- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 44 ขายวัตถุดิบ (1)
บทที่ 44 ขายวัตถุดิบ (1)
บทที่ 44 ขายวัตถุดิบ (1)
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนั้นจนได้
แม้ในใจจะยังคงแอบลังเลอยู่บ้างว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า ทว่าการควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโตถึง 20,000 ล้านวอนไปหมาดๆ แล้วยังสามารถทำใจให้สงบนิ่งได้ก็คงจะผิดมนุษย์มนาไปหน่อย เขาต้องคอยสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ ว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า
'อพาร์ตเมนต์หรูๆ ราคามันไม่ตกง่ายๆ หรอกน่า'
มีแต่จะพุ่งสูงขึ้นซะมากกว่า ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ก็แค่เทขายทำกำไรก็สิ้นเรื่อง
'คิดซะว่าเป็นการลงทุนก็แล้วกัน'
ที่บงจูฮยอกยอมทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายส่วนตัว แต่เป็นเพราะเหล่าผู้ถูกอัญเชิญต่างหาก
เขาแค่อยากจะสร้างพื้นที่อันแสนสะดวกสบายให้พวกนั้นได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ถูกเรียกตัวออกมาสู่โลกภายนอก แทนที่จะต้องมานั่งเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ในห้องเช่าแคบๆ แห่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทันทีที่เขาใช้งานสกิลอัญเชิญแบบระบุเป้าหมายเรียกตัวผู้ถูกอัญเชิญออกมาตามปกติ
"วันทยาหัตถ์! วันนี้เราจะลุยชั้นที่ 42 กันเลยไหมครับบอส! ผมเตรียมตัวพร้อมลุยแล้วครับผม!"
"ไม่ล่ะครับ เมื่อวานเราลงแรงไปตั้งสองรอบแล้ว วันนี้ก็ควรจะพักผ่อนสิครับ"
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวพักผ่อนนะครับ! เราต้องรีบปั๊มเงินต่างหาก! ขืนชักช้าเดี๋ยวบอสก็กลายเป็นคนล้มละลายเพราะซื้อบ้านจริงๆ หรอกครับผม!"
ไม่รู้ทำไมจอห์น โกซัคถึงได้ดูร้อนรนกระวนกระวายยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก
"ประจวบเหมาะกับที่คนงานราชิกส์ก็อยู่ด้วยพอดี พวกเราต้องฉวยโอกาสนี้กอบโกยให้เต็มที่เลยครับบอส!"
กอบโกยบ้าบออะไรกันล่ะ
"ผมไม่มีทางล้มละลายเพราะซื้อบ้านหรอกครับ เงินผมมีถมเถไป ตอนนี้ก็อยู่ดีกินดีจะตายอยู่แล้ว"
"โธ่เอ๊ย! เงินน่ะมันไม่เคยมีคำว่าพอหรอกนะครับ! เงินคืออำนาจ! ยิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ บอสก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น! และเมื่อบอสทรงพลังขึ้น ความปลอดภัยของท่านผู้อัญเชิญบงก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยยังไงล่ะครับผม!"
ไอ้หมอนี่มันหน้าเงินขึ้นตาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะเนี่ย
"แถมถ้าเกิดจู่ๆ มีใครโผล่มาประกาศขายรูนเสริมคุณลักษณะ บอสก็จะได้มีเงินสดฟาดหัวซื้อมาได้ทันทีไงล่ะครับ!"
ปัดโธ่เอ๊ย คุณโกซัคครับ ของพรรค์นั้นมันใช่ของที่จะซื้อขายกันด้วยเงินเศษเหรียญซะที่ไหนล่ะ
บงจูฮยอกเองก็เคยแอบกระซิบถามจอนกวังอิลมาแล้วเหมือนกัน ว่าไอ้เจ้ารูนเสริมคุณลักษณะเนี่ย ราคามันตกอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่
คำตอบที่ได้รับคือหลักพันล้าน แน่นอนว่าไม่ใช่เงินวอน แต่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐต่างหาก
"เฮ้อ หาเงินทั้งชาติก็ซื้อไม่ไหวหรอกครับ ตัดใจซะเถอะ จะได้ใช้ชีวิตสบายๆ"
"เก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นกอบเป็นกำเองแหละครับบอส!"
เก็บเศษเงินไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นภูเขาทองคำเนี่ยนะ คำคมโลกสวยแบบนั้นมันใช้ได้แค่ในยุคทำไร่ไถนาเท่านั้นแหละ สำหรับยุคนี้ เศษเงินรวมกันยังไงมันก็เป็นได้แค่เศษเงินอยู่วันยังค่ำ
"เดี๋ยวผมจะจัดทำโปรเจกต์สร้างรายได้จากการปีนหอคอยขึ้นมานำเสนอบรีฟให้บอสฟังเองครับผม!"
"บรีฟเลยเหรอครับ? จะเล่นใหญ่ไปไหนเนี่ย"
"เราต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมที่สุดสิครับ!"
"..."
ฟังแล้วจิตใจมันก็พานจะอ่อนยวบตามไปด้วย ทั้งๆ ที่กะจะลุยแบบชิลๆ แท้ๆ แค่นี้เขาก็ใช้ชีวิตอู้ฟู่ได้สบายๆ แล้ว แต่ในเมื่อจอห์น โกซัคเล่นน้ำลายแตกฟองมุ่งมั่นซะขนาดนั้น
'เอาเถอะ ยอมตามน้ำไปหน่อยก็แล้วกัน'
เผื่อว่าในอนาคต ประเทศอื่นๆ เริ่มแห่กันทะลวงชั้นที่หกสิบแบบเอาจริงเอาจังขึ้นมา ไอ้เศษเงินที่ว่าก็อาจจะกลายเป็นก้อนโตขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
ความสุขจากการใช้เงินมันก็สนุกดีอยู่หรอก แต่ความฟินตอนได้เห็นตัวเลขในบัญชีพุ่งปรี๊ดมันก็เร้าใจไม่แพ้กัน
"เอาล่ะครับ ลุยเลยก็แล้วกัน คุณโกซัคไปจัดการเตรียมข้อมูลมาบรีฟให้ผมฟังก็แล้วกันนะครับ พรีเซนต์ให้เต็มที่เลย"
"เยสเซอร์!"
แผนการน่ะเดาได้ไม่ยากหรอก ก็แค่การใช้ความสามารถของคนงานราชิกส์เพื่อปั๊มเงินนั่นแหละ
ถ้างั้นวันนี้เขาก็ควรจะลองเอาทรัพยากรจากหอคอยที่สะสมไว้ทั้งหมดไปเร่ขายดูสักรอบ เพื่อเช็กเรตราคาดูว่ามันจะทำเงินได้สักกี่วอน
ทว่าเขาจะเอาของพวกนี้ไปขายที่ร้านค้าเพลเยอร์ไม่ได้เด็ดขาด ทรัพยากรที่ราชิกส์เป็นคนเก็บเกี่ยวมา แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันแตกต่างจากไอเทมรางวัลของหอคอยอย่างสิ้นเชิง
หนังสัตว์ก็เล่นถลกมาซะเต็มผืน สมุนไพรก็ไม่ใช่แบบแห้งกรัง แต่เป็นสมุนไพรสดๆ ที่เพิ่งจะเด็ดมาหมาดๆ แถมปริมาณของมันยังมหาศาลจนน่าตกใจ กะคร่าวๆ แล้ว ปริมาณหนังพวกนี้น่าจะเยอะกว่ายอดรับซื้อหนังสัตว์ทั้งเดือนของร้านค้าเพลเยอร์รวมกันเสียอีก
เพราะฉะนั้น เขาต้องติดต่อซื้อขายกับหัวหน้าจอนกวังอิลโดยตรงเท่านั้น ส่วนผลึกมานามันมีราคากลางกำหนดไว้อยู่แล้ว จะโยนขายให้ใครก็คงไม่ต่างกัน
แต่อย่างไรเสีย วันนี้เขาก็ขอพักผ่อนอยู่ดี ก็วันนี้มันวันอาทิตย์นี่นา พวกข้าราชการเขาก็หยุดงานกันหมดนั่นแหละ
อีกอย่าง การเคลียร์ด่านรอบสองเมื่อวานก็กินเวลายืดเยื้อซะเหลือเกิน จะให้เขากดขี่ใช้แรงงานคนงานผู้แสนเก่งกาจอย่างราชิกส์ที่อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยมาอย่างหนักได้ยังไงกัน
ร่างกลมปุ๊กปิ๊กนั่น แค่ได้นั่งมองก็ชื่นใจแล้ว
"คุณราชิกส์ครับ พวกเรามาลุยปีนหอคอยด้วยกันไปนานๆ เลยนะครับ"
"โฮเอ๊ง!"
"มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษไหมครับ"
"โฮเอเอ... แครอตล่ะมั้งคร้าบ?"
"โอ้! แครอตสินะครับ"
ก็ใช่น่ะสิ เป็นแฮมสเตอร์ก็ต้องคู่กับแครอตสิถึงจะถูก
คยอนดัลแรวิ่งฉิวไปที่ตู้เย็น ก่อนจะหยิบเอาแครอต ชีส และบรอกโคลีออกมาอย่างว่องไว
กร้วม กร้วม
ราชิกส์ทิ้งตัวนั่งเหยียดขาสั้นกุดอยู่กลางห้องนั่งเล่น ใช้มือเล็กจิ๋วราวกับกำปั้นเด็กจับแครอตที่คยอนดัลแรหั่นเตรียมไว้ให้เคี้ยวตุ้ยๆ
นี่มันตัวนำโชคชัดๆ ก้อนนำโชคของแท้เลย
เห็นไหมล่ะ พอปล่อยวางความโลภ โชคลาภก็วิ่งเข้าหาเองนั่นแหละ
ส่วน LSSR ควังมาน่ะเหรอ ใครฟะ? เคยมีคนชื่อนั้นอยู่บนโลกด้วยเหรอ
เมื่อวานนี้มันช่างเป็นวันที่ปั่นป่วนราวกับพายุโหมกระหน่ำ มีแต่เรื่องหักมุมซ้อนหักมุมไม่หยุดหย่อน ตอนแรกก็นึกว่าจะเกลือ แต่ดันแจ็กพอตแตก พอคิดว่าแจ็กพอตแตกปุ๊บ แม่งก็กลายเป็นเกลือซะงั้น
'ไอ้มารคลั่งนั่นมันคือมารพังพินาศชัดๆ'
พอลองมานั่งนึกย้อนดูดีๆ แล้ว มันก็ชวนให้หัวเสียขึ้นมาตงิดๆ
จะครองโลกงั้นเหรอ? จะฆ่าล้างโคตรพวกผู้มีอำนาจให้หมดงั้นสิ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ รู้งี้ก่อนจะยกเลิกการอัญเชิญ เขาน่าจะงัดฝีปากเถียงกลับไปด้วยตรรกะที่เหนือกว่าให้หน้าหงายไปเลย
แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว จะให้เรียกกลับมาเถียงใหม่ก็ใช่ที่
นี่แหละคือเอกลักษณ์ของไอ้ขี้แพ้ เวลาที่ต้องปะทะฝีปากหรือเถียงกับใคร ก็มักจะอึกอักเถียงไม่ออกจนต้องยอมจำนนไปแบบงงๆ
ในหัวน่ะมีความคิดตีกันให้วุ่นไปหมด แต่พอจะให้อ้าปากพูดออกมาทีไร เรียบเรียงคำพูดไม่ถูกทุกที
แล้วพวกไอ้ขี้แพ้ที่พ่ายแพ้ในวงสนทนา พอกลับมาถึงบ้านก่อนนอนพวกมันจะทำอะไรกันล่ะ ก็ต้องมานอนรีรันภาพความพ่ายแพ้ของตัวเองซ้ำๆ ไงล่ะ
มัวแต่นอนคิดบ่นกับตัวเองว่า 'ถ้าตอนนั้นฉันเถียงกลับไปแบบนี้นะ ฉันก็ชนะไปแล้ว!' หรือไม่ก็ 'ไอ้ข้ออ้างนั่นมันโคตรจะกลวงเลย ฉันน่าจะจี้จุดอ่อนตรงนั้นไปเลย!' พลางนอนเตะผ้าห่มด้วยความเจ็บใจ กะว่าคราวหน้าจะต้องสวนกลับให้ได้
ซึ่งบงจูฮยอกในตอนนี้ก็กำลังตกอยู่ในสภาพนั้นเป๊ะๆ
ตอนที่ควังมางัดเอาตรรกะวิบัติๆ มาประกาศกร้าวว่าจะครองโลกนั่นน่ะ
'เหอะ คิดว่าโลกใบนี้มันเป็นยุทธภพที่ใช้แค่กำลังตัดสินปัญหาเหมือนนิยายกำลังภายในหรือไงวะ โลกความเป็นจริงแม่งซับซ้อนกว่ายุทธภพของแกเป็นล้านเท่าโว้ย'
จะก่อสงครามงั้นเหรอ ไร้สาระสิ้นดี
'คงจะคิดว่าคนยุคนี้เขายังเอาดาบเอาหอกมาไล่ฟันกันโต้งๆ สินะ'
ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบนโลกใบนี้มีประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในกำมือตั้งกี่ประเทศ แค่หันไปมองทางเกาหลีเหนือก็มีอยู่หนึ่งแล้ว
'ขืนทำแบบนั้น โลกคงได้วินาศสันตะโรเพราะสงครามนิวเคลียร์ก่อนที่หอคอยจะถล่มลงมาซะอีก'
ต่อให้แกจะเป็นถึงมารคลั่งผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่จะเอาตัวรอดจากระเบิดนิวเคลียร์ได้ยังไงวะ แล้วการไล่ฆ่าพวกผู้มีอำนาจแค่ไม่กี่คน มันจะไปยึดครองประเทศทั้งประเทศได้ยังไงกันล่ะ ฝันไปเถอะ
'ต่อให้ใช้กำลังบังคับรวมประเทศกันได้ สุดท้ายมันก็ต้องแตกแยกกันอยู่ดีนั่นแหละ'
หนทางเดียวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือการจับมือรวมประเทศกันด้วยความสมัครใจ แต่นั่นมันก็ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
'ขนาดพวกองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการทูตระหว่างประเทศ สมาชิกยังเอะอะจะขอถอนตัวกันอยู่รอมร่อเลย'
แล้วสมมติว่าเกิดการจัดตั้งสหพันธรัฐโลกขึ้นมาจริงๆ แล้วจะเอาประเทศไหนเป็นศูนย์กลางอำนาจล่ะ โหวตเลือกกันเอาเรอะ มันจะเป็นไปได้ยังไง เรื่องแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีมีดมาจ่อคอหอยบังคับเท่านั้นแหละ
บางทีอาจจะต้องรอให้หอคอยทั่วโลกพังทลายลงมาเป็นโดมิโน่ จนวาระสุดท้ายของมวลมนุษยชาติมาจ่ออยู่ตรงหน้า นั่นแหละถึงจะยอมหันหน้ามาเจรจากันได้
แต่ถึงตอนนั้น มันก็คงจะสายเกินแก้ไปแล้วล่ะมั้ง
แต่มนุษยชาติก็สามารถฝ่าฟันวิกฤติและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองมาได้เสมอ นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่หอคอยในประเทศอินเดียพังทลายลงเป็นแห่งแรก ผู้คนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจรอความตาย พวกเขาทุ่มเทความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อบุกเบิกทะลวงหอคอยชั้นสูงๆ ให้จงได้
'ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีหอคอยแห่งไหนบนโลกพังทลายลงมาอีกเลย'
และในอนาคตมันก็จะต้องเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
อนาคตที่ยังมาไม่ถึง ใครมันจะไปตรัสรู้ได้วะ
เอาเถอะ อย่างน้อยแค่ได้เถียงชนะในจินตนาการ มันก็ช่วยให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่งแล้วล่ะนะ
นี่แหละคุณสมบัติของไอ้ขี้แพ้ ขอแค่ได้ชนะในความคิดก็ถือว่าไม่เคยแพ้ใคร แล้วก็ลบความทรงจำอันน่าอับอายทิ้งไปซะ
ในเมื่อปลอบใจตัวเองจนฟินแล้ว ก็แวะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดหน่อยดีกว่า
※ ※ ※