีต่อมา เย่จงหมิงก็หยุดชะงักกะทันหัน เน็ตไอดอลสาวคนดังที่กำลังอยู่ในช่วงอารมณ์พลุ่งพล่านก็ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ พร้อมกับส่งสัญญาณให้ชายคนนั้นทำต่อ แต่เย่จงหมิงไม่เพียงไม่ทำต่อ แต่เขายังอุ้มเหลียงชูหยินแล้วกลิ้งไปด้านข้างอีกด้วย
อ๊ะ!
เหลียงชูหยินพูดออกมาได้เพียงครึ่งประโยคโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะรู้ตัวว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เธอใช้เท้าเกี่ยวเสื้อผ้าที่ถูกดึงออกไป และกลิ้งตัวไปด้านข้าง เธอรู้ว่าในขณะนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องแน่ใจว่าเย่จงหมิงไม่มีข้อกังวลใดๆ
เมื่อครู่ที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองกำลังกอดกันอยู่นั้น หนวดแหลมคมเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาจากพื้น และหากเย่จงหมิงไม่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว
จากนั้น หนวดก็เริ่มปรากฏขึ้นภายในเต็นท์ทีละเส้น เย่จงหมิงหลบซ้ายหลบขวา และแทบจะหลบไม่ทัน
ในระหว่างที่หลบหลีก เย่จงหมิงชักดาบส่องจันทร์ออกมาเพื่อโต้กลับ แต่หลังจากโจมตีไปห้าหรือหกครั้งโดยไม่โดนเป้าหมาย หนวดทั้งหมดก็หดกลับลงไปในพื้นดินและหายไปอย่างฉับพลัน
ในเวลาเดียวกัน มีเสียงกรีดร้องสองครั้งดังมาจากนอกเต็นท์ เย่จงหมิงและเหลียงชูหยินที่แต่งตัวเสร็จแล้วจึงรีบวิ่งออกไปทันที
ศพของนักรบหยิงเฉิงสองคนนอนบิดเบี้ยวอยู่ตรงนั้น เลือดเนื้อของพวกเขาสลายไปจนหมดสิ้น
ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่บริเวณนั้นมีท่าทางไม่ค่อยดีนัก หลายคนเคยเห็นศพแบบนี้มาก่อน
นี่คือสภาพหลังจากถูกสังหารโดยเถาวัลย์มรณะ
ทุกคนต่างสังเกตเห็นบางสิ่ง นั่นคือต้นยมโลก (ต้นยามา) ที่หนีออกมาจากหลินไห่ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง!
.
******
หมายเหตุ ต่อไป ราชาต้นไม้แห่งนรกที่แยกร่างออกไปจะเรียกว่าต้นยามา และ ต้นยมโลกหรือต้นยามา ต้นไม้นรก หลัวเสินซาน เป็นพืชกลายพันธุ์ชนิดเดียวกัน นั่นคือ ต้นสนหลัวเสิน