บทที่ 16 ฝาแฝด
บทที่ 16 ฝาแฝด
บทที่ 16 ฝาแฝด
ในวันจัดงานเลี้ยง ฉินเซี่ยนกลับบ้านเร็วกว่าปกติเพื่อเตรียมตัว
ภายในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษสำหรับการแปลงโฉมของคนในตระกูล ฉินเซี่ยนได้พบกับจี้เฟยที่แต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
วันนี้จี้เฟยดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ในอดีตเธอมักจะชมชอบการแต่งหน้าจัดจ้าน ประโคมเครื่องประดับหรูหรานานาชนิดราวกับเป็นดอกกุหลาบที่เบ่งบานที่สุดในสวน และดูเหมือนจะตั้งมั่นว่าต้องทำให้เขาตกตะลึงให้ได้ถึงจะยอมหยุด
ทว่าวันนี้ จี้เฟยกลับดูเรียบง่ายและสง่างาม เธอสวมชุดกระสวยยาวสีเหลืองอ่อนนวลตา พร้อมสร้อยคอไข่มุกเพียงเส้นเดียว เส้นผมยาวสลวยถูกม้วนเป็นลอนคลื่นบางเบา ภาพรวมของเธอนั้นดูโปร่งเบาและงดงามไร้ที่ติ
เมื่อเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้ เธอจึงยกชายกระโปรงขึ้นแล้วก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
"คุณแม่เพิ่งสั่งให้พวกเราออกไปต้อนรับแขกด้วยกันค่ะ"
ฉินเซี่ยนพยักหน้ารับ เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่าทำไมจี้เฟยถึงได้มองสำรวจเขาเช่นนั้น แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงความคิดของเธอเสียก่อน
"อืม เขาก็หล่อมากอยู่แล้ว คงไม่ต้องแต่งเสริมเติมแต่งอะไรอีกแล้วมั้ง?"
สีหน้าของฉินเซี่ยนดูไม่เป็นธรรมชาติไปชั่วขณะ อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะทำผมหรือแต่งหน้าอยู่แล้ว เขาไม่ใช่พวกเดียวกับน้องสามเสียหน่อย
ฉินเซี่ยนซ่อนความขัดเขินเอาไว้ก่อนจะเอ่ยว่า "ไปกันเถอะ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกไป ก็พบกับฉินเยี่ยนที่กำลังพาน้องฉินซีเข้ามาเพื่อแต่งตัวพอดี
ทั้งฉินเยี่ยนและฉินซีต่างเต็มไปด้วยความชื่นชมเมื่อได้เห็นจี้เฟย
ฉินเยี่ยนยิ้มพลางเอ่ยว่า "ดูสิว่าพี่สะใภ้รองของลูกสวยแค่ไหน"
ฉินซีพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ครับ สวยมากครับ"
จี้เฟยรู้สึกขัดเขินเล็กน้อยกับคำชมนั้น เพื่อเลี่ยงความกระอักกระอ่วน เธอจึงเบนความสนใจด้วยการก้มลงมองฉินซีแล้วถามว่า "แล้วสรุปว่าแม่ของลูกสวยกว่า หรือว่าน้าสวยกว่าจ๊ะ?"
ใบหน้าของฉินซีแดงซ่านขึ้นมาทันที "คุณแม่สวยที่สุดครับ"
ฉินเยี่ยนรู้สึกตื้นตันใจจึงลูบศีรษะลูกชายเบาๆ อาจเป็นเพราะสายเลือดที่ผูกพันกัน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ระยะห่างระหว่างแม่ลูกจึงลดลงอย่างรวดเร็ว และตอนนี้พวกเขาก็ใกล้ชิดกันราวกับว่าช่วงเวลาเก้าปีที่สูญหายไปนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
ส่วนหลี่จื้อและเฉียวเมิ่งนั้น เป็นความผิดของพวกเขาเองที่มอบความรักให้น้อยเกินไป ฉินซีจึงยอมรับความจริงได้รวดเร็วและในตอนนี้เขาก็แทบจะไม่ได้คิดถึงคนเหล่านั้นแล้ว
"อ้อ จริงด้วย งานทัศนศึกษาเพื่อวาดภาพของฉินหรงเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เธอคงกลับมาไม่ทันแน่ๆ" ฉินเยี่ยนกล่าวอย่างจนใจ "เมื่อกี้เธอวิดีโอคอลมาขอโทษพี่แล้ว แถมยังส่งของขวัญมาให้เสี่ยวซีด้วยนะ"
ฉินหรง คุณหนูสี่ของตระกูลฉิน ขณะนี้ยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยและกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปวาดภาพที่อีกฟากหนึ่งของโลก
ฉินเซี่ยนแสดงท่าทีรับทราบ
จากนั้นฉินเซี่ยนจึงพาจี้เฟยไปที่ประตูทางเข้าหลักเพื่อรอรับแขก
แขกเหรื่อเริ่มทยอยเดินทางมาถึง และจี้เฟยสังเกตเห็นว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกนัก
สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยการจับผิด การตรวจสอบ และความมุ่งร้าย
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ในเครือฉินคอร์ปอเรชันได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายไม่น้อย ไม่เพียงแต่มีการออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมีการไล่พนักงานกลุ่มหนึ่งออก โดยเฉพาะผู้จัดการส่วนตัวของจี้เฟยที่ถูกขึ้นบัญชีดำและถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโดยตรง
นี่เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าฉินเซี่ยนหนุนหลังภรรยาที่เคยห่างเหินของเขาอย่างเต็มที่
หลายคนที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในตอนนั้นต่างคิดว่าทั้งคู่จะต้องหย่ากันแน่ๆ และคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยหลายคนต่างก็รอคอยที่จะได้แต่งงานกับทายาทที่โดดเด่นและมีอนาคตไกลที่สุดในรุ่นนี้ แม้ว่าจะต้องเป็นการแต่งงานครั้งที่สองก็ตาม
แผนการสร้างพันธมิตรผ่านการแต่งงานรูปแบบต่างๆ คงกำลังหมุนวนอยู่ในหัวของแขกเหล่านี้เป็นแน่
"เสียดายที่ยัยแก่คนนี้ยังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง ทุกอย่างเลยสูญเปล่าไปหมดเลยสินะ เหอะๆ ฮ่าๆๆๆ"
คิ้วที่คมเข้มราวกับดาบของฉินเซี่ยนกระตุกเล็กน้อย ในขณะที่หูได้ยินเสียงในใจที่ดูแคลนและโอหังของจี้เฟย เขาก็ยังคงทักทายและต้อนรับแขกเหรื่อต่อไปโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีหน้า
ไม่นานนัก สามีภรรยาตระกูลฉู่ก็เดินทางมาถึง
อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะมีสี่คน กลับมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ปรากฏตัว
ตามหลังสามีภรรยาวัยกลางคนมาคือหญิงสาวที่มีสีหน้าเฉยเมย ในขณะที่คนอื่นๆ เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอกลับดูไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังแผ่ซ่านบรรยากาศของความเย็นชาที่ดูไม่เข้ากับสถานที่
เธอสวมชุดกระโปรงสีดำสนิท มีผมยาวตรงสีดำ และไม่มีเครื่องประดับใดๆ ประดับกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เธอดูเรียบง่ายจนเกินไป ไม่เหมือนกับคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเลยสักนิด
"ฉินเซี่ยน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เธอดูโดดเด่นขึ้นกว่าเดิมอีก" คุณชายฉู่ก้าวมาข้างหน้า พร้อมกล่าวทักทายฉินเซี่ยนอย่างกระตือรือร้น
คุณนายฉู่เองก็ยิ้มและร่วมสมทบด้วย เช่นเดียวกับสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เย่อหยิ่งหลายคน ความกระตือรือร้นของเธอพุ่งเป้าไปที่ฉินเซี่ยนเพียงคนเดียว และเมินเฉยต่อจี้เฟยอย่างสิ้นเชิง
ทว่าจี้เฟยไม่ได้ใส่ใจนักและลอบสังเกตพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลังจากจดจำใบหน้าได้แล้ว การนินทาก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น
สายตาของเธอเหลือบไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งหญิงสาวคนนั้นก็ได้สบตาเธอ พยักหน้าให้เป็นการรับรู้ และดูสุภาพเรียบร้อยดี
"คุณคือฉู่ซินเยว่ หรือว่าฉู่เสวี่ยฉีคะ?" จี้เฟยเอ่ยถามออกไปตรงๆ
แม้ว่าเธอจะเคยเห็นใบหน้านั้นผ่านตามาบ้างในความทรงจำ แต่เธอก็ไม่ได้สนิทสนมกับพวกเธอ แล้วใครจะไปแยกออกกันล่ะ?
ก็นั่นแหละ... พวกเธอเป็นพี่น้องฝาแฝดกันนี่นา
อาจเป็นครั้งแรกที่มีคนถามอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีการอ้อมค้อมเช่นนี้ ฉู่ซินเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ส่วนคุณชายฉู่และคุณนายฉู่ที่อยู่ข้างๆ ก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ
"ฉันชื่อฉู่ซินเยว่ค่ะ"
"อ้อ ลูกสาวคนโตของบ้านตระกูลฉู่สินะคะ แล้วลูกสาวคนที่สองล่ะคะ? ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?" จี้เฟยถามด้วยความสงสัย
ร่องรอยของความเศร้าสร้อยวาบผ่านดวงตาของฉู่ซินเยว่ และน้ำเสียงของเธอก็หม่นลง "เดี๋ยวจะมีคนพาเธอตามมาค่ะ"
คุณชายฉู่และคุณนายฉู่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของฉู่ซินเยว่ จึงส่งสายตาไม่พอใจไปทางเธอทันที จากนั้นก็ยิ้มออกมาพร้อมน้ำเสียงที่กึ่งอวดอ้างว่า "เสวี่ยฉีของเรากำลังถ่ายงานอยู่น่ะจ๊ะ ถ้ามาพร้อมกับพวกเรามันจะเร่งรีบเกินไปสำหรับเธอ ก็เลย..."
ก่อนที่พวกเขาจะพูดจบ รถสปอร์ตคันหนึ่งก็ขับเข้ามา
รถของแขกเหรื่อทุกคนต่างจอดไว้ด้านนอก มีเพียงรถของคนในตระกูลฉินเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ขับเข้ามาข้างในได้
เมื่อประตูรถเปิดออก ขาเรียวยาวก้าวออกมา ตามด้วยชายหนุ่มที่แต่งตัวทันสมัยราวกับนายแบบเดินรันเวย์
เขาถอดแว่นกันแดดออก ใบหน้าของเขามีความคล้ายคลึงกับฉินเซี่ยนประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ขาดความเคร่งขรึมแบบผู้ดีไปบ้างแต่กลับมีความโอหังและร้ายกาจเพิ่มเข้ามา
อาจเป็นเพราะต้องดูดีเมื่ออยู่หน้ากล้อง ร่างกายของเขาจึงดูเพรียวบางกว่าฉินเซี่ยน แต่ก็ยังคงมีโครงร่างของนายแบบ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงพันธุกรรมที่ดีของตระกูลฉิน
ด้วยเสน่ห์ของซูเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้า แขกอายุน้อยหลายคนจึงเริ่มกระซิบกระซาบและพูดถึงเขา
"ว้าว! นั่นฉินเชา! ฉันเพิ่งดูละครของเขาจบไปเอง หล่อมากเลย!"
"ฉันกลายเป็นแฟนคลับเขาแล้วล่ะ เดี๋ยวต้องขอถ่ายรูปคู่สักหน่อย"
"เสียดายที่มีเจ้าของแล้ว ไม่อย่างนั้นนะ..."
"อ๊ะ ฉันเพิ่งได้ยินมาว่า คนที่มาพร้อมกับพ่อแม่ของเธอน่ะคือฉู่ซินเยว่ คู่หมั้นในนามของฉินเชา แล้วพวกเธอคิดว่าใครกันที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับนั่น...?"
ไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา ฉินเชากำลังทำหน้าที่สุภาพบุรุษด้วยการเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังโน้มตัวเข้าไปในรถเพื่อช่วยพยุงหญิงสาวคนหนึ่งออกมา
หญิงสาวคนนั้นมีผมยาวตรงสีดำและมีใบหน้าที่เหมือนกับฉู่ซินเยว่ทุกประการ แต่เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ และเครื่องหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล
"ขอบคุณค่ะ พี่เชา"
"ระวังหน่อยนะ เดี๋ยวพี่ช่วยพยุง"
มีแขกเหรื่อเดินผ่านไปมามากมาย และโดยพื้นฐานแล้วในวงสังคมชั้นสูงมักไม่มีความลับ ทุกคนจึงเริ่มกระซิบกระซาบกัน พลางทำหน้าเหมือนกำลังรอดูละครฉากเด็ด
สามีภรรยาตระกูลฉู่เห็นทันทีว่าลูกสาวคนเล็กดูเหมือนจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงรีบปรี่เข้าไปหาด้วยความกังวล ประหนึ่งว่าเธอเป็นแก้วตาดวงใจที่ต้องทนุถนอมอย่างที่สุด
"เป็นอะไรไปจ๊ะลูกรัก? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" คุณนายฉู่ถามด้วยความห่วงใย
"เปล่าค่ะ หนูแค่ทำตัวผิดท่าไปหน่อยตอนถ่ายทำ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ พี่เชานั่นแหละ ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้" ฉู่เสวี่ยฉีอธิบายอย่างเขินอาย
"โถ่เอ๊ย แม่บอกแล้วไงว่าอย่าทำงานถ่ายหนังให้มันหนักนัก ถ้าเกิดเจ็บตัวขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง? มา เดี๋ยวพ่อช่วย..." ก่อนอบคุณชายฉู่จะพูดจบ คุณนายฉู่ก็เอาศอกกระทุ้งเขาเบาๆ
ฉินเชาไม่ได้สังเกตเห็น เขายังคงพยุงเธอไว้พลางกล่าวว่า "เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ เสวี่ยฉียืนนานๆ ไม่ไหว"
จากนั้น คนกลุ่มนั้นก็เดินพยุงฉู่เสวี่ยฉีเข้ามา
ฉู่ซินเยว่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับคนไร้ตัวตน เธอไม่ได้ก้าวเข้าไปหาเพื่อแสดงความห่วงใยต่อน้องสาว และไม่ได้มองการกระทำที่สนิทสนมเกินควรของคู่หมั้นกับน้องสาวของตนเลย
เธอคงจะชินเสียแล้ว
จี้เฟยมองตามเหตุการณ์นี้สลับไปมาอย่างสนใจใคร่รู้ จนกระทั่งพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอพอดี ในตอนนั้นเองที่คนเหล่านั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของฉู่ซินเยว่
ร่องรอยของความไม่เป็นธรรมชาติฉายชัดบนใบหน้าของสามีภรรยาตระกูลฉู่
ฉินเชาขมวดคิ้ว เขารู้สึกเหมือนฉู่เสวี่ยฉีที่เขากำลังพยุงอยู่นั้นดูท่าทางตกใจและพยายามจะผลักแขนของเขาออก
"พี่คะ พี่มาถึงแล้ว อย่าเข้าใจผิดนะคะ พี่เชาแค่ไปรับหนูเพราะหนูบาดเจ็บ ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยจริงๆ พี่... พี่... อย่าโกรธเลยนะคะ" ขณะที่เธอพูด เธอก็ถอยหลังไปด้วยราวกับว่าหวาดกลัวฉู่ซินเยว่เป็นอย่างมาก
สิ่งนี้ทำให้สายตาของทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขาเคยได้ยินมาว่าฉู่ซินเยว่มักจะรังแกน้องสาวอยู่บ่อยครั้ง และดูจากท่าทางหวาดกลัวขนาดนั้นแล้ว ท่าทางข่าวลือจะเป็นเรื่องจริง
ฉินเชายังคงจับแขนของฉู่เสวี่ยฉีไว้ ไม่ยอมให้เธอถอยหนี ราวกับต้องการแสดงจุดยืนของเขาให้ฉู่ซินเยว่เห็นอย่างจงใจ และเตือนเสียงต่ำว่า "อย่าทำให้เธอตกใจ ที่นี่คือตระกูลฉิน ถ้าเธอริอ่านจะรังแกเสวี่ยฉี ฉันจะไม่ไว้หน้าเธอแน่"
ฉู่ซินเยว่ไม่ได้ปรายตาไปมองฉินเชาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มขื่นขมที่แฝงแววเยาะหยันปรากฏอยู่ที่มุมปาก
"ซินเยว่ น้องสาวของแกบาดเจ็บ แกยังไม่คิดจะสนใจเลย แล้วจะมาทำหน้าบึ้งตึงใส่ใครกัน!" คุณนายฉู่กล่าวอย่างไม่พอใจ
"เอาล่ะ เลิกทำนิสัยเสียในบ้านเจ้าภาพได้แล้ว มันน่าอาย เข้าไปข้างในกันเถอะทุกคน" คุณชายฉู่กล่าวด้วยเสียงทุ้ม
ฉินเชาไม่สนใจฉู่ซินเยว่อีกต่อไป เขามองขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณให้พี่ชายรองของเขา เตรียมจะพาคนอื่นๆ เข้าไปข้างใน โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าพี่ชายของเขากำลังแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วย
ทว่าก่อนที่เขาจะก้าวเท้าออกไป เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งอย่างชัดเจน ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นพี่สะใภ้รองที่เขาไม่ชอบหน้าคนนั้น
จี้เฟยคนที่ก่อเรื่องให้พี่ชายรองของเขานั่นเอง
"บ้าจริง เมื่อกี้ฉันตาบอดชั่วคราวหรือเปล่านะ? เหตุการณ์ก็เกิดอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นอะไรเลยล่ะ!"
"โกรธ น่ากลัว ทำหน้าบึ้งตึง ทำนิสัยเสีย? พวกเขากำลังพูดถึงฉู่ซินเยว่กันอยู่เหรอ? ฉู่ซินเยว่ดูเหมือนจะไม่ได้สบตากับพวกเขาเลยสักครั้งตั้งแต่ต้นจนจบไม่ใช่หรือไง?"
"นี่พวกเขากำลังหาเรื่องกล่าวหาคนอื่นกันดื้อๆ เลยใช่ไหมเนี่ย?"
"เจ้าหนู มีคำถามอยู่ในหัวเยอะเลยล่ะสิท่า?"
ฉินเชา:...เปล่า ผมมีคำถามเยอะมากต่างหาก!
นั่นจี้เฟยเป็นคนพูดงั้นเหรอ?!
ทำไมเขาถึงไม่เห็นเธอขยับปากเลยล่ะ?!
แล้วเธอกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่เนี่ย?!