- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 140 ความพิโรธของมังกร
บทที่ 140 ความพิโรธของมังกร
บทที่ 140 ความพิโรธของมังกร
จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกร...
สุสานเสือภูเขางู...
แผ่นทองแดงนี่คือบันทึกสงครามระดับตำนานของจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรในยุคโบราณเลยนะเว้ย! นี่มันควรจะเป็นมหากาพย์การต่อสู้ระดับเทพเจ้าที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สิ แต่ทำไมพออ่านแล้วเยว่เหวินถึงรู้สึกว่ามันแปลกๆ พิกล
ท่านจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรนี่... แกเป็นคนตรงไปตรงมาดีเนาะ
ลองคิดดูสิว่านี่ขนาดเป็นบันทึกข้อความที่ตั้งใจทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอ่านนะ ตัวจริงแกต้องเป็นคนสุดโต่งกว่านี้แน่ๆ เพราะปกติคนเราเวลาเขียนไดอารี่ ต่อให้เป็นคนไม่เอาถ่านแค่ไหน ก็ต้องเขียนให้ดูดีไว้ก่อนแหละน่า
แต่ถ้าคิดลึกกว่านี้เดี๋ยวจะหาว่าลบหลู่เบื้องสูง...
มองเผินๆ เหมือนจะเป็นแค่บทสรุปหลังสงคราม แต่พอลองวิเคราะห์ดูดีๆ ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในนี้นี่มันมหาศาลเลยล่ะ
จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรตั้งใจจะบุกไปถล่มสุสานเสือภูเขางู แต่ดันโดนตัวตนบางอย่างจาก 'อาณาจักรมารใต้ผืนทราย' ขัดขวางไว้ซะก่อน... และเขาคือเซียนคนสุดท้ายในยุคพลังวิญญาณเลยนะ เก่งกาจไร้เทียมทานจนสามารถตั้งอาณาจักรเซียนขึ้นมาได้ ในตอนที่เขียนบันทึกนี้ เขาต้องอยู่ขอบเขตที่เก้าแล้วชัวร์ๆ
เยว่เหวินรู้ดีว่าสิ่งที่ถูกผนึกไว้ในภูเขางูก็คือจักรพรรดิมารอสรพิษ ซึ่งก็อยู่ในขอบเขตที่เก้าเหมือนกัน แล้วไอ้ 'อาณาจักรมารใต้ผืนทราย' นั่น มันมีตัวอะไรที่เก่งกว่าจักรพรรดิมารอสรพิษซ่อนอยู่อีกงั้นเหรอ?
แถมยังอยากจะโผล่มาตอนไหนก็โผล่มาได้ง่ายๆ ด้วย?
เขตแดนหวงห้ามเซียนทั้งสี่แห่งบนโลก ได้แก่ ทะเลปีศาจกลืนวาฬ, อาณาจักรมารใต้ผืนทราย, หมู่บ้านร้างฝันร้ายมหาภัย และป่าเขาหมื่นลี้
แต่จากบันทึกของจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกร ในตอนนั้นยังมีเขตแดนต้องห้ามแค่สามแห่งเท่านั้น
ทะเลปีศาจกลืนวาฬอาจจะเพิ่งมาเกิดทีหลังก็ได้มั้ง ถึงเยว่เหวินจะไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับความลับของดินแดนต้องห้ามพวกนี้ แต่ก็ช่างเถอะ สิ่งที่ทำให้เขาช็อกที่สุดคือ ตัวตนที่ซ่อนอยู่ในนั้นมันแกร่งขนาดที่ทำให้จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรต้องหนักใจเลยงั้นเหรอ? แสดงว่าเก่งพอๆ กับเซียนที่มีชีวิตอยู่เลยสิ?
หรือว่านี่คือเงื่อนไขในการเกิดเขตแดนหวงห้ามเซียน?
ก็จริงนะ ถ้าเซียนขอบเขตที่เก้าลงมือทีเดียวราบเป็นหน้ากลองได้ ดินแดนต้องห้ามพวกนี้ก็คงแตกพ่ายไปนานแล้ว สมบัติเซียนข้างในก็คงโดนกวาดไปเกลี้ยงแล้วล่ะ
แล้วไอ้คำว่า 'กลายเป็นอาหาร' นั่นมันหมายความว่าไง?
'นิกายอายุวัฒนะ' คือสำนักอะไรอีกล่ะเนี่ย?
เรื่องพวกนี้ทำเอาเยว่เหวินปวดหัวตึ้บ มิน่าล่ะ โลกมนุษย์ตอนนี้ถึงได้มีเซียนที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่าหนึ่งคน แต่ก็ยังมีดินแดนต้องห้ามและเขตทุรกันดารหลงเหลืออยู่อีกเพียบ ดูเหมือนว่าขอบเขตที่เก้าก็ไม่ใช่ว่าจะไร้เทียมทานเสมอไปแฮะ
แถมความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรกับเผ่ามังกร ก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนในตำนานเล่าขานเลย ที่ว่าวันที่จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรบรรลุมรรคผล เผ่ามังกรทั้งสี่สมุทรต่างพากันมายอมศิโรราบ มีมังกรแท้จริงเก้าตัวคอยบินวนเวียนรับใช้...
ดูเหมือนว่าไอ้มังกรพวกนี้จะทำให้เขาปวดหัวน่าดูเลยนะเนี่ย?
เดี๋ยวค่อยไปหลอกถามต้าหลงดูดีกว่า เมื่อกี้มันเพิ่งด่าจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรว่าเป็น 'คนไร้ยางอาย' อยู่เลย ฟังดูแล้วน่าจะมีปมแค้นฝังลึก ไม่แน่อาจจะรู้ความลับอะไรในยุคโบราณบ้างก็ได้
จากนั้นบันทึกก็บอกว่า พวกตัวตนที่อยู่ในสุสานเสือภูเขางูจะฟื้นคืนชีพในอีกห้าร้อยปีให้หลังในยุคพลังวิญญาณครั้งถัดไป ซึ่งก็คือยุคปัจจุบันนี้นี่แหละ ไม่รู้ป่านนี้พวกมันตื่นกันหรือยัง
ฟังดูเป็นเรื่องระดับชาติทั้งนั้นเลยแฮะ
แต่เรื่องพวกนี้มันก็ไกลตัวเขาเกินไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกบิ๊กเบิ้มระดับท็อปๆ ของโลกมนุษย์เขาปวดหัวกันไปเถอะ
สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือประโยคสุดท้ายต่างหาก...
【ต้องตั้งกฎทิ้งไว้ให้พวกลูกหลานในตำหนักมังกรซะหน่อย ใครก็ตามที่รอดตายออกมาจากสุสานเสือภูเขางู ตำหนักมังกรต้องจับตัวมาสอบสวนให้ละเอียด ห้ามปล่อยให้กลับไปปะปนกับมนุษย์ทั่วไปเด็ดขาด】
หมายความว่าไง?
คนที่ออกมาจากสุสานเสือภูเขางู จะเป็นภัยต่อโลกมนุษย์งั้นเหรอ? ทำไมต้องให้ตำหนักมังกรเป็นคนจับกุมด้วย?
เยว่เหวินนึกย้อนไปถึงวันที่เกิดรอยแยกมิติ วันที่พ่อแม่ของเขาเดินหายเข้าไปในรอยแยกนั้น สายตาอันเก่าแก่และลึกล้ำที่จ้องมองมา...
หลายปีมานี้ เขาเอาแต่คิดว่ามันเป็นฝีมือของสิ่งชั่วร้าย แต่พอลองคิดดูดีๆ ดวงตาคู่นั้นมันช่างคล้ายกับดวงตาของต้าหลงเหลือเกิน ต่างกันตรงที่ตาของต้าหลงมีเปลวไฟสีทองลุกโชนอยู่ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความตายและความมืดมิด
หรือว่าพ่อแม่ของเขาเข้าไปวิจัยในสุสานเสือภูเขางู พอออกมาก็เลยโดนตำหนักมังกรจับตัวไป?
แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมสำนักงานปราบปรามถึงไม่รู้เรื่องล่ะ?
เยว่เหวินเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ว่าเรื่องนี้มันคงไม่ชอบมาพากลซะแล้วสิ
และความจริงเขาก็รู้สึกทะแม่งๆ มาตั้งนานแล้ว ตอนแรกนึกว่าพ่อแม่ไปเจอความลับอะไรในสุสานเข้า ก็เลยโดนสิ่งชั่วร้ายลอบสังหาร แต่พอลองคิดดูอีกที สิ่งชั่วร้ายตัวไหนมันจะเก่งขนาดฉีกมิติกลางเมืองหลวงแล้วจับคนไปสองคนได้ง่ายๆ โดยที่สำนักงานปราบปรามไม่รู้แม้แต่ชื่อของคนร้ายล่ะ?
เพราะงั้น เขาถึงไม่ค่อยไว้ใจการทำงานของสำนักงานปราบปรามในเรื่องนี้สักเท่าไหร่
ต่อให้สิ่งชั่วร้ายในภูเขางูมันจะเก่งแค่ไหน แต่มันก็ถูกผนึกอยู่ข้างใน ออกมาไม่ได้ ไม่งั้นคงไม่ต้องหาคนมาช่วยปลดปล่อยหรอก
ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานจากต่างมิติหรือรอยแยกมิติ ปกติสำนักงานปราบปรามก็ต้องตามรอยไปจนเจอต้นตอที่อีกฝั่งของมิติได้อยู่แล้ว ต่อให้ช่วยเหยื่อกลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องตอบโต้อีกฝั่งได้บ้าง หรือไม่ก็ผนึกรอยแยกนั้นทิ้งไปซะ
เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะหาต้นตอไม่เจอเลย
แต่ในคดีของพ่อแม่เขา สำนักงานปราบปรามกลับเอาแต่อ้างว่าหาตัวสิ่งชั่วร้ายที่ลงมือไม่เจอ ไม่ว่าข้ออ้างนี้จะจริงหรือเท็จ แต่มันก็บอกเป็นนัยๆ ว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่แน่ๆ
ถ้ามันไปเกี่ยวพันกับตำหนักมังกรเข้าจริงๆ ล่ะก็ งานนี้คงจะยากกว่าการบุกภูเขางูไปตามหาคนซะอีก
ตำหนักมังกรทั้งสี่สมุทร ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยนะ เป็นที่ที่เคยงัดสมบัติเซียนออกมาช่วยโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อน แถมยังรับหน้าที่บ่มเพาะอัจฉริยะรุ่นใหม่ให้กับมนุษยชาติมาตลอด ผู้ฝึกตนทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปฝึกฝนในนั้นทั้งนั้น
ด้วยปูมหลังต๊อกต๋อยอย่างเยว่เหวิน โอกาสเดียวที่จะได้เข้าไปตามหาคนในตำหนักมังกร ก็คือต้องคว้าตำแหน่งฮีโร่ประจำเมืองให้ได้ แล้วก็ไปชนะเลิศในงานประลองสี่สมุทรมังกรทะยานให้จงได้
ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานที่จะไปถึงงานประลองสี่สมุทรมังกรทะยานขนาดนั้นหรอก เพราะนั่นมันเวทีของพวกอัจฉริยะระดับหัวกะทิจากสำนักเซียนใหญ่ๆ เค้า
เขาก็เหมือนอัจฉริยะทั่วๆ ไปนั่นแหละ แค่อยากจะเข้าร่วมงานประลองให้ได้ เพื่อเอาหน้าเอาตาซะหน่อย ขอแค่ทำผลงานได้ดีๆ ในระหว่างแข่ง ต่อให้สุดท้ายไม่ได้ไปฝึกฝนที่ตำหนักมังกร ก็ยังได้ชื่อเสียงและคอนเนกชันมาเพียบอยู่ดี
แต่ตอนนี้ เขาคงต้องทุ่มสุดตัวเพื่อชิงตั๋วไปงานประลองสี่สมุทรมังกรทะยานให้ได้แล้วล่ะ
...
ภายหลังวิเคราะห์ข้อมูลจากอักษรมังกรจนเสร็จ เยว่เหวินก็ลืมตาขึ้นมองต้าหลงอีกครั้ง "นายเกลียดจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรเข้าไส้เลยเหรอ?"
"ไอ้สวะนั่นมันมีหน้ามาใช้ชื่อว่าควบคุมมังกรด้วย?" ต้าหลงแค่นเสียงเย็นชา "เผ่ามังกรทุกคนต่างก็เกลียดมันเข้ากระดูกดำทั้งนั้นแหละ!"
"เอ๋?" เยว่เหวินทำหน้างง "จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรไม่ใช่เทพเจ้าโบราณที่ไกลเกินเอื้อมจนมีแต่ในตำนานนะ เพิ่งจะบรรลุธรรมเมื่อสามพันหกร้อยปีก่อนเอง เป็นเซียนคนสุดท้ายในยุคพลังวิญญาณเลยนะ มีเรื่องราวของแกถูกบันทึกไว้เพียบเลย โดยเฉพาะในตำหนักมังกร มีทั้งคัมภีร์โบราณและภาพวาดบนกำแพง เล่าถึงตอนที่แกบรรลุมรรคผลเป็นเทพ แล้วเผ่ามังกรทั้งสี่สมุทรต่างก็แห่กันมายอมศิโรราบ แถมยังมีมังกรแท้จริงถึงเก้าตัวคอยติดตามรับใช้ข้างกายไม่ห่าง..."
"ตอแหลทั้งเพ!" ต้าหลงคำรามลั่น
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เยว่เหวินเห็นต้าหลงโกรธจัดขนาดนี้ เปลวไฟสีทองในดวงตามันลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาทั้งตำหนักสว่างวาบๆ มืดๆ สลับกันไปมา
รอจนแสงสว่างกลับมาเป็นปกติ เยว่เหวินถึงยกมือขึ้นห้าม "ใจเย็นๆ ก่อนน่า"
"นี่พวกมนุษย์เล่าขานประวัติศาสตร์ช่วงนี้กันแบบนี้เหรอเนี่ย? ตอแหลกันทั้งนั้น!" ต้าหลงยังคงเดือดพล่าน "ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิดโว้ย!"
"อ้าว?" เยว่เหวินทำท่าอยากรู้อยากเห็น "งั้นนายลองเล่าความจริงมาให้ฟังหน่อยสิ เดี๋ยวฉันช่วยตัดสินให้เอง"
เขาอยากรู้ความจริงที่ต้าหลงพูดถึงจะแย่แล้ว แต่ก็แอบกลัวว่าถ้าซักไซ้มากไป ต้าหลงจะหน้าเลือดเรียกเก็บเงินค่าเล่าเรื่องอีก
โชคดีที่ต้าหลงกำลังของขึ้น เลยลืมเรื่องเก็บเงินไปซะสนิท มันเล่าต่อทันที "ตอนยุคพลังวิญญาณใกล้จะล่มสลาย พลังวิญญาณในโลกมันเบาบางมาก ไม่มีทางพอให้ไอ้สวะนั่นบรรลุมรรคผลได้หรอก ไอ้เด็กเมื่อวานซืนแซ่ซ่งนั่น มันบากหน้ามาอ้อนวอนเผ่ามังกรขอยืมพลังวิญญาณจากสี่สมุทรไปใช้ต่างหากล่ะ มันถึงได้บรรลุธรรมเป็นเซียนได้!"
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนแซ่ซ่ง?" เยว่เหวินยิ่งงงหนัก "พลังวิญญาณนี่มันยืมกันได้ด้วยเหรอเนี่ย?"
"ไอ้ที่เจ้าเรียกมันว่า 'จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกร' น่ะ ชื่อจริงมันคือซ่งซิ่ว เป็นไอ้หน้าด้านไร้ยางอายที่สุดในสามโลก" ต้าหลงด่ากราด "ตอนนั้นมันอยู่แค่ขอบเขตปราณสุญญะขั้นสูงสุด อยากจะทะลวงขึ้นขอบเขตเทพใจจะขาด แต่ยุคนั้นพลังวิญญาณมันแห้งขอด มันก็เลยหน้าด้านมาตีเนียนเล็ง 'สระเซียนสี่สมุทร' ของเผ่ามังกรพวกข้า ซึ่งเป็นสุสานที่บรรพบุรุษของพวกข้าสละร่างฝังกระดูกไว้รุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อกักเก็บพลังวิญญาณไว้ให้ลูกหลานเผ่ามังกรได้ใช้ฟักตัวและประทังชีวิตในช่วงสามพันปีที่พลังวิญญาณเหือดแห้ง จะได้มีชีวิตรอดจนกว่าจะถึงยุคที่พลังวิญญาณกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง"
พอต้าหลงอธิบาย เยว่เหวินถึงเริ่มเข้าใจ
ที่แท้สำหรับเผ่าพันธุ์ที่อายุยืนยาวอย่างเผ่ามังกร เวลาสามพันปีมันก็ไม่ได้ยาวนานอะไรนักหนา บรรพบุรุษเผ่ามังกรก็เลยสร้างสระเซียนขึ้นมาสี่แห่ง ซ่อนไว้ในก้นบึ้งของสี่สมุทร เพื่อใช้รับมือกับวิกฤตพลังวิญญาณเหือดแห้ง
ที่ต้องซ่อนไว้มิดชิดขนาดนั้น ก็เพราะสุสานมังกรน่ะ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกมังกร พลังวิญญาณ หรือของวิเศษต่างๆ ที่เกิดมาพร้อมกัน ล้วนแต่เป็นของล้ำค่าที่ใครๆ ก็อยากได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมักมากมาขโมย สระเซียนทั้งสี่แห่งนี้ก็เลยมีแต่ผู้อาวุโสเผ่ามังกรเท่านั้นที่รู้ที่ตั้ง
มังกรเฒ่าที่ใกล้จะหมดอายุขัย ก็จะเดินทางไปที่สระเซียนด้วยตัวเอง เพื่อสละร่างทิ้งไว้ พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาก็จะถูกค่ายกลกักเก็บไว้ นานวันเข้าก็สะสมจนกลายเป็นทะเลพลังวิญญาณอันมหาศาล
ในยุคที่พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ เผ่ามังกรก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสระเซียนพวกนี้หรอก แต่พอยุคพลังวิญญาณเหือดแห้งมาถึง มังกรทั้งแก่ทั้งเด็กที่เอาชีวิตรอดไม่ไหว ก็จะพากันเข้าไปจำศีลในสระเซียน อาศัยพลังวิญญาณที่สะสมไว้ประทังชีวิตให้ผ่านพ้นช่วงเวลาสามพันปีอันโหดร้ายนี้ไปได้
พอพลังวิญญาณกลับมาฟื้นฟู เผ่ามังกรก็จะตื่นจากการจำศีล แล้วก็เริ่มสะสมพลังวิญญาณกันต่อไป
นี่มันระบบออมทรัพย์ระยะยาวที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ชั่วลูกชั่วหลานชัดๆ
แต่ซ่งซิ่วในตอนนั้นที่ยังไม่ได้เป็น 'จักรพรรดิผู้ควบคุมมังกร' กลับมาหาเผ่ามังกร อ้างว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤต โลกมนุษย์ไร้ซึ่งเซียนคอยปกป้อง กำลังจะถึงคราวอวสาน เลยมาขอยืมพลังวิญญาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในสระเซียนทั้งสี่สมุทรของเผ่ามังกร เพื่อทะลวงระดับเป็นเซียน จะได้ช่วยปกป้องโลกมนุษย์ให้พ้นภัย
การบรรลุมรรคผลเป็นเทพ แน่นอนว่าไม่ได้อาศัยแค่พลังวิญญาณอย่างเดียว แต่ต้องหลอมรวมจิตวิญญาณ ควบคุมกฎแห่งฟ้าดิน และผ่านบททดสอบอันตรายอีกนับไม่ถ้วน
แต่ซ่งซิ่วในตอนนั้นผ่านเงื่อนไขพวกนั้นมาหมดแล้ว ขาดก็แต่พลังวิญญาณที่มากพอเท่านั้น
บรรพบุรุษเผ่ามังกรที่ใจกว้างและเป็นห่วงสวัสดิภาพของโลกมนุษย์ ก็เลยยอมตกลงให้ซ่งซิ่วยืมพลังวิญญาณในสระเซียนไป... แน่นอนว่านี่คือเรื่องราวเวอร์ชันที่เล่าจากปากต้าหลงนะ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ซ่งซิ่วทะลวงระดับ เนื่องจากจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งเกินไป พอถึงขั้นตอนเปลี่ยนจากนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรม พลังวิญญาณในสระเซียนทั้งสี่สมุทรถูกสูบไปจนเกลี้ยงก็ยังไม่พอ ผู้อาวุโสเผ่ามังกรถึงกับต้องระดมมังกรแท้จริงทั่วทั้งสี่สมุทรให้มารวมตัวกัน แล้วถ่ายทอดพลังวิญญาณในตัวทั้งหมดให้เขา ถึงจะผลักดันให้ซ่งซิ่วกลายเป็นเทพเซียนขอบเขตที่เก้าได้สำเร็จ!
"อ๋อ ที่แท้ภาพมังกรนับหมื่นมาศิโรราบ ก็คือมาช่วยจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรทะลวงระดับนี่เอง" เยว่เหวินเพิ่งจะถึงบางอ้อ
ตอนนั้นทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ว่า ถ้าซ่งซิ่วหมดอายุขัยแล้วไม่สามารถบรรลุเป็นเซียนทะยานขึ้นสวรรค์ได้ ก็จะต้องไปละสังขารในสระเซียนของเผ่ามังกร เพื่อคืนพลังวิญญาณทั้งหมดให้ แต่ถ้าเขาสามารถทะยานขึ้นสวรรค์ได้สำเร็จ ก็จะต้องแบ่งพลังวิญญาณจากสวรรค์เบื้องบนลงมา เพื่อเติมเต็มสระเซียนที่ว่างเปล่าให้กับเผ่ามังกร
สรุปสั้นๆ คือ ยืมแล้วก็ต้องคืน
แต่เผ่ามังกรก็แอบกลัวว่าพอจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรเก่งขึ้นแล้วจะชิ่งหนีหนี้ ก็เลยส่งมังกรแท้จริงเก้าตัวไปประกบติดเป็นเงาตามตัว อ้างว่าเป็นคนรับใช้ แต่จริงๆ แล้วก็คือแก๊งทวงหนี้นี่แหละ
"มีมังกรแท้จริงเก้าตัวคอยติดตามรับใช้..." เยว่เหวินเกาหัวแกรกๆ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "ที่แท้ก็แก๊งทวงหนี้นี่เองเหรอเนี่ย?"
เรื่องนี้มันฉีกตำราประวัติศาสตร์ยุคโบราณที่เขาเรียนมาตั้งแต่เด็กจนขาดกระจุย ทำเอาเขาช็อกไปเลย
แต่พอลองคิดดูดีๆ สถานการณ์แบบนี้มันก็ดันไปสอดคล้องกับอารมณ์บูดๆ ของจักรพรรดิผู้ควบคุมมังกรในบันทึกนั่นเป๊ะเลยนะ
ใครมันจะไปรำคาญคนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติพัดวีให้เก้าคนกันล่ะ?
แต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้เก้าคนตามประกบแจทุกฝีก้าวล่ะก็ อันนี้สิถึงจะน่าหงุดหงิดของจริง
"แล้ว..." เยว่เหวินถามเสียงอ่อย "สุดท้ายแล้วเขาได้คืนพลังวิญญาณมหาศาลที่ยืมไปหรือเปล่าล่ะ?"
ต้าหลงกัดฟันกรอด ตอบด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น "ถ้ามันคืนให้ เผ่ามังกรของข้าจะตกต่ำมาถึงขั้นนี้ได้ยังไงล่ะหา?!"