เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 สำรวจตึกที่ 2

บทที่ 11 สำรวจตึกที่ 2

บทที่ 11 สำรวจตึกที่ 2


เวลาคล้ายจะหยุดเดิน วินาทีที่ไป๋อู้เตรียมจะหยิบกุญแจ จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาตามสัญชาตญาณ

"ในสามตัวเลือกนี้ เซียมซีใบที่ประเสริฐสุดคือการได้เจอกับผู้ร่วงหล่นแล้วมันมอบลำดับพรสวรรค์ให้ ใบรองลงมาคือได้รับความรู้สึกดีๆ จากผู้ร่วงหล่น ส่วนใบที่ซวยสุดก็คือโดนผู้ร่วงหล่นอาฆาต ถึงแม้ตามหลักแล้วพวกมันน่าจะเกลียดชังมนุษย์มาตั้งแต่เกิดก็เถอะ"

"สิ่งที่ฉันต้องทำ อย่างน้อยก็ต้องไม่สุ่มได้ใบที่ซวยที่สุด"

ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในห้องนี้ได้ไม่นาน ไป๋อู้ก็พอจะตัดสินใจได้แล้ว และเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาหลังจากนี้จะไม่ทำให้ตัวเองต้องมานั่งขัดใจทีหลัง เขาจึงทบทวนลำดับความคิดทั้งหมดอีกครั้ง:

"ห้องสามห้องตรงสุดทางเดินนี้น่าจะเป็นห้องทดลอง นอกจากของที่เห็นอยู่ตอนนี้ เมื่อก่อนในนี้น่าจะมีอุปกรณ์ทดลองอยู่อีกเพียบ แต่คงถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว"

"ตัวอย่างทดลองมักจะถูกขังไว้ในกรง และถูกจับตาดูทุกฝักก้าว กระบวนการทดลองก็คงเป็นการฉีดสารบางอย่างเข้าไป แล้วก็สังเกตปฏิกิริยา สารที่ว่านี่อาจจะเกี่ยวข้องกับผู้ร่วงหล่นก็ได้..."

"และในระหว่างกระบวนการนี้ น่าจะเคยมีใครมาเยี่ยมตัวอย่างทดลอง หรือไม่ก็พลังจิตของเธออาจจะเคยเชื่อมต่อกับคนอื่น ซึ่งในตอนนั้น พลังจิตของเธอน่าจะยังไม่กลายเป็นความเคียดแค้น"

สมมติฐานของไป๋อู้ อ้างอิงมาจากข้อความที่ผู้ร่วงหล่นชั้นหนึ่งทิ้งไว้

"ผู้ร่วงหล่นที่ตายอยู่ชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น ไม่น่าจะเคยเห็นหน้าเธอมาก่อน อย่างน้อยทางโรงพยาบาลก็ไม่มีทางยอมให้สัตว์ประหลาดพวกนี้มาเจอกันแน่ๆ... เธออาจจะใช้วิธีสื่อสารทางจิตกับคนอื่นๆ ก็ได้ นี่น่าจะเป็นความลับระหว่างเธอกับตัวอย่างทดลองคนอื่นๆ และถ้าฉันเป็นคนของโรงพยาบาล ฉันก็คงไม่อยากให้พวกตัวอย่างทดลองแอบสื่อสารกันเองเหมือนกัน"

"ผู้ร่วงหล่นที่อยู่ชั้นล่างสุด เคยกลัวว่าเธอจะถูกย้ายไปตึกที่สอง และเธอก็ถูกย้ายไปจริงๆ แสดงว่าความสามารถของเธอถูกจับได้งั้นเหรอ? หรือว่ามีตัวอย่างทดลองคนอื่นที่เคยเชื่อมจิตกับเธอเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง?"

"อืม จากจุดนี้พอจะอนุมานได้ว่า ผู้ร่วงหล่นในตึกที่สอง ต้องแข็งแกร่งกว่าตึกแรกแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องสามารถโจมตีด้วยแรงอาฆาตได้... หรือพูดอีกอย่างคือ พอมีพลังพิเศษบางอย่างตื่นขึ้นมา ก็จะถูกย้ายไปตึกที่สองกันหมด"

"แต่ทำไมถึงมีหวีอยู่ตรงนี้ล่ะ? จากข้อความในกระดาษของผู้ร่วงหล่นชั้นหนึ่ง ตัวอย่างทดลองน่าจะเป็นผู้หญิง แต่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะเอาหวีมาทำไมกัน?"

"มีแค่หวีเล่มนี้เท่านั้นที่ไม่มีหมายเหตุอะไรบอกไว้เลย..."

ในหัวของไป๋อู้มีข้อสันนิษฐานผุดขึ้นมาแล้ว ถ้าเขามีความสามารถในการรับรู้อารมณ์ร่วมเหมือนคนปกติ ตอนนี้เขาคงต้องรู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ๆ

แต่ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือยังคงเป็นศูนย์ ไป๋อู้ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าภายในใจอีกครั้ง

...

หลินอู๋โหรวยังคงเร่งเร้า น้ำเสียงเริ่มร้อนรน อู่จิ่วกับหวังซื่อก็เริ่มตะโกนเรียกชื่อไป๋อู้แล้วเหมือนกัน

ท่อนแขนสีดำที่แต่เดิมโผล่ลงมาจากเพดาน จำนวนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ

แต่พอพวกเขาพยายามจะบุกเข้าไปในห้อง ท่อนแขนสีดำกลับพุ่งพรวดออกมาจากกำแพงทั้งสองฝั่งอย่างบ้าคลั่ง

ในตอนที่ไป๋อู้กำลังจะตัดสินใจเลือกนั้นเอง แรงอาฆาตทั่วทั้งชั้นสิบเอ็ดก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล

ทางเดินที่คับแคบอยู่แล้ว ราวกับจะถูกอัดแน่นไปด้วยแรงอาฆาตที่ก่อตัวเป็นรูปธรรม

เหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนเริ่มมีอารมณ์แปรปรวน ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือที่อุตส่าห์ลดลงจนเกือบจะเป็นศูนย์ กลับพุ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้ง

ถึงแม้จะยังพอรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ แต่แรงอาฆาตที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มทำให้ทุกคนในทีมรู้สึกกังวล

ตัวเลขบนนาฬิกาของอวิ๋นซวงพุ่งไปถึงสี่สิบห้าแล้ว เกินครึ่งทางของขีดอันตรายที่เจ็ดสิบห้าไปแล้ว

"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมไอ้เด็กนั่นถึงเงียบไปเลยวะ? หรือว่ามันตายห่าอยู่ข้างในนั้นแล้ว?" หลินอู๋โหรวเริ่มลนลาน

"ทำไมจู่ๆ แรงอาฆาตถึงได้รุนแรงขนาดนี้? ร่างจริงของมันกำลังใกล้เข้ามางั้นเหรอ? หรือว่าไป๋อู้ไปเจอตัวจริงมันเข้าในห้องนั้น?" หวังซื่อพุ่งเข้าชนกำแพงแรงอาฆาตอย่างไม่ลดละ

คนเดียวที่สามารถจับสัมผัสผู้ร่วงหล่นได้ ก็คือซางเสี่ยวอี่ แต่ตอนนี้ทางเดินกลับมีแต่เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของเขาดังสะท้อนไปมา แรงอาฆาตของผู้ร่วงหล่นรุนแรงมากจนใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความตื่นเต้น ในเวลานี้พึ่งพาอะไรหมอนี่ไม่ได้เลย

ดวงตาหงส์ของอู่จิ่วหรี่ลงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ความเร็วที่น่าทึ่งอยู่แล้วของเขา กลับเร่งขึ้นไปได้อีก

"ช่วยหมอนั่นก่อนแล้วค่อยถอย"

เมื่อยังไม่ถึงจุดวิกฤต ทุกคนก็ยังไม่คิดจะทิ้งไป๋อู้ แม้แต่หลินอู๋โหรวที่ปากหมาที่สุด ก็ยังเตรียมงัดพลังทั้งหมดฝ่ากำแพงแรงอาฆาตเข้าไปช่วยไป๋อู้

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะงัดไม้ตายออกมาใช้ ทันใดนั้น แรงอาฆาตทั้งหมดก็มลายหายไปในพริบตา...

เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้น ไป๋อู้เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในมือถือหวีเขาสัตว์ไว้เล่มหนึ่ง

"รอนานไหม ไปกันเถอะ ขึ้นไปชั้นสิบเก้ากัน"

เมื่อเห็นใบหน้าที่ยังคงความคลั่งไคล้ของซางเสี่ยวอี่ ไป๋อู้ก็พอจะเดาออกว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นที่ทางเดิน เขาไม่ได้อธิบายอะไรให้ฟังเลย ทั้งสภาพภายในห้อง หรือเหตุผลที่เขาเลือกหวีเล่มนี้

อู่จิ่วมองไป๋อู้เป็นเชิงถาม ส่วนหลินอู๋โหรวก็โพล่งขึ้นมาทันที:

"แกยังไม่ตายอีกเหรอ? ไม่ตายแล้วทำไมไม่ส่งเสียงวะ? แล้วผู้ร่วงหล่นในห้องล่ะ? แกจัดการมันแล้วเหรอ?"

ถ้าไม่ได้กำจัดต้นตอของแรงอาฆาต แล้วทำไมจู่ๆ แรงอาฆาตมหาศาลเมื่อกี้ถึงได้หายวับไปดื้อๆ ล่ะ?

"ก็แค่กดต้นตอมันไว้ได้ชั่วคราวแหละ แต่อีกเดี๋ยวคงได้เจออีก ไปกันเถอะ ตึกนี้ไม่มีอะไรน่าค้นหาแล้ว"

ไป๋อู้เดินนำหน้าสุด มุ่งหน้าไปที่ลิฟต์ สมาชิกหน่วย 1 ต่างพากันทำหน้าพิลึก

โดยเฉพาะหลินอู๋โหรว เขาสะบัดผมยาวๆ ก่อนจะแค่นเสียงเฮอะ ในใจแอบรู้สึกเฟลที่โดนเด็กใหม่แย่งซีน ผู้ร่วงหล่นที่สร้างแรงอาฆาตมหาศาลขนาดนี้ได้ ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

พอเห็นว่าเพื่อนร่วมทีมปลอดภัย หวังซื่อก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น ส่วนซางเสี่ยวอี่ดูจะยังไม่สะใจเท่าไหร่ อวิ๋นซวงค่อยๆ ปรับลมหายใจ เพื่อลดตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือให้เร็วที่สุด

อู่จิ่วนึกย้อนไปถึงตอนที่พวกเขากำลังถูกขวางด้วยแรงอาฆาต ตอนแรกนึกว่าไป๋อู้คงไม่รอดแล้ว แต่ใครจะคิดว่าพอหมอนี่เดินออกมา แรงอาฆาตก็สลายไปซะงั้น

และที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ จนถึงตอนนี้ ตัวเลขบนนาฬิกาของไป๋อู้ ก็ยังคงเป็นศูนย์อยู่ดี

...

...

ลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปอีกครั้ง ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยปากถาม ไป๋อู้ก็ชิงถามขึ้นมาก่อน:

"หัวหน้า ผมมีคำถาม ผู้ร่วงหล่นเนี่ย กลายร่างมาจากมนุษย์ใช่ไหม? แล้วถ้าพวกเราอยู่นอกหอคอยนานๆ ในบางสถานการณ์ พวกเราจะกลายเป็นผู้ร่วงหล่นด้วยหรือเปล่า?"

สิ้นเสียงของไป๋อู้ สมาชิกหน่วย 1 ทุกคน ยกเว้นอู่จิ่ว ก็พากันเบือนหน้าหนีไปทางอื่นโดยไม่ได้นัดหมาย

อู่จิ่วเงียบไปสองวินาที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:

"เห็นนาฬิกาบนข้อมือนายไหม ขีดอันตรายคือเจ็ดสิบห้า"

"รู้ครับ"

คู่มือข้อควรระวังในการสำรวจนอกหอคอย ไป๋อู้อ่านอย่างละเอียดทุกบรรทัดแล้ว ถ้าระดับความแปรปรวนของอารมณ์แตะเจ็ดสิบห้าเมื่อไหร่ ผู้ร่วงหล่นในพื้นที่ทั้งหมดก็จะได้กลิ่น

"นายคงสังเกตเห็นสีบนหน้าปัดแล้วนะ ก่อนจะถึงเจ็ดสิบห้า หน้าปัดจะเป็นสีเขียว พอเลยเจ็ดสิบห้าไป หน้าปัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ค่าสูงสุดของนาฬิกาวัดระดับอารมณ์คือ 300 และพอถึง 175 หน้าปัดก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง"

อู่จิ่วไม่ได้พูดอะไรต่อ ลิฟต์มาถึงชั้นสิบเก้าแล้ว บรรยากาศนอกลิฟต์ยังคงมืดมิด เขาหยิบไฟฉายออกมา แล้วเดินนำออกไปเป็นคนแรก

ถึงแม้หัวหน้าทีมจะพูดไม่จบ แต่ไป๋อู้ก็รู้คำตอบแล้ว

โซนสีแดงคือช่วง 175 ถึง 300 ถ้าสะสมอารมณ์เชิงลบมากเกินไป จนตัวเลขไปตกอยู่ในโซนนี้ คนคนนั้นก็อาจจะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น...

พูดง่ายๆ ก็คือ ในสภาวะที่โกรธจัด มนุษย์กับผู้ร่วงหล่นก็แทบไม่ต่างกันเลย

โครงสร้างของชั้นสิบเก้า แตกต่างจากชั้นอื่นๆ เล็กน้อย พื้นที่ตรงสุดทางเดินถูกดัดแปลงให้เป็นโรงอาหาร

และถัดจากโรงอาหารออกไป ก็คือสะพานเชื่อมลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างสองตึก ตอนที่เดินผ่านโรงอาหาร ซางเสี่ยวอี่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดๆ ว่า:

"ข้างนอกประตูมี... ผู้ร่วงหล่นหกตัว ระดับน่าจะสูงกว่า... ตัวที่หัวหน้าเพิ่งฆ่าไปเมื่อกี้"

อู่จิ่วพยักหน้าอย่างใจเย็น จากนั้นก็ชักดาบ 'ผู้ร่วงหล่นต้องตาย' ออกมา แล้วผลักประตูหลังของโรงอาหารเปิดออก

"เขาเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?" ไป๋อู้หันไปถามหวังซื่อ

"ถึงฉันจะเป็นทัพหน้า แต่หัวหน้าก็มักจะพุ่งออกไปก่อนเสมอแหละ แต่ก็ไม่ต้องห่วงหรอกนะ จนถึงตอนนี้ ก็เคยเจอผู้ร่วงหล่นที่หัวหน้าจัดการไม่ได้อยู่เหมือนกัน แต่หัวหน้าก็หาทางรอดกลับมาได้ตลอดแหละ"

ไป๋อู้รู้ดีว่าความเร็วของอู่จิ่วนั้นเหนือชั้นมาก ก่อนหน้านี้เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่า ความเร็วของหัวหน้าทีมนั้นทิ้งห่างคนอื่นแบบไม่เห็นฝุ่นเลย

เรื่องนี้ทำให้เขาสงสัยมาก:

"ทิศทางการเติบโตของพลังแฝงของแต่ละคน ไม่เหมือนกันเหรอ?"

"เหมือนกันสิ แต่ทุกครั้งที่เลื่อนขั้น จะได้รับความสามารถเพิ่มเติม เพื่อเอาไปเสริมจุดแข็งของตัวเอง กระบวนการนี้ฉันก็อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าพอนายเลื่อนจากระดับหนึ่งขั้นเก้า ไปเป็นระดับสอง นายก็จะเข้าใจเอง"

หวังซื่อไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากนัก แต่ไป๋อู้กลับเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อได้อย่างแจ่มแจ้ง

พลังแฝง แบ่งออกเป็นห้าสาย คือ พลังชีวิต พลังฟื้นฟู พลังโจมตี ความเร็ว และประสาทสัมผัส การเพิ่มระดับพลังแฝงตามปกติ จะทำให้สเตตัสทั้งห้าสายเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน

สิ่งที่หวังซื่อพยายามจะบอก ถ้าเปรียบเทียบกับเกม ก็คงหมายความว่า ตอนที่พลังแฝงเลื่อนขั้น จะได้รับพอยต์สกิลมา

ซึ่งพอยต์สกิลนี้ สามารถเอาไปอัปสเตตัสสายไหนก็ได้ในห้าสายนี้ เพื่อกำหนดทิศทางความสามารถของตัวเองในการต่อสู้ในอนาคต

เห็นได้ชัดว่าอู่จิ่วเป็นพวกอัปสเตตัสแบบเทไปทางเดียว เขาคงทุ่มพอยต์ทั้งหมดไปที่ความเร็ว จนเก่งกาจถึงขีดสุดในด้านนี้

หวังซื่อน่าจะเน้นอัปพลังโจมตีกับพลังชีวิต ส่วนหลินอู๋โหรวคงหารครึ่งระหว่างพลังโจมตีกับความเร็ว

ซางเสี่ยวอี่น่าจะเป็นประสาทสัมผัสกับพลังโจมตี ส่วนอวิ๋นซวง... ดูไม่ออกแฮะ ผู้หญิงคนนี้น่าจะอ่อนแอที่สุดในทีม แต่ที่แน่ๆ คือไม่ได้อัปสายเอาตัวรอดชัวร์

สรุปคือทีมนี้ยกเว้นหวังซื่อ ที่เหลือก็คือพวกหมาบ้าที่เน้นแต่ดาเมจไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลยงั้นสิ? เล่นบุกทะลวงเกินไปแล้ว

คุยกับหวังซื่อจบได้ไม่นาน อู่จิ่วก็เดินกลับมา ด้วยท่าทางหนังตาตกดูเนือยๆ เหมือนเดิม:

"จัดการเรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ"

บนทางเชื่อมลอยฟ้า มีร่างของผู้ร่วงหล่นหกตัวนอนระเกะระกะอยู่ ทุกตัวสวมชุด รปภ.

ฝีมือของอู่จิ่วทำให้ไป๋อู้รู้สึกปลอดภัยมาก การออกไปสำรวจนอกหอคอยครั้งแรก แล้วมีผู้เล่นเลเวลตันคอยคุ้มกันให้แบบนี้ มันรู้สึกดีจริงๆ

ความสนใจของเขาไปอยู่ที่ศพของผู้ร่วงหล่น

พวกมันดูต่างจากผู้ร่วงหล่นในชั้นหนึ่งของตึกแรกนิดหน่อย ตรงที่แขนของพวกมันกลายพันธุ์เป็นรูปเคียว

【ผู้ร่วงหล่นระดับสาม คำอธิบายการกลายพันธุ์: ตัดเหล็ก แขนรูปเคียวสามารถฟันโลหะทั่วไปให้ขาดได้ พวกมันเกิดมาเป็น รปภ. ของโรงพยาบาลหมายเลขเก้า ตายไปก็ยังเป็น รปภ. ผีของโรงพยาบาลหมายเลขเก้า หลังจากที่ ผอ. ถูกกินไปแล้ว พวกมันก็ฟังคำสั่งจากเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารแค่คนเดียว】

ดูเหมือนว่าหกตัวนี้จะเป็นยามเฝ้าประตูของตึกที่สองสินะ

ก่อนที่จะเข้าไปในตึกที่สอง ไป๋อู้ก็นึกคำถามขึ้นมาได้อีกข้อ เขาหันไปมองอู่จิ่ว:

"ผู้ร่วงหล่นในตึกแรกสู้คุณไม่ได้ ขอแค่พวกเราคุมอารมณ์ให้ดี ผู้ร่วงหล่นในตึกที่สองก็สัมผัสถึงพวกเราไม่ได้"

"ผมสงสัยมาก ในเมื่อยิ่งอยู่นอกหอคอยนานเท่าไหร่ พลังแฝงก็ยิ่งเติบโตเร็วขึ้นเท่านั้น แล้วทำไมพวกเราถึงไม่ไปเปิดบอททิ้งไว้ในตึกแรกล่ะ?"

ไม่ว่าด่านไหน ปกติแล้วก็จะมีวิธีผ่านด่านอยู่สามวิธี วิธีแรกคืออาศัยความชำนาญวิ่งผ่านฉลุย ซึ่งไป๋อู้ไม่ชอบวิธีนี้เลย นอกจากจะได้โชว์สเตปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร

วิธีที่สองคือเคลียร์ด่านตามปกติ ค่อยๆ เก็บเบาะแส แล้วฝ่าด่านไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือวิธีที่เขาทำบ่อยที่สุด

ส่วนวิธีที่สาม เป็นวิธีโปรดของพวกสายฟาร์ม นั่นคือสไตล์เทพกระบี่สือหลี่ผอ อาศัยช่องโหว่ของเกม ฟาร์มสเตตัสในหมู่บ้านเริ่มต้นให้ตัน แล้วค่อยออกไปตบมอนสเตอร์รวดเดียวจบ

ตอนนี้ไป๋อู้รู้สึกว่าตึกแรกเนี่ย นอกบรรยากาศจะดูหลอนๆ เหมือนหนังสยองขวัญแล้ว มันเหมาะจะเอาไว้ฟาร์มเลเวลแบบปล่อยบอทสุดๆ

หลินอู๋โหรวแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยมาแต่ไกล

"เหอะ ไก่อ่อนก็คือไก่อ่อน แค่นี้ก็ยังไม่รู้"

นอกจากอู่จิ่วแล้ว คนอื่นๆ ยังไม่รู้ถึงภูมิหลังของไป๋อู้ อู่จิ่วจึงเป็นคนอธิบายให้ฟัง:

"โลกนอกหอคอยต่อต้านพวกเราน่ะ ในโลกนี้ ทุกๆ สี่ชั่วโมง ร่างกายจะถูกยัดเยียดสถานะผิดปกติให้บางอย่าง"

"สถานะผิดปกติ?"

"อย่างเช่น ความเร็วลดลง ประสาทสัมผัสทั้งห้าเสื่อมถอย อารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้นสองเท่า เห็นภาพหลอน พลังโจมตีลดลง ความต้านทานต่อผู้ร่วงหล่นต่ำลง หรือไม่ก็กลัวแสง กลัวความมืด อะไรทำนองนี้แหละ ฉันคงร่ายรายชื่อดีบัฟทั้งหมดให้ฟังไม่ไหวหรอก เพราะลำดับของดีบัฟที่จะโผล่มาในการออกไปนอกหอคอยแต่ละครั้ง มันสุ่มมาหมดเลย"

ไป๋อู้เข้าใจแล้ว ทุกๆ สี่ชั่วโมง จะติดสถานะดีบัฟ... ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เปิดบอทฟาร์มเวลไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ

ถ้าฝืนฟาร์มต่อไป พอถึงจุดๆ หนึ่ง สเตตัสดีบัฟก็จะเยอะเกินไป จนดึงดูดผู้ร่วงหล่นเข้ามา แถมพลังต่อสู้ของตัวเองก็จะลดฮวบเพราะดีบัฟพวกนั้น สุดท้ายก็ตกอยู่ในอันตรายซะเอง

เพราะงั้นในการสำรวจนอกหอคอย สี่ชั่วโมงแรก ถึงเป็นช่วงเวลาที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด

ตอนนี้ไป๋อู้เริ่มจะเข้าใจความเก่งกาจของอู่จิ่วขึ้นมาบ้างแล้ว

การรอดชีวิตในเขตสีน้ำเงินตัวคนเดียวตั้งยี่สิบสี่วัน หมายความว่าแต่ละวันต้องติดดีบัฟหกอย่าง สะสมดีบัฟไว้ในตัวเป็นร้อยอย่าง แต่ก็ยังอุตส่าห์รอดชีวิตจากการต่อสู้กับผู้ร่วงหล่นมาได้อีก

...

สุดทางเชื่อมลอยฟ้า คือความมืดมิดไร้ขอบเขต หลังจากเดินมาถึงกลางทาง พวกเขาถึงเพิ่งจะพอมองเห็นทางเข้าลางๆ

เมื่อมองเห็นหมายเหตุที่เด้งขึ้นมาตรงทางเข้า ไป๋อู้ก็เอ่ยเตือนขึ้นมา:

"พอเข้าไปแล้ว ทางที่ดีอย่าคิดว่าข้างในเป็นเขตสีขาวเชียวนะ"

คราวนี้หลินอู๋โหรวไม่เถียงแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ได้ฝึกฝนด้านประสาทสัมผัสมาเป็นพิเศษ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากตึกที่สอง

"ในเมื่อทางเชื่อมลอยฟ้าอยู่ชั้นบนสุด งั้นเราก็ไม่ต้องไปสำรวจชั้นล่างๆ แล้ว เดินผ่านทางเชื่อมลอยฟ้าของตึกที่สอง ไปที่ตึกที่สามกับสี่เลยดีกว่า" อวิ๋นซวงเสนอความคิดเห็น

ไป๋อู้ส่ายหน้า ข้อเสนอของอวิ๋นซวงน่ะถูกแล้ว แต่น่าเสียดายที่คนตั้งโจทย์เขาเดาทางไว้ก่อนแล้ว

【อย่าแม้แต่จะคิดข้ามตึกที่ 2 ไปเด็ดขาด นายต้องลงไปชั้นล่างสุดของตึกที่ 2 เพื่อเอากุญแจมา ไม่งั้นต่อให้เดินข้ามทางเชื่อมไปได้ นายก็เข้าไปในตึกที่ 3 ไม่ได้อยู่ดี ขอเตือนด้วยความหวังดีนะ กุญแจนั่นโดนไอ้ตัวป่วนกลืนลงท้องไปแล้ว ถึงนายจะพึ่งพาไอ้เตี้ยนั่นให้จัดการแบบใช้กำลังเคลียร์ด่านได้ก็เถอะ แต่ฉันแนะนำว่าให้นายใช้หวีเล่มนั้นให้เป็นประโยชน์ดีกว่า มันจะช่วยให้ได้รางวัลที่คุ้มค่ากว่าเดิมเยอะเลยล่ะ】

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 11 สำรวจตึกที่ 2

คัดลอกลิงก์แล้ว