- หน้าแรก
- ร้านเครื่องกระดาษกงเต๊กของฉัน ดังระเบิดในปรโลก
- บทที่ 10 ก้าวใหญ่เกินไป ระวังจะเจ็บตัว
บทที่ 10 ก้าวใหญ่เกินไป ระวังจะเจ็บตัว
บทที่ 10 ก้าวใหญ่เกินไป ระวังจะเจ็บตัว
บทที่ 10 ก้าวใหญ่เกินไป ระวังจะเจ็บตัว
ดวงตาของฉินจอมเหม็นเบิกกว้าง อ้าปากค้างไปครู่ใหญ่
ผ่านไปพักใหญ่ถึงจะตะกุกตะกักถามขึ้นว่า: “เมื่อกี้... เธอว่าไงนะ? เงินเดือนพื้นฐาน... สี่พัน?”
“ใช่ครับ พื้นฐานสี่พัน มีค่าคอมมิชชัน ประกันสังคม ประกันสุขภาพ และหยุดเสาร์อาทิตย์ครับ” อันหรานพยักหน้ายืนยัน
ฉินจอมเหม็นรีบหุบปากทันที แล้วก็เริ่มหัวเราะ "เหะๆ" ออกมาเหมือนคนบ้า
เงินเดือนพื้นฐาน 4,000 หยวนมันคืออะไรน่ะเหรอ?
ครอบครัวเขาสานตะกร้าทั้งเดือน ขายให้ตายยังไงก็ได้แค่ 3-4 พันหยวนเท่านั้นแหละ แต่นี่คนเดียวก็ได้เงินเดือนพื้นฐานสี่พันแล้ว แถมได้กันทุกคน ถ้าไม่เอาเนี่ยก็โง่เต็มทีแล้ว
หวังซิ่วหัวที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินยอดเงินเดือน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เธอกระเถิบเก้าอี้เข้ามาใกล้พลางถามด้วยรอยยิ้ม: “เถ้าแก่อันจ๊ะ แล้วอย่างพวกเราที่ไม่เคยสานงานพวกนี้มาก่อน จะไปสมัครงานด้วยได้ไหมจ๊ะ?”
“ได้แน่นอนครับ” อันหรานหันไปพยักหน้าให้หวังซิ่วหัว “สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน จะมีช่วงฝึกงานสามเดือนครับ เงินเดือนพื้นฐานช่วงฝึกงานอยู่ที่ 2,500 หยวน มีค่าคอมมิชชันและประกันสังคมให้เหมือนกัน พอพ้นช่วงฝึกงานและทดสอบฝีมือผ่านแล้ว เงินเดือนพื้นฐานจะปรับขึ้นเป็น 3,000 หยวนครับ และถ้าใครเรียนรู้งานได้ไว ก็ปรับพ้นช่วงฝึกงานได้ก่อนกำหนดครับ”
“โอ๊ย พ่อหนุ่มช่างใจกว้างจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ ฉันจะไปเกณฑ์พวกผู้หญิงทั้งหมู่บ้านมาทำงานให้นายเอง”
หลิวหมั่นขมวดคิ้วขัดจังหวะ: “หวังซิ่วหัว เธออย่ามามั่วเลยนะ คิดว่านี่เป็นงานวัดหรือไง?”
แต่อันหรานโบกมือให้หลิวหมั่นเป็นสัญญาณว่าอย่าเพิ่งตื่นเต้น
หมู่บ้านหนานซานมีคนทั้งหมดสามพันกว่าคน ตัดพวกที่ออกไปทำงานข้างนอกที่เป็นวัยฉกรรจ์ออกไป คนที่เหลือที่ยังพอทำงานไหวที่เป็นผู้หญิงก็มีไม่เกิน 500 คน
ต่อให้ทุกคนทำไก่ย่างกงเต็กได้วันละ 40 ตัว ก็รวมได้แค่สองหมื่นตัวเท่านั้นเอง
แต่ในเมืองวั่งสื่อมีผีตั้งหลักล้านตน กำลังการผลิตแค่นี้มันแทบจะไม่พออุดรูหิวของพวกผีล้านตนนั้นเลยด้วยซ้ำ
“ผู้อำนวยการหวังครับ เชิญเกณฑ์คนมาได้เลยครับ ขอแค่ตั้งใจเรียนและขยันทำงาน ท่านพามาเท่าไหร่ ผมก็รับเท่านั้นครับ”
“ดีเลยจ๊ะ นายบอกมาเลยนะว่าเริ่มงานวันไหน ฉันจะรีบไปเรียกคนมาทันที” หวังซิ่วหัวดูจะมีไฟในการทำงานสูงมาก
ในขณะที่บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ซุนจอมจ้อที่อั้นมานานก็ขยับตัวทำท่าจะพูดอีกครั้ง
เขาอกอกพลางหัวเราะเย็น: “เหอะ พวกคุณนี่ใจกล้าจริงๆ นะ ไม่เคยเห็นโลกกว้างหรือไง หรือว่าคิดเลขไม่เป็นกันฮะ? ถ้ามีคนมาทำงานเป็นพันคนจริง เดือนหนึ่งค่าจ้างก็ปาเข้าไปสองล้านกว่าหยวนแล้ว ไอ้เงินลงทุน 1.4 ล้านหยวนน่ะมันจะไปพอทำอะไร? แค่จ่ายเงินเดือนเดือนเดียวก็ไม่พอแล้ว พวกคุณยังไปเชื่อเขาอีก!”
คำพูดนี้เหมือนจะแทงใจดำของทุกคนเข้าอย่างจัง แม้แต่หลิวหมั่นที่เป็นจอมสวนก็ยังนิ่งงันไปเพราะหาคำเถียงไม่ได้ทันที
เมื่อเห็นทุกคนเงียบ ซุนจอมจ้อก็ยิ่งได้ใจ เขาขึ้นเสียงสูงพูดต่อ: “พวกเราไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนหลอกนะ เมื่อสองปีก่อนไอ้หมู่บ้านเชิงนิเวศนั่นก็มาโม้แบบนี้แหละ หลอกให้คนไปช่วยสร้างบ้านตั้งเท่าไหร่? สุดท้ายทำงานกันฟรีๆ ครึ่งปี มีใครได้เงินเดือนสักหยวนเดียวไหมล่ะ?”
ทุกคนนิ่งเงียบ สายตาเริ่มหันกลับมามองที่อันหรานอีกครั้ง
ซุนจอมจ้อพูดถูก ถ้าเงินไม่ถึงมือ การวาดวิมานในอากาศก็ไม่มีความหมาย
แต่อันหรานไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขามองสบตาซุนจอมจ้อที่ทำท่าท้าทายแล้วตอบกลับนิ่งๆ: “ปัญหานี้แก้ง่ายมากครับ เงินเดือนของคนงานทุกคนในเดือนแรก ผมจะจ่ายเป็นรายสัปดาห์ครับ ถ้าหากมีการค้างชำระค่าจ้างแม้แต่สัปดาห์เดียว ให้หักเอาจากเงินสัมปทานที่ดินและป่าไม้ได้ทันที และสัญญาการเช่าทั้งหมดถือเป็นโมฆะครับ”
“จ่ายเป็นรายสัปดาห์งั้นเหรอ? แบบนี้ก็น่าจะโอเคอยู่นะ” หลี่อวี้เถียนพยักหน้าพึงพอใจกับข้อเสนอนี้
คนอื่นๆ ก็เห็นว่าหลักประกันนี้เชื่อถือได้
หวังซิ่วหัวถึงกับชี้หน้าซุนจอมจ้อ: “เถ้าแก่อันเขาวางเงินประกันไว้ขนาดนี้แล้ว แกยังมีอะไรจะพูดอีกไหมฮะ?!”
ซุนจอมจ้อถูกสวนจนจุก เขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วกลอกตาไปมา
ก็ได้!
ทำเป็นเก่งไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปเกณฑ์เอาพวกที่ยังหายใจได้ในสิบเจ็ดแปดหมู่บ้านแถวนี้มาให้หมด คอยดูสิว่าแกจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!
หลิวฟู่กุ้ยเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านแล้ว จึงกระแอมไอเบาๆ “กระแอม... ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว งั้นเรื่องนี้ก็สรุปตามนี้ครับ ขั้นตอนต่อไปเรามาตรวจสอบขอบเขตพื้นที่สัมปทานและค่าธรรมเนียมกัน แล้วรีบทำเรื่องเอกสารให้เสร็จเรียบร้อย”
เมื่อเทียบกับเงินเดือนที่อันหรานรับปากไว้ ค่าสัมปทานดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
ใช้เวลาหารือไม่นาน จำนวนเนื้อที่สัมปทานเขาหนานซานและราคาก็ถูกตกลงกันได้ เอกสารลายลักษณ์อักษรก็ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อออกจากห้องทำงานกรรมการหมู่บ้าน อันหรานยังไม่รีบกลับ เขาแวะไปที่บ้านฉินจอมเหม็นเพื่อขอดูฝีมือของครอบครัวนี้
ฉินจอมเหม็นไม่ได้โม้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของเขาหรือภรรยา ต่างก็เป็นมือโปรด้านงานจักสาน อันหรานแค่อธิบายคร่าวๆ สี่คนนั้นก็สามารถทำของตัวอย่างออกมาได้อย่างรวดเร็ว คุณภาพนี่ถือว่าเยี่ยมยอดมาก
อันหรานรู้สึกเบาใจขึ้นมาทันที เขาควักเงินออกมาสองพันหยวนจ่ายให้ตรงนั้นเลย เพื่อให้ครอบครัวฉินทุ่มกำลังทั้งหมดเริ่มทำไก่ย่างกงเต็ก
พอเห็นเงินสดจริงๆ เข้า ครอบครัวฉินก็ไม่มีข้อสงสัยอะไรอีก พวกเขาถลกแขนเสื้อลุยงานทันที
ช่วงโพล้เพล้ อันหรานและหลิวหย่งก็นั่งรถกลับมาที่อำเภอรุ่ยอัน
หลิวหย่งอารมณ์ดีมากเพราะทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
แต่อันหรานที่อยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมและไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายเลยสักนิด
ฐานการผลิตที่หมู่บ้านหนานซานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว คนงานที่มีฝีมือก็มีแล้ว เรื่องการย้ายหลุมศพและงานก่อสร้างโรงงานก็ปล่อยให้หลิวหย่งดูแล ส่วนการไปยื่นเรื่องที่ที่ว่าการอำเภอก็เป็นแค่ขั้นตอนตามปกติเท่านั้น
สิ่งเดียวที่ทำให้อันหรานยังรู้สึกปวดหัวอยู่ก็คือเงินสด 1.4 ล้านหยวนนั่นเอง
แม้จะคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่าต้องเดินอย่างมั่นคง อย่าก้าวข้ามขั้น แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าตัวเขานั้นถูก "ลาภลอย" ชิ้นใหญ่จากสวรรค์ฟาดจนงงหัวไปหมด
เขามัวแต่คิดเรื่องขยายการผลิตจนมองข้ามปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ "เงิน"
เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณธุรกิจสูงขึ้น เงินที่แลกออกมาจากธนาคารพิภพสวรรค์ก็จะไม่ใช่แค่ไม่กี่พันหรือกี่หมื่นหยวนแล้ว แต่มันจะเป็นหลักล้าน หลักสิบล้าน หรือแม้แต่หลักร้อยล้าน!
เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เขาคงไม่สามารถไปแบกเงินสดออกมาจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้ทุกครั้ง
และถ้าจะเอาเงินไปฝากธนาคาร ที่มาของเงินก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ก็นะ ก้าวใหญ่เกินไปมันก็ย่อมจะเจ็บตัวเป็นธรรมดา
แต่พอนึกดูอีกที ในเมื่อธนาคารพิภพสวรรค์สามารถแลกเงินสดโลกมนุษย์ออกมาได้ ก็น่าจะมีช่องทางการโอนเงินที่ถูกระเบียบสิ ไม่อย่างนั้นเงินพวกนี้มันจะมาจากไหนกันล่ะ
อันหรานมองออกไปนอกหน้าต่างรถพลางใช้ความคิด เขาตั้งใจว่าเดี๋ยวจะไปลองถามที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองดู ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะแก้ปัญหานี้ให้จบสิ้นไปในคราวเดียว
พอกลับถึงอำเภอ หลิวหย่งกับหยวนเสี่ยวหลินก็ไปจัดการเรื่องย้ายหลุมศพต่อ ส่วนอันหรานหิ้วถังไม้บรรจุเงินเฟิงตูสามใบตรงดิ่งไปที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองทันที
การมาเยือนครั้งที่สองนี้เขาชำนาญทางแล้ว แถมยังมีท่าทางของ "เจ้าหน้าที่เบื้องบน" อย่างเต็มตัว เขานั่งลงที่โต๊ะไม้โบราณอย่างมั่นคง
ตาแก่ผีเจ้าหน้าที่ยังคงให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น เขายื่นถ้วยน้ำชาปรโลกให้อันหรานพลางยิ้มว่า: “ท่านทูตนำส่งดูไม่รีบร้อนจะแลกเงิน มีเรื่องอะไรจะสอบถามหรือครับ?”
อันหรานพยักหน้าเบาๆ แล้วถามว่า: “ท่านผู้เฒ่าแซ่อะไรครับ?”
“ผู้น้อยแซ่เฉา ชื่อเต๋อลู่ครับ เมื่อตอนมีชีวิตอยู่เป็นแค่ซิ่วฉาย (บัณฑิต) ที่ยากจน พอตายไปแล้วกลับโชคดี สอบได้ตำแหน่งในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และมาเป็นคนดูแลบัญชีที่ธนาคารพิภพสวรรค์สาขาแยกแห่งนี้ครับ”
“ที่แท้ก็คือท่านเจ้าที่เฉานี่เอง ขออภัยที่เสียมารยาทครับ” อันหรานประสานมือทำความเคารพแบบคนโบราณ น้ำเสียงฟังดูเรียบเฉย: “ท่านเจ้าที่เฉาครับ ทูตนำส่งต้องเดินทางไปมาสองภพ เรื่องการหมุนเวียนเงินทองคือเรื่องสำคัญที่สุด การที่ผมต้องแบกเงินทองแดงมาแลกเงินสดทุกครั้งเนี่ย มันทั้งเหนื่อยทั้งเสียเวลา และมันไม่ใช่แผนการระยะยาวด้วย ดังนั้นผมอยากจะถามท่านว่า ทางธนาคารพิภพสวรรค์เนี่ย มีวิธีรับเงินแบบโอนเงินหรืออะไรที่มันสะดวกกว่านี้ไหมครับ?”
“เรื่องนี้...” เฉาเต๋อลู่ลูบเคราแพะพลางกลอกตาไปมาแล้วตอบว่า: “เรียนท่านทูตนำส่ง วิธีการโอนเงินน่ะย่อมมีอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าขั้นตอนนั้นน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่สาขาแยกเล็กๆ ของผู้น้อยจะจัดการได้ครับ”
“อ้าว? แล้วต้องไปที่ไหนถึงจะจัดการได้ล่ะครับ?”
“ต้องไปที่เมืองเฟิงตูครับ ที่นั่นเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารพิภพสวรรค์ถึงจะจัดการได้”
เมืองเฟิงตูงั้นเหรอ?
อันหรานคิดหนักในใจ พลางลอบสังเกตท่าทางของเฉาเต๋อลู่
ตาแก่ผีรีบยิ้มประจบประแจงแต่สายตาดูจะหลบเลี่ยงไปมา
อันหรานยิ้มบางๆ เขาไม่ได้อยากจะเอาเรื่องอะไรกับตาแก่ผีตนนี้ เพราะยังไงการไปปรโลกก็แค่เรื่องของการนอนหลับงีบเดียว และเขาก็อยากจะลองไปเดินเที่ยวในเมืองเฟิงตูดูเหมือนกัน
เขาจึงตัดสินใจไม่กลับบ้าน อันหรานหาที่ว่างๆ ในอาศรมของเฉาเต๋อลู่นอนลง
เขาหลับตาลง สติค่อยๆ ดำดิ่งลงไป พอเปิดตาขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายของเขาก็มาปรากฏอยู่ในเมืองวั่งสื่อแล้ว
ที่หน้าร้านจิ่วเฉียนเถาหยวน สาขา 1 บรรดาผีในเมืองวั่งสื่อยังคงต่อแถวกันยาวเหยียด แต่พวกเขาไม่ได้ต่อแถวเพื่อสั่งจองสินค้าในร้าน แต่กลับต่อแถวเพื่อซื้อ "ขนมหยาบ" ที่ร้านแผงลอยฝั่งตรงข้ามแทน
ร้านแผงลอยนั้นมีป้ายแขวนไว้สูงตระหง่าน บนนั้นเขียนอักษรเจ็ดตัวว่า: ขนมธูปสูตรพิเศษเฉพาะปรโลก
มีผีในชุดเจ้าหน้าที่โบราณหลายตนคอยรักษาความเรียบร้อย และหัวหน้าของกลุ่มผีกลุ่มนั้นก็คือโฮ่วจั่น หัวหน้าหน่วยตรวจตราเมืองนั่นเอง
(จบตอน)