เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1257: คดีลักลอบขนของเถื่อนรายใหญ่

บทที่ 1257: คดีลักลอบขนของเถื่อนรายใหญ่

บทที่ 1257: คดีลักลอบขนของเถื่อนรายใหญ่


“คันนี้เป็นรถลักลอบนำเข้าเหรอครับ?”

อารมณ์ของเจียงหยวนถูกอู๋จื้อซู่ปลุกเร้าขึ้นมาแล้ว เขาเดินเข้าไปใกล้รถด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“คันนี้ไม่ใช่ครับ ผมจะเอารถเถื่อนมาให้คุณใช้ได้ยังไง” อู๋จื้อซู่หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า

“เมื่อก่อนเคยเป็นรถในคดีครับ แต่ตอนนี้เคลียร์จบหมดแล้ว เอกสารครบถ้วน เดี๋ยวโอนให้ทางสำนักงานตำรวจหนิงไท่ของพวกคุณได้เลย”

“ปกติรองฯ หวงจะยืมรถอย่างเดียวครับ ไม่โอนสิทธิ์” เจียงหยวนเตือนโดยไม่มีท่าทีเกรงใจ

“รองฯ หวงบอกว่า ถ้ายืมรถมา เรื่องประกัน ค่าน้ำมัน และอัตรากำลังรถจะจัดการง่ายกว่า เพราะงบประมาณแต่ละปีมีจำกัด รถเอามาไว้ใช้งาน พอเก่าก็เปลี่ยน ไม่กระทบต่อการใช้งานของหน่วยงานพี่น้อง แถมยังลดความกดดันให้หน่วยงานต้นสังกัดด้วยครับ”

“ตาเฒ่าหวงนี่มันร้ายกาจจริงๆ” อู๋จื้อซู่หัวเราะหึๆ

“ถ้ารถทั่วไปก็คงเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจเขานะ แต่คันนี้เป็นตัวท็อป ผมเห็นคุณยังไม่มีรถประจำตำแหน่ง ถ้าจะใช้เอง โอนให้จบๆ จะสะดวกกว่า จริงๆ โอนมาแล้ว ทางเราจะดูแลเรื่องประกันให้ด้วยก็ยังได้ คุณจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้”

“ไม่เป็นไรครับ ปกติผมไม่ค่อยได้อยู่ที่หนิงไท่เท่าไหร่ ไม่ได้เลือกใช้รถอะไรเป็นพิเศษ” เจียงหยวนตบไปที่รถ Land Cruiser คันใหม่เอี่ยม พลางตอบด้วยไหวพริบว่า “ผู้กำกับของผมยังขับ Passat อยู่เลย จะให้ผมขับคันนี้มันก็ดูไม่ค่อยเหมาะครับ”

อู๋จื้อซู่เกือบจะหลุดขำ ‘หึๆ’ ออกมา แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดเรื่องที่ปกติเจียงหยวนชอบนั่งรถ Alphard มากกว่า ได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “ตาเฒ่าหวงน่ะปกตินั่ง Audi ป้ายปักกิ่ง ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้น”

มู่จื้อหยางที่อยู่ข้างๆ เสริมขึ้นว่า “รองฯ หวงของเราน่ะ เวลาไปเจอผู้กำกับทีไร จะนั่งรถเจี๋ยต๋า (Jetta) รุ่นเก่ากึ๊กไปทุกทีครับ”

อู๋จื้อซู่ชะงัก “หนิงไท่ยังมีรถเจี๋ยต๋ารุ่นนั้นเหลืออยู่อีกเหรอ?”

“รองฯ หวงไปขอแลกมาจากหน่วยงานอื่นน่ะครับ”

“งั้นก็แปลว่า เขานั่ง Audi ป้ายปักกิ่งไปประชุมที่สำนักงาน แล้วไปเปลี่ยนเป็นเจี๋ยต๋าก่อนเข้าประชุมเนี่ยนะ? ตาเฒ่าหวงนี่มันมีของจริงๆ” อู๋จื้อซู่พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน

เจียงหยวนและมู่จื้อหยางต่างพยักหน้าเงียบๆ

อู๋จื้อซู่ตั้งท่าจะประชดต่อ แต่ก็กลับมาสงบสติอารมณ์และสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางคิดในใจ: ‘ไอ้จระเข้เฒ่าตัวนี้ ฉากหน้าดูสงบนิ่งเหมือนท่อนไม้ผุ แต่ใต้น้ำกลับมีขายาวเฟื้อยตั้งสี่ข้างยันพื้นอยู่แน่นหนา ใครจะไปรับมือไหว!’

#

“เล่าเรื่องเลือดจากเส้นเลือดแดงกับร่องรอยการยิงต่อเถอะครับ” เจียงหยวนวกกลับเข้าเรื่องที่เขาสนใจ

ถ้าพูดถึงสมัยเรียน เจียงหยวนอาจมีงานอดิเรกสารพัด แต่หลังจากมี ‘ระบบ’ เขาก็รักการคลี่คลายคดีเข้าไส้จริงๆ

ความจริงแล้ว ถ้าใครก็ตามทำงานอย่างหนึ่งได้ดีอย่างไร้ที่ติ อีกทั้งได้รับการยอมรับนับถือจากคนมากมาย สามารถสั่งการคนจำนวนมากให้ทำตามแนวคิดของตนจนงานสำเร็จ แถมยังเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและราษฎร—งานแบบนี้ใครล่ะจะไม่รัก

มันเหมือนกับที่ผู้นำหลายคนรักการทำงานนั่นแหละ เพียงแต่เกณฑ์ความยากในงานของผู้นำอาจจะต่ำกว่า พอทำไปนานๆ แล้วก็ชำนาญ สามารถควบคุมคนให้ทำตามแผนจนสำเร็จ พร้อมกับจินตนาการไปเองว่าตัวเองได้สร้างประโยชน์ให้แผ่นดินไปโดยปริยาย

พออู๋จื้อซู่เห็นว่าล่อใจเจียงหยวนได้สำเร็จ เขาก็ดีใจเหมือนนักเรียนมัธยมที่ส่งจดหมายรักให้ดาวโรงเรียนแล้วเธอหันมามอง เขารีบเล่าว่า:

“คดีนี้เป็นรถ Land Cruiser เหมือนกันครับ ผมเห็นรถคันนี้ก็นึกถึงคดีนี้ขึ้นมาทันที รถคันนั้นเรายึดได้ที่ด่านตรวจ เป็นของเสี่ยในเมืองเจี้ยนเจียงที่ซื้อมา รถถูก ‘สวมสิทธิ์’ มาเรียบร้อย เอกสารครบถ้วน ปกติคงตรวจไม่เจอหรอก แต่เผอิญวันนั้นมีการตรวจคดีลักลอบขนยาเสพติดพอดี มีสุนัขตำรวจสองตัวอยู่ในเหตุการณ์ มันเลยดมกลิ่นเลือดบนเบาะรถจนเจอ”

การ ‘สวมสิทธิ์’ คือการนำรถที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย มาดัดแปลงข้อมูลตาม ‘ใบนำเข้า’ ให้ตรงกันเพื่อที่จะขึ้นทะเบียนได้

‘ใบนำเข้า’ นั้นซื้อต่อมาอีกที แหล่งที่มาค่อนข้างกว้างและราคาแพง ถือเป็นเอกสารสำคัญของรถนำเข้า เมื่อกลุ่มลักลอบได้ใบมาแล้วก็จะหารถรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน ลักลอบขนเข้ามา แล้วขูดเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ใหม่ให้ตรงกับใบนำเข้า แค่นี้ก็ได้รถนำเข้า ‘สวมสิทธิ์’ ออกมาหนึ่งคัน

เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้ โอกาสที่จะถูกตรวจเจอนั้นค่อนข้างต่ำ

แต่ถ้าเจอคราบเลือดในรถก็ช่วยไม่ได้

เจียงหยวนขมวดคิ้ว “ก่อนส่งมอบเขาไม่ได้ล้างรถเหรอครับ?”

“อู่ที่ดัดแปลงคงล้างมาแล้วล่ะครับ แต่น่าจะล้างไม่สะอาดพอ บวกกับรถถูกปิดทึบมาตลอดทาง กลิ่นมันเลยแรงจนสุนัขตำรวจได้กลิ่น พอเจ้าหน้าที่หน้างานลองเช็ดเบาะดู ก็ตรวจพบเขม่าดินปืนด้วย ตอนนั้นบรรยากาศในที่เกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวายเลยทีเดียว” อู๋จื้อซู่ทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกถึงความหลัง

มู่จื้อหยางแทรกขึ้นว่า “ผมเหมือนเคยได้ยินคดีนี้ คดีปีที่แล้วใช่ไหมครับ? หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย”

“ก็มันสืบไม่เจออะไร เลยไม่มีอะไรจะพูดครับ พูดตามตรง มีแค่เลือดกับเขม่าดินปืน เลือดก็ไม่รู้ของใคร เขม่าดินปืนก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ แถมยังไม่มีศพด้วย มันเลยกลายเป็นคดีที่ไม่มีหัวไม่มีหาง” อู๋จื้อซู่พูดไปพลางสังเกตสีหน้าเจียงหยวนไปพลาง

ถ้าจะใช้คำเปรียบเทียบ... คดีนี้คือ ‘เหยื่อ’ ที่เขาใช้ตกเจียงหยวน ดังนั้นการดูว่าเจียงหยวนจะฮุบเหยื่อหรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ส่วนตัวคดีเอง อู๋จื้อซู่ไม่ได้คาดหวังสูงนัก คดีนี้ไม่ได้ถูกตั้งเป็นคดีฆาตกรรมด้วยซ้ำ เพราะไม่มีศพ ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามีคนตายจริงๆ หรือไม่

แน่นอนว่า จากตำแหน่งของคราบเลือด มุมการพุ่งกระจาย และการกระจายตัวของเขม่าดินปืน สามารถสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ได้ง่ายๆ ว่า เหยื่อกำลังนั่งอยู่ที่เบาะคนขับ มีปืนจ่อที่ศีรษะ เสียงปืนดังขึ้น หัวเอียง คอพับ เลือดพุ่งกระจาย และทิ้งร่องรอยเขม่าดินปืนไว้เป็นแถบ

การสร้างภาพแบบนี้อาจไม่ต้องใช้ทักษะการจำลองเหตุการณ์ระดับ 1 ด้วยซ้ำ เจียงหยวนดูรูปถ่ายไม่กี่ใบ ก็วิเคราะห์ได้ทันที

“จริงครับ ข้อมูลในคดีนี้น้อยไปหน่อย ถ้าจะสืบคดีฆาตกรรมนี้ เกรงว่าต้องเริ่มจากการสืบเรื่องการลักลอบนำเข้ารถก่อน” เจียงหยวนให้ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลอย่างรวดเร็ว

อู๋จื้อซู่พยักหน้าทันที “ได้เลย เดี๋ยวผมจะไปขออำนาจการจัดการคดีลักลอบนำเข้า คดีนี้เดิมทีอยู่ในมือของศุลกากรเมืองฉางหยาง ตอนนั้นเราก็เคยคุยกัน...”

จังหวะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาเงียบๆ

“ถ้าคุณไปขอมา คดีนี้ก็ต้องนับเป็นผลงานของคุณแล้วล่ะ” เสียงของหวงเฉียงหมินมาถึงก่อนตัว เขาดูเจียงหยวนที ดูรถ Land Cruiser ที แล้วสุดท้ายก็มองมู่จื้อหยางและอู๋จื้อซู่

อู๋จื้อซู่พูดไม่ออก “ถ้าคุณจะเอาไปทำก็ดี ผมจะได้เบาแรงไปอย่างหนึ่ง”

“แล้วคุณได้อะไรล่ะ?” หวงเฉียงหมินที่คิดตามมาตลอดทางโพล่งถามออกมา

“ผมก็แค่ยากแลกเปลี่ยนความรู้กับเจียงหยวนบ่อยๆ” อู๋จื้อซู่ยิ้มพลางส่ายหน้า เขาคล้องแขนเจียงหยวนแล้วว่า “เจี้ยนเจียงกับชิงเหออยู่ติดกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตั้งหลายปี สิ่งที่ต้องการที่สุดคือการกระชับความสัมพันธ์และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน...”

“ผมไม่เชื่อ” หวงเฉียงหมินตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย

อู๋จื้อซู่เริ่มไม่พอใจ น้ำเสียงเริ่มห้วนขึ้น “โธ่เอ้ย จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเกี่ยวอะไรด้วย เลิกพูดเรื่องคดีก็ได้ ผมแค่จะยกรถให้เจียงหยวนคันหนึ่ง เราจะได้สนิทชิดเชื้อกันไว้ มันไม่ดีตรงไหน?”

“คุณยอมยกรถให้ฟรีๆ เนียนๆ แบบนี้น่ะเหรอ?” หวงเฉียงหมินชี้ไปที่อู๋จื้อซู่แล้วยิ้ม “จะไม่พูดเรื่องคดีไม่ได้หรอก คดีนี้เป็นของกรมศุลกากร ผมเดาว่ารถคันนี้ก็เป็นของกรมศุลกากรด้วย คุณมาพูดทาบทามแทนพวกเขาใช่ไหมล่ะ?”

“คุณนี่นะ ชอบมองคนในแง่ร้ายตลอด” อู๋จื้อซู่โบกมือสะบัดหน้าหนี ไม่อยากคุยต่อ

“ผมยอมรับว่าผมชอบมองคนในแง่ร้ายนั่นแหล่ะ” หวงเฉียงหมินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยแล้วถามว่า “แล้วที่ผมคิดน่ะ ถูกใช่ไหมล่ะ?”

อู๋จื้อซู่หันกลับมาจ้องหน้าหวงเฉียงหมิน นิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างไร้อารมณ์ว่า “ครั้งนี้ถือว่าคุณโชคดีนะ ที่เราดันใจตรงกันพอดี”

----------

(จบบทที่ 1257)

จบบทที่ บทที่ 1257: คดีลักลอบขนของเถื่อนรายใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว