- หน้าแรก
- โต้วหลัว พรสวรรค์สิบเท่าสะท้านภพ เริ่มต้นด้วยวิญญาณยุทธ์หอกค้ำฟ้า
- ตอนที่ 1 : ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสาสะเทือนฟ้าจุติ
ตอนที่ 1 : ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสาสะเทือนฟ้าจุติ
ตอนที่ 1 : ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสาสะเทือนฟ้าจุติ
ตอนที่ 1 : ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสาสะเทือนฟ้าจุติ
เมืองวิญญาณยุทธ์ ภายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอันหรูหรา
"อวิ๋นหยวน เลิกฝึกหอกได้แล้ว วันนี้เป็นวันปลุกวิญญาณยุทธ์ของพวกเรานะ"
"ตอนนี้เจ้าฝึกฝนอย่างหนักไปก็เท่านั้น ใครจะบอกได้ล่ะว่าวิญญาณยุทธ์ของเจ้าจะเป็นหอก? เจ้าอาจจะไม่ได้รับสืบทอดวิญญาณยุทธ์มาจากพ่อของเจ้าด้วยซ้ำ"
เด็กหนุ่มหน้าตกกระตะโกนเสียงดังไปทางกลางลานกว้าง ใส่เด็กชายที่กำลังกวัดแกว่งหอกไม้ในมืออย่างต่อเนื่อง
วันนี้คือวันที่สำนักวิญญาณยุทธ์จะทำการปลุกวิญญาณยุทธ์ให้กับเด็กกำพร้าของสำนักเหล่านี้
หากพวกเขาปลุกได้วิญญาณยุทธ์ที่ดีและมีพลังวิญญาณสูงส่ง อนาคตของพวกเขาย่อมสว่างไสวอย่างไร้ที่เปรียบ เช่นเดียวกับผู้เป็นบิดาในอดีต
พ่อแม่ของเหล่าเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ล้วนเคยเป็นวิญญาจารย์ระดับราชันย์วิญญาณขึ้นไปของสำนักวิญญาณยุทธ์
อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดล้วนสละชีวิตเพื่อสำนักวิญญาณยุทธ์โดยไม่มีข้อยกเว้น และเพื่อเป็นการตอบแทน สำนักวิญญาณยุทธ์จึงดูแลลูกหลานกำพร้าของพวกเขาเป็นอย่างดี
ตั้งแต่เล็กจนโต เด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้มีแทบจะทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ ขาดก็เพียงแค่การได้อยู่เคียงข้างพ่อแม่เท่านั้น
เด็กหนุ่มที่กำลังฝึกหอกอยู่ในลานกว้างมีชื่อว่า อวิ๋นหยวน พ่อและแม่ของเขาต่างก็เป็นมหาปราชญ์วิญญาณผู้ทรงพลัง ทว่าพวกเขาก็ได้สละชีพเพื่อสำนักวิญญาณยุทธ์ไปหลังจากที่อวิ๋นหยวนเกิดมาได้ไม่นาน
แต่อวิ๋นหยวนยังมีอีกหนึ่งตัวตนที่สำคัญ นั่นคือเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้
เขาคือผู้ทะลุมิติ!
ผู้ทะลุมิติเฉกเช่นเดียวกับถังซาน เว้นเสียแต่ว่าเขาคือคนที่เคยอ่านเนื้อเรื่องต้นฉบับมาแล้ว
บริเวณใจกลางลานกว้าง
เด็กหนุ่มกวัดแกว่งหอกไม้ในมืออย่างต่อเนื่อง แม้จะอายุยังน้อย แต่เขากลับจับหอกยาวเอาไว้ได้อย่างมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน ด้ามหอกทิ้งตัวลงเล็กน้อยโดยไม่มีอาการสั่นไหวแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเขาเริ่มตั้งท่า ฝีเท้าของเขาก็แผ่วเบาและมีจังหวะ ไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้า ทุกย่างก้าวเหยียบลงด้วยความแม่นยำไร้ที่ติ
ยกมือขึ้น พลิกข้อมือ และแทงหอกออกไปการเคลื่อนไหวของเขาเฉียบขาดและปราดเปรียว ไร้ซึ่งความวู่วามตามประสาเด็ก
เสียงปลายหอกแหวกอากาศดังกังวานและเฉียบคม การแทง การปัดป้อง และการรั้งกลับ ทุกท่วงท่าล้วนเป็นไปตามแบบแผน แม้พละกำลังของเขาจะยังมีไม่มาก แต่บุคลิกและสไตล์ของเขากลับก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
เมื่อเขาดึงหอกกลับ ท่าทางของเขาก็ตั้งตรงและจิตใจสงบนิ่ง ไม่มีเสียงหอบหายใจหนักหน่วงหรือหยาดเหงื่อให้เห็นบนใบหน้าเล็กๆ ของเขา มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องประกายสว่างไสวดุจดวงดาว
แม้จะมีร่างกายเป็นเพียงเด็กน้อย แต่เขากลับแผ่กลิ่นอายของความสงบนิ่งเยือกเย็นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติยามนิ่งสงบดั่งต้นสน ยามเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลม
"ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปกับพวกเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"
หลังจากเก็บหอก อวิ๋นหยวนก็มองไปทางทางเข้าลานกว้างและตอบกลับสหายที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี
จากนั้นเขาก็พิงหอกไม้ไว้กับต้นไม้ และเดินตามกลุ่มเด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปยังสถานที่สำหรับจัดพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์
เบื้องหน้าแท่นปลุกวิญญาณยุทธ์
กลุ่มเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุครบหกขวบมารวมตัวกันที่นี่ บางคนมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บางคนก็เป็นเครือญาติของคนในสำนักวิญญาณยุทธ์...
บนแท่นปลุกวิญญาณยุทธ์มีอัครบาทหลวงชุดแดงยืนอยู่ เขามองลงมาที่เด็กๆ ด้วยสายตาที่อ่อนโยน
เมื่อเห็นว่าเยาวชนจากสำนักวิญญาณยุทธ์ที่รอการปลุกวิญญาณยุทธ์มาถึงกันครบแล้ว อัครบาทหลวงชุดแดงก็กำลังจะประกาศเริ่มพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์
แต่ในวินาทีต่อมา
ชายผู้มีผมยาวสีทองสลวย ใบหน้าหล่อเหลา สวมมงกุฎสังฆราชประดับทองและชุดคลุมสังฆราชสีทองสลับขาว ได้เดินมาที่ด้านข้างของแท่นปลุกวิญญาณยุทธ์
ข้างกายเขามีเด็กสาวคนหนึ่งที่มีดวงตาเปล่งประกายสดใส และมีรูปลักษณ์ที่งดงามบอบบาง
ทันทีที่เห็นชายคนนี้ อัครบาทหลวงชุดแดงก็จดจำเขาได้ในทันทีและกล่าวด้วยความเคารพว่า
"คารวะ องค์สังฆราช"
ชายผู้นี้คือองค์สังฆราชองค์ปัจจุบันแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ เชียนสวินจี๋ และคนที่อยู่ข้างกายเขาก็คือศิษย์ที่เขาเพิ่งรับเข้ามา ปี่ปี่ตง
อัจฉริยะหาตัวจับยากผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์คู่และพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด
กลุ่มเด็กหนุ่มด้านล่างแท่นที่กำลังรอปลุกวิญญาณยุทธ์ ต่างทอดสายตามองเชียนสวินจี๋ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
นี่คือผู้นำสูงสุดแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ของพวกเขา องค์สังฆราชเชียนสวินจี๋ บัดนี้เขามายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว จะไม่ให้พวกเขาตื่นเต้นได้อย่างไร?
หลังจากเชียนสวินจี๋มาถึง เขาก็มองไปทางอัครบาทหลวงชุดแดงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์
"ไม่จำเป็นต้องมากพิธี รีบช่วยอนาคตของสำนักวิญญาณยุทธ์ของเราปลุกวิญญาณยุทธ์เถอะ"
"ขอรับ องค์สังฆราช"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัครบาทหลวงชุดแดงก็พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มเรียกชื่อตามบัญชีรายชื่อทีละคน เพื่อช่วยพวกเขาปลุกวิญญาณยุทธ์
"จางซาน วิญญาณยุทธ์ : ดาบเหล็กกล้าสีน้ำเงิน พลังวิญญาณแต่กำเนิด : ระดับ 4 เจ้าสามารถเข้าศึกษาในสถาบันวิญญาณยุทธ์ได้"
"หลี่ซี วิญญาณยุทธ์ : พยัคฆ์เพลิง พลังวิญญาณแต่กำเนิด : ระดับ 6 เจ้าสามารถเข้าศึกษาในสถาบันวิญญาณยุทธ์ได้"
...
เวลาล่วงเลยไป เด็กหนุ่มที่อยู่ที่นี่เกือบทั้งหมดได้ทำการปลุกวิญญาณยุทธ์เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในหมู่เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ คนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดก็ปลุกได้เพียงวิญญาณยุทธ์ระดับสูงที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 7 เท่านั้น
อัครบาทหลวงชุดแดงบนแท่นยังคงค่อนข้างพึงพอใจ ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยวิญญาณยุทธ์ระดับสูงและพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 7 ก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้กลายเป็นมหาปราชญ์วิญญาณในอนาคต หรือแม้แต่การกลายเป็นวิญญาณพรหมยุทธ์ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ความหวัง
เชียนสวินจี๋ที่ยืนอยู่ข้างแท่นถอนหายใจออกมา เมื่อเทียบกับศิษย์ผู้มีพรสวรรค์เหนือชั้นที่อยู่ข้างกายเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ค่อยพอใจนัก
เมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งจะรับปี่ปี่ตง อัจฉริยะหาตัวจับยากผู้มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดและวิญญาณยุทธ์คู่เข้ามาเป็นศิษย์ มาตรฐานของเขาย่อมถูกยกระดับให้สูงขึ้นเป็นธรรมดา
ข้างกายเชียนสวินจี๋ ปี่ปี่ตงเองก็หมดความสนใจขณะนั่งดูเหล่าเด็กหนุ่มปลุกวิญญาณยุทธ์เช่นกัน
นางคิดว่าจะมีอัจฉริยะบางคนที่ดึงดูดความสนใจของนางได้ แต่นางไม่คาดคิดเลยว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดจะเป็นแค่คนที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 7 และมีวิญญาณยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น
พรสวรรค์อันแสนธรรมดาเช่นนี้ไม่อาจกระตุ้นจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของนางได้ด้วยซ้ำ บางครั้งการเป็นอัจฉริยะมากเกินไปก็ถือเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งเพราะมันทำให้ไร้ซึ่งคู่แข่งโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่ปี่ปี่ตงกำลังรู้สึกเย่อหยิ่งอยู่นั้น
เด็กหนุ่มผู้มีรูปลักษณ์ของเด็กน้อย แต่กลับมีกลิ่นอายความสงบนิ่งเยือกเย็นแผ่ออกมาทั่วร่างกาย ก็ได้ก้าวเดินขึ้นไปบนแท่นปลุกวิญญาณยุทธ์
"อืม เขาหล่อเหลาเอาการเลยนะเนี่ย"
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของอวิ๋นหยวน ปี่ปี่ตงก็อดไม่ได้ที่จะสะดุดตากับความหล่อเหลาในวัยเยาว์ของเขา
ในหมู่เด็กหนุ่มที่กำลังปลุกวิญญาณยุทธ์ รูปลักษณ์ของอวิ๋นหยวนนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือดวงตาของเขามันสว่างไสวดุจดวงดาวและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่
คุณสมบัติบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของอวิ๋นหยวน ก็ดึงดูดความสนใจของเชียนสวินจี๋เช่นกัน
"น่าสนใจ อายุแค่นี้กลับมีเจตจำนงแห่งหอกแล้ว ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเขาจะปลุกวิญญาณยุทธ์แบบไหนออกมา?"
บนแท่นปลุกวิญญาณยุทธ์
อัครบาทหลวงชุดแดงมองไปที่อวิ๋นหยวน ประกายแห่งความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาของเขาจนเขาต้องนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว และเริ่มทำตามขั้นตอนของพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์เพื่อช่วยเหลืออวิ๋นหยวน
ในวินาทีต่อมา
แสงสีขาวสว่างวาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ภายในมือของอวิ๋นหยวนปรากฏหอกยาวขนาดเล็กที่โปร่งใสจนเกือบจะมองทะลุ แผ่รัศมีแสงสีขาวเจิดจ้าออกมา
คมของหอกยาวถูกเผยให้เห็นอย่างสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายอันเฉียบคม บริเวณรอยต่อระหว่างด้ามหอกและใบหอก มีตัวอักษรโบราณอันทรงพลังสลักเอาไว้สองตัวว่า : "สะเทือนฟ้า"
ฉากอันตระการตาในการปลุกวิญญาณยุทธ์ของอวิ๋นหยวน ได้ดึงดูดความสนใจของเชียนสวินจี๋ที่อยู่ข้างแท่นในทันที
"เร็วเข้า ทดสอบพลังวิญญาณของเขา!"
เสียงอันเร่งรีบของเชียนสวินจี๋ดังก้องขึ้น เป็นการกระตุ้นเตือนอัครบาทหลวงชุดแดง
ในเวลาเดียวกัน ประกายแสงอันเร่าร้อนก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาของเชียนสวินจี๋ ตั้งแต่วินาทีที่หอกยาวเล่มนี้ปรากฏขึ้น เขาก็บอกได้เลยในพริบตาว่าคุณภาพของมันนั้นสูงส่งเพียงใด
แม้แต่ค้อนเฮ่าเทียนที่สืบทอดโดยสำนักเฮ่าเทียนขุมพลังที่อาจเป็นคู่แข่งของสำนักวิญญาณยุทธ์ก็ยังไม่มีความน่าเกรงขามเทียบเท่ากับหอกยาวที่อยู่ตรงหน้าเขาเลย
เชียนสวินจี๋คาดเดาว่าพลังวิญญาณแต่กำเนิดของเด็กหนุ่มคนนี้ น่าจะอยู่ที่ระดับ 9 เป็นอย่างน้อย และยังมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด
ท้ายที่สุดแล้ว โดยทั่วไป ยิ่งวิญญาณยุทธ์ทรงพลังมากเท่าไหร่ พลังวิญญาณแต่กำเนิดก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย