- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 315 ศัตรูคู่อาฆาตของสายจิ้น
บทที่ 315 ศัตรูคู่อาฆาตของสายจิ้น
บทที่ 315 ศัตรูคู่อาฆาตของสายจิ้น
บทที่ 315 ศัตรูคู่อาฆาตของสายจิ้น
พูดให้ถูกก็คือ นางถูกหางเลขไปด้วย
ถึงช่วงเวลาที่ฮ่องเต้คัดเลือกสนมอีกแล้ว ตระกูลเวินรวบรวมหญิงสาวที่อายุถึงเกณฑ์ทั้งหมดในจวน ซึ่งนางกับเวินสามก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
นางก็แค่ไปเป็นตัวประกอบให้ครบจำนวนเท่านั้นแหละ
เวินสามต่างหากที่เป็นคนที่ได้รับมอบหมายความหวังอันยิ่งใหญ่ แม้นิสัยของนางจะไม่ค่อยหนักแน่นนัก แต่รูปร่างหน้าตาก็งดงามที่สุดในบรรดาหญิงสาวตระกูลเวิน คนตระกูลเวินต่างก็หวังว่าจะส่งนางเข้าวัง เพื่อยกระดับสถานะของตระกูลเวินในเมืองหลวง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนเพื่อเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ ตระกูลเวินอยากให้นางดูสุขุมเยือกเย็นมากขึ้น
ผลปรากฏว่าคืนนั้นนางแอบอ่านหนังสือนิยายอยู่ในห้อง แล้วถูกฮูหยินเวินจับได้คาหนังคาเขา หนังสือนิยายทั้งหมดในห้องของนางจึงถูกยึดไปจนเกลี้ยง
แน่นอนว่าเวินสามอดใจรออ่านตอนต่อไปไม่ไหว จึงให้สาวใช้คนสนิทไปส่งข่าวให้เวินเซียงอี๋ เพื่อให้นางเอาตอนต่อไปมาส่งให้
ผลก็คือตอนที่นางกำลังลอบส่งเข้าไป ก็ถูกคนจับได้คาหนังคาเขาอีก นางก็เลยต้องมาคุกเข่าอยู่ที่นี่ไง
แถมหนังสือนิยายในห้องของนางยังถูกยึดไปจนหมดเกลี้ยงอีกด้วย
เวินเซียงอี๋ไม่ได้เสียใจเรื่องหนังสือนิยายที่ถูกยึดไปหรอก แต่เป็นเพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอายุถึงเกณฑ์ที่จะเข้าวังรับการคัดเลือกสนมแล้ว ต่อให้ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวังหลังที่โหดร้ายเหมือนนรกบนดิน พอกลับมาก็ต้องถูกจับแต่งตัวส่งไปจวนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเวินอยู่ดี
นางไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
จู่ๆ เวินเซียงอี๋ก็นึกถึงพี่สาวสองคนก่อนหน้านี้ของนาง พวกนางก็ถูกส่งตัวออกไปแบบนี้แหละ ปากก็บอกว่าแต่งงานออกเรือน ความจริงแล้วมันก็แค่คำพูดให้ดูดีเท่านั้นแหละ ไม่มีครอบครัวไหนหรอกที่ส่งลูกสาววัยสิบกว่าปีไปแต่งงานกับตาแก่รุ่นราวคราวปู่แบบนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเวินเซียงอี๋กับพี่สาวสองคนนั้นไม่ค่อยดีนัก พวกนางฉลาดมาก บนใบหน้ามักจะเผยให้เห็นถึงความหลักแหลมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร สมองก็คิดหาทางหนีทีไล่ได้เร็วปรื๋อ
ดังนั้นพวกนางจึงไม่ค่อยเห็นหัวน้องสาวสมองทึบอย่างนางสักเท่าไหร่ ทุกครั้งที่เจอกัน ก็มักจะให้ความรู้สึกเหยียดหยามมองลงมาจากที่สูงอยู่เสมอ
นานวันเข้า เวินเซียงอี๋ก็คร้านที่จะสนใจพวกนาง หลังจากที่พวกนางแต่งงานออกเรือนไป ความสัมพันธ์ก็ยิ่งห่างเหินมากขึ้นไปอีก
ตั้งแต่พวกนางแต่งงานออกเรือนจนถึงตอนนี้ นางเพิ่งจะเคยเจอหน้าแค่สามสี่ครั้งเองมั้ง
แต่การเจอกันแต่ละครั้ง ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย
พอลองนึกทบทวนดูดีๆ นำภาพจำก่อนแต่งงานกับหลังแต่งงานของพวกนางมาเปรียบเทียบกัน ดูราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มที่กำลังค่อยๆ เหี่ยวเฉา ร่วงโรย และถูกสูบเอาความมีชีวิตชีวาไปจนหมดสิ้น...
จวนตระกูลเวินก็คือบ้านหลังใหญ่ที่สูบเลือดสูบเนื้อผู้หญิงดีๆ นี่เอง
เรื่องพรรค์นี้จะไปพูดกับเวินเทียนโย่วก็ไม่ได้ พวกเขาต่างเพศกัน ต่อให้เขาจะไม่ได้เรื่องแค่ไหน เขาก็ยังเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากตระกูลเวินอยู่ดี พูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก
พอเวินเซียงอี๋นึกถึงพ่อสารเลวของนางที่ต้องพึ่งพาการขายพวกนาง เพื่อให้ตัวเองได้ดิบได้ดีในหน้าที่การงาน อาการปวดแปลบที่หน้าอกก็กำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรง
ถ้านางเป็นตัวเอกนิยายทะลุมิติจริงๆ คนสารเลวพรรค์นี้คงต้องตายอย่างอนาถไปตั้งนานแล้ว
น่าเสียดายที่นางไม่มีความสามารถขนาดนั้น
เวินเทียนโย่วไม่รู้นึกอะไรขึ้นมาได้ ก็เงียบไปพักหนึ่ง เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบหนังสือนิยายเล่มหนึ่งออกมาส่งให้เวินเซียงอี๋
"ให้เจ้า เอาไว้อ่านฆ่าเวลาแล้วกัน"
หลังจากเวินเทียนโย่วจากไป เวินเซียงอี๋ก็ฟุบลงบนพื้น ร้องไห้กระซิกๆ เขียนจดหมายถึงหลีเวินซู
ร้องไห้คร่ำครวญว่าถ้านางไม่ได้เข้าวังหลัง ก็ต้องถูกจับแต่งงานกับตาแก่
สอบถามหลีเวินซูว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะทำให้พ่อสารเลวของนางตายๆ ไปเสียที เพื่อที่นางจะได้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันแสนรันทดนี้
ผ่านไปพักใหญ่ หลีเวินซูถึงตอบกลับมา: [ส่งคัมภีร์เอาตัวรอดในวังหลังให้เธอเอาไหม]
เวินเซียงอี๋: [ได้เลย ฉันจะเอาไปให้พี่สาม ฉันคงไม่ผ่านการคัดเลือกหรอก]
นางไม่ได้ถ่อมตัวเลยนะ วังหลังใช่ว่าจะเข้ากันได้ง่ายๆ ต่อให้นางอยากจะสู้รบปรบมือในวังหลัง ก็คงไม่ถึงตานางหรอก
หลีเวินซูถามอีก: [พ่อสารเลวของเธอชื่ออะไร ช่วยอธิบายรูปร่างหน้าตาหน่อยได้ไหม? แล้วก็มีภูมิหลังครอบครัวยังไงบ้าง]
เวินเซียงอี๋: [ถามเรื่องพวกนี้ทำไม? เธอมีวิธีสาปแช่งแบบพิเศษหรือไง]
หลีเวินซู: [เปล่า นิยายมีตัวร้ายเลวๆ ที่บทไม่เยอะตัวหนึ่งกำลังขาดชื่ออยู่พอดี แล้วก็บังเอิญว่าพ่อสารเลวที่เธอเล่ามามันตรงกับคาแรกเตอร์พอดี ฉันปรับแก้นิดหน่อยก็เอาไปเขียนใส่ในเรื่องได้แล้ว]
เวินเซียงอี๋: [ขอเสียมารยาทถามหน่อยนะ ช่วยสปอยล์หน่อยได้ไหมว่าเลวขนาดไหน?]
เวินเซียงอี๋: [เลวกว่าองค์ชายห้าไหม? เลวกว่าราชครูหรือเปล่า?]
หลีเวินซู: [ก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายมากมายขนาดนั้นหรอก ก็แค่เผลอจับพระเอกนางเอกแยกจากกันเท่านั้นเอง]
เวินเซียงอี๋เห็นข้อความตอบกลับก็สูดลมหายใจเข้าลึก
พอนึกถึงนักอ่านที่มาต่อคิวหน้าร้านหนังสือทุกวัน กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นสายจิ้นพระนางทั้งนั้น
ดูจากการขายสินค้าออฟฟิเชียลที่ร้านอาหารนั่นก็รู้แล้ว ขอแค่เป็นของที่เกี่ยวกับพระเอกนางเอกก็ต้องแย่งกันซื้อให้ได้ แถมสินค้าออฟฟิเชียลราคาแพงลิ่วหลายชิ้นก็ถูกเศรษฐีกว้านซื้อไปหมด
ตัวประกอบคนอื่นต่อให้ได้รับความนิยมมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางแซงหน้าพระเอกนางเอกไปได้หรอก
ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าสายจิ้นในนิยายเรื่องนี้มีจำนวนมหาศาลขนาดไหน แถมในหมู่นักอ่านต้องมีคนใหญ่คนโตซ่อนอยู่เยอะแน่ๆ
ความจริงแล้วหากดูตามทิศทางของเนื้อเรื่อง ประกอบกับสถานะของพระเอกนางเอกที่ค่อยๆ กลายเป็นศัตรูกัน นักอ่านหลายคนก็คงเดาได้แล้วว่าตอนจบของคู่จิ้นคู่นี้อาจจะจบไม่สวย
แต่ก็ยังคงอุ้มชูความหวังไว้บ้าง หวังว่าจะเกิดการพลิกผัน หวังว่ามโนสำนึกของนักเขียนจะกลับมาทำงานอีกครั้ง
และเป็นเพราะเดาได้ว่าคู่จิ้นคู่นี้อาจจะจบไม่สวย จึงยิ่งทะนุถนอมช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน และแห่กันไปซื้อสินค้าออฟฟิเชียลนอกจอที่มีคำอวยพรงดงามอย่างเช่นแก่เฒ่าไปด้วยกันเพื่อปลอบประโลมจิตใจ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ตัวละครที่จับพระนางแยกจากกัน ย่อมต้องกลายเป็นเป้านิ่งให้คนรุมด่าอย่างบ้าคลั่งจากนักอ่านนอกหนังสืออย่างแน่นอน
เผลอๆ อาจจะแซงหน้าองค์ชายห้ากับราชครู ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งตัวละครที่นักอ่านอยากทะลุมิติไปลอบสังหารมากที่สุดเลยก็ได้
มือที่จับพู่กันของเวินเซียงอี๋สั่นเทา: [จับแยกกันยังไงหรือ...]
นางพยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลริน ความรู้สึกที่ทั้งสะใจและปวดตับนี่มันอะไรกัน
ที่ปวดตับก็เพราะคู่จิ้นที่เชียร์อยู่นักเขียนเป็นคนบอกเองเลยว่าจะถูกจับแยก ที่สะใจก็เพราะไอ้ปีศาจซี่โครงหมูออกโรงแก้แค้นแทนตนนี่แหละ
หลีเวินซู: [ตายไงล่ะ จะให้แยกยังไงได้อีกล่ะ? ให้ม้าห้าตัวแยกร่าง หรือสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นดีล่ะ?]
เวินเซียงอี๋: [...]
นางปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น "ขอบใจเธอมากนะ"
ถึงฉันจะเดาตอนจบได้ แต่พอเธอมาบอกกันตรงๆ แบบนี้ มันก็ดูจะเกินขีดจำกัดความอดทนของฉันไปหน่อยนะ
หลีเวินซูเห็นกระดาษจดหมายนิ่งเงียบไปแล้ว ก็กลับไปปั่นต้นฉบับต่อ
พอเขียนเสร็จไปส่วนหนึ่ง กลับมาดูที่กระดาษจดหมายอีกครั้ง ก็เห็นรอยน้ำตาหยดลงมาจนกระดาษยับยู่ยี่ พร้อมกับตัวหนังสือโย้เย้ที่เขียนบอกชื่อและภูมิหลังของพ่อสารเลวของเวินเซียงอี๋
หลีเวินซูเปิดสมุดจดคาแรกเตอร์ตัวละครดู ปกติแล้วถ้าเป็นตัวละครที่บทไม่ค่อยเยอะ และชื่อไม่ต้องมีความหมายลึกซึ้งอะไร เธอมักจะไม่ตั้งชื่อเผื่อไว้ก่อน รอให้เขียนถึงตัวละครนั้นแล้วค่อยคิดเอาดาบหน้า
ส่วนตัวร้ายเลวๆ ตัวนี้เป็นตัวละครที่จะปรากฏตัวในเนื้อเรื่องตอนต่อไป ซึ่งภูมิหลังก็คล้ายคลึงกับพ่อสารเลวของเวินเซียงอี๋ที่ขายลูกสาวเพื่อความก้าวหน้า คาแรกเตอร์ก็คือนกสองหัวและคนขายชาติ
บทไม่เยอะ แต่เรียกตีนได้ดีเยี่ยม
ส่วนถ้าจะให้เทียบกับตัวร้ายตัวเอ้ก่อนหน้านี้ว่าใครน่าหมั่นไส้กว่ากัน นักอ่านแต่ละคนคงให้คะแนนความน่าหมั่นไส้แตกต่างกันไป
ท้ายที่สุดแล้วถ้าจะพูดถึงเรื่องเลวร้ายจริงๆ ตัวละครตัวนี้ก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าเท่ากับตัวละครก่อนหน้านี้ และก็ไม่ได้ทำเยอะขนาดนั้น ผลงานหลักๆ ก็คือการจับคู่จิ้นแยกจากกันนี่แหละ
ถ้าไม่ใช่สายจิ้นก็คงมองว่าเป็นแค่ตัวร้ายต๊อกต๋อยธรรมดาๆ กระโดดโลดเต้นได้แป๊บเดียวก็ตายแล้ว
แต่ถ้าเป็นสายจิ้นล่ะก็ นี่คือศัตรูคู่อาฆาตที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เลยล่ะ
เวินเซียงอี๋ไม่ได้ให้แค่ชื่อพ่อสารเลวเท่านั้น แต่ยังให้ชื่อและข้อมูลของพวกคนสารเลวในตระกูลเวินมาอีกเพียบ บางทีอาจจะคิดว่าถ้าหลีเวินซูถูกใจชื่อไหนแล้วเอาไปใช้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีงามสุดๆ
ก็แหม ความอินมันรุนแรงขนาดนี้ ถ้าเขียนออกมาแล้วนักอ่านสืบสาวราวเรื่องจนมาถึงตระกูลเวิน พอคนตระกูลเวินออกไปข้างนอกก็คงถูกเอาถุงกระสอบคลุมหัวแล้วรุมกระทืบแน่ๆ