- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลก วังวนเวลาและมหาเวท
- บทที่ 55 - อัศวินผู้กระวนกระวาย
บทที่ 55 - อัศวินผู้กระวนกระวาย
บทที่ 55 - อัศวินผู้กระวนกระวาย
บทที่ 55 - อัศวินผู้กระวนกระวาย
มิเรียนคิดว่าสวนป่าที่ซ่อนตัวอยู่น่าจะเหมาะเหม็งที่สุดสำหรับการทดสอบไม้กายสิทธิ์ เธอตรวจสอบแกนกลางของไม้กายสิทธิ์อีกครั้ง จากนั้นก็ทากาวติดด้ามจับกลับเข้าที่แล้วเดินออกไป
ข้อดีของการที่มีหิมะบางๆ ปกคลุมพื้นดินก็คือ มันทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีใครอื่นมาป้วนเปี้ยนแถวนี้นอกจากเธอเอง ถึงกระนั้น เธอก็ยังหันซ้ายหันขวามองรอบตัวให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกใครจับตามองอยู่ จากนั้นก็ถือไม้กายสิทธิ์ชี้ลงพื้น จินตนาการถึงรูปแบบอักขระ แล้วถ่ายเทมานา—
—และก็พบว่าตัวเองหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับหิมะ
เธอส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ พยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วปัดหิมะกับเศษดินออกจากเสื้อคลุม
เอาล่ะ แสดงว่าต้องถือไม้กายสิทธิ์ในแนวนอนเพื่อฉายพลังขับเคลื่อนลงไปข้างล่างสินะ เธอจดจำไว้ แล้วก็ลองใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ เธอลอยตัวขึ้นสูงจากพื้นดินแค่นิ้วสองนิ้ว ทำเอาเธอรู้สึกโหวงๆ ในท้อง มันรู้สึกเหมือนกำลังจะร่วงหล่นลงมาตอนที่ร่างของเธอโอนเอนไปมากลางอากาศ
เเละความรู้สึกถัดมาที่ถาโถมเข้าใส่คือความปลาบปลื้มใจ มัน เป็น ไม้กายสิทธิ์ลอยตัว จริงๆ ด้วย!
เธอกำลัง บิน อยู่!
มิเรียนทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน หลังจากที่บินอยู่เหนือพื้นดินแค่นิ้วเดียวเป็นเวลาประมาณยี่สิบวินาที
เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้ลองปรับทิศทางของไม้กายสิทธิ์ขณะที่ลอยตัวอยู่ และก็เป็นไปตามคาด ทิศทางของพลังขับเคลื่อนที่ฉายออกไปสามารถทำให้เธอเคลื่อนที่ไปมาได้ แม้ว่าเธอจะค้นพบอย่างรวดเร็ว (ตอนที่หน้าคะมำลงไปคลุกหิมะอีกรอบนั่นแหละ) ว่ามันต้องอาศัยความแม่นยำอย่างมากทั้งในการถ่ายเทมานาร่ายคาถาและการบังคับทิศทางด้วยไม้กายสิทธิ์
แถมคาถานี้ยังสูบมานาเป็นว่าเล่นอีกต่างหาก เธอผลาญมานาออร่าของตัวเองไปจำนวนมากแล้ว
ท่านอาจารย์เจ่ยพูดถูก ทั้งความเข้มข้นของคาถา และประสิทธิภาพในการร่ายเวทของเธอนั้นเข้าขั้นห่วยแตก ตอนนี้ ไม้กายสิทธิ์อันนี้แทบจะไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ในมือเธอ ถึงแม้มันจะเท่ระเบิดระเบ้อแค่ไหนก็ตาม เธอจำใจซ่อนมันกลับลงไปในกระเป๋าสะพาย แล้วเริ่มฝึกแบบฝึกหัดของตัวเอง
กลางคันระหว่างฝึกแบบฝึกหัดชุดที่เก้า เธอก็ชะงัก
แบบฝึกหัดพวกนี้ให้ฉันฝึกใช้พลังงานพื้นฐานครบทุกประเภทเลยนี่นา แต่มันมีแบบฝึกหัดสำหรับควบคุมแรงโน้มถ่วง ด้วยหรือเปล่านะ?
เธอเดาว่าเจ่ยคงไม่รู้จักคาถาแบบนั้นหรอก มันเป็นไปได้ด้วยซ้ำเหรอที่จะใช้การร่ายคาถาดิบเพื่อทำแบบนั้น?
มันมีแค่ไม่กี่อย่างหรอกที่คนเราสามารถทำได้ด้วยพลังงานลี้ลับดิบ; ‘อักขระขึ้นรูป’ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคาถาส่วนใหญ่ แต่ก็นั่นแหละ มันก็น่าลองค้นคว้าดูนะ
กว่าจะมีใครสักคนมาตามหาเธอที่สวนป่า ก็ปาเข้าไปวันพุธแล้ว ถึงตอนนั้น หิมะก็ละลายหายไปหมดแล้ว คนที่มาตามหาเธอคือชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ตปักลายสีฟ้า หนึ่งในเลขานุการของนายกเทศมนตรีนั่นเอง ถ้ามิเรียนจำไม่ผิดล่ะก็นะ
“มิเรียน? ผมได้ยินมาว่าคุณชอบมาขลุกอยู่ที่นี่”
“ฉันเองแหละ” เธอตอบ นี่แสดงว่ามีคนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเธออยู่สินะ
“ท่านนายกเทศมนตรีคนใหม่ต้องการพบคุณครับ ท่านเอธวาร์น น่ะครับ เผื่อคุณยังไม่ทราบข่าว เชิญตามผมมาได้ไหมครับ?”
มิเรียนยักไหล่ “ได้สิ”
ตารางเวลาของเธอว่างโล่งโจ้งอยู่แล้วนี่ ในเมื่อเธอไม่ต้องเข้าคลาสเรียนแล้ว เธอจะแทรกเวลาฝึกซ้อมไว้ตรงไหนของวันก็ได้ทั้งนั้น
ชายหนุ่มพาเธอเดินฝ่าเมืองทอร์ร์วิโอลไปโดยไม่ได้พยายามจะชวนคุยเลยสักนิด มิเรียนกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีใครแอบสะกดรอยตามเธออยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นใครน่าสงสัย
สมาธิของเธอถูกดึงดูดด้วยสายตาและเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนที่เธอเดินผ่าน เธอสงสัยว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ พวกเขากำลังคุยเรื่องสิงโตบึง เรื่องสายลับที่ตาย หรือพวกเขาได้ยินข่าวลือเรื่องที่เธออ้างว่าติดอยู่ในลูปเวลากันนะ?
บางทีวาเลนอาจจะบอกเธอได้
ห้องทำงานของนายกเทศมนตรีถูกตกแต่งใหม่ รูปภาพหญิงสาวกึ่งเปลือยนั่งโพสท่าในป่าของโวลเดนถูกปลดออกไปหมดแล้ว ถูกแทนที่ด้วยภาพวาดทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขาต่างๆ ในบาราคูเอล
มิเรียนจำเทือกเขาลิทเทนนอร์ดได้—ในวันที่ฟ้าใส คุณสามารถมองเห็นมันได้จากอาคารสูงๆ ในทอร์ร์วิโอล—และเทือกเขาแคสเนวาร์ ซึ่งเธอเคยเห็นมันจากหน้าต่างรถไฟบ่อยๆ ตอนเดินทางไปและกลับจากสถาบัน
เธอเดาเอาว่าภาพวาดธารน้ำแข็งยักษ์กับยอดเขาแหลมปรี๊ดนับร้อยๆ ยอดนั้นน่าจะเป็นเทือกเขาเอ็นเดลิซ ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนน้ำแข็ง และภาพวาดเทือกเขาที่ดูแห้งแล้งทุรกันดารนั้นน่าจะเป็นเทือกเขาทางตอนใต้
เธออดสงสัยไม่ได้ว่าชาวเปอร์เซเมียน เรียกเทือกเขาทางตอนใต้ว่าอะไร แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อนั้นแน่ๆ เพราะมันตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศพวกเขานี่นา
แล้วจู่ๆ ชื่อ ‘นิฮายาบรานัน’ ก็ผุดขึ้นมาในหัวเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นคือชื่อเรียกของมันเหรอ?
แล้วฉันไปรู้ชื่อนี้มาจากไหนเนี่ย?
มันน่าจะมีความหมายเกี่ยวกับการสิ้นสุดของแผ่นดิน หรือไม่ก็การสิ้นสุดของจักรวรรดิ ใช่ไหมนะ ที่มีคำศัพท์คำหนึ่งที่แปลว่า ‘แผ่นดิน’ ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ‘จักรวรรดิ’ ในภาษาเปอร์เซเมียน?
แล้วฉันรู้เรื่องนี้ได้ยังไง? เธอสงสัย
อย่าเพิ่งวอกแวกสิ มิเรียนเตือนสติตัวเอง เธอต้องมีสมาธิให้เต็มที่สำหรับการพบปะครั้งนี้
“ท่านเอธวาร์น”
เธอทักทาย พลางค้อมศีรษะให้เล็กน้อย นายกเทศมนตรีคนใหม่เป็นชายร่างท้วม ไว้หนวดเรียวแหลมโค้งงอน และมีรอยยิ้มอบอุ่นเป็นมิตร
เขาช่างแตกต่างจากอัศวินอีกคนที่เธอรู้จักอย่างสิ้นเชิง ผมของเขามีสีดอกเลาแซมอยู่ประปราย แม้ส่วนใหญ่จะถูกซ่อนอยู่ใต้หมวกประจำตำแหน่งก็ตาม
ขนนกแปลกตาสีสันสดใสที่ประดับอยู่ด้านซ้ายของแถบผ้าสักหลาดสีแดงบนหมวกทรงสูง ดูไม่ค่อยเข้ากับชุดนัก แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานที่ต้องประดับมันไว้
“โอ้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองเรียกยศหรอก เรียกแค่เอธวาร์นก็พอ แม่หนู เชิญนั่ง เชิญนั่ง”
เขาผายมือไปยังเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเขา เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ของตัวเอง พลางส่งยิ้มละมุนละไมให้
“แหม เธอดูไม่น่ากลัวเหมือนในข่าวลือที่ฉันได้ยินมาเลยนะ โอ้ นั่นไง แขกอีกคนของเรามาพอดีเลย”
มิเรียนหันไปมองเมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง และหญิงสาวในชุดโค้ตสีแดงทองอันเป็นเอกลักษณ์ก็เดินเข้ามา หล่อนถักเปียผมสีบลอนด์แล้วเกล้าขึ้นอย่างประณีตบรรจง เหมือนกับตอนที่มิเรียนเห็นหล่อนครั้งแรกเป๊ะ ท่าทีเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังของหล่อนก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“ผู้พิพากษาเอด้า” มิเรียนทักทาย
“หืม พวกคุณเคยเจอกันแล้วเหรอ?”
มิเรียนกระแอมไอ “ฉันเดาว่าคงไม่ล่ะมั้งคะ”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ผู้พิพากษาเกิดความระแวง นี่พวกเขาก็คงได้ยินเรื่องลูปเวลาของเธอมาบ้างแล้วล่ะสิ มิเรียนมั่นใจเลยล่ะ
“เอาล่ะ มิเรียนที่รัก ฉันคอยจับตาดูความเป็นไปของเมืองทอร์ร์วิโอลมาเกือบทั้งชีวิต” นายกเทศมนตรีเปิดบทสนทนา
“และฉันกล้าพูดได้เลยว่า ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเธอมาก่อนเลยจนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง และมันก็มาพร้อมกับเรื่องราวที่ น่าทึ่ง ซะเหลือเกิน
ฉันควรจะบอกเธอไว้นะว่า ฉันอุทิศตนเพื่อทอร์ร์วิโอล ที่นี่คือบ้านของตระกูลฉันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว และฉันหมายความว่า อุทิศตน จริงๆ นะแม่หนู นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ฉันได้รับเลือกตั้ง
ชาวเมืองที่นี่รู้ดีว่าฉันจะไม่หอบข้าวหอบของหนีไปง่ายๆ เหมือนอย่างที่มิสเตอร์โวลเดนทำแน่ๆ เพราะงั้น เธอคงจะเข้าใจนะว่าหนึ่งในข่าวลือพวกนั้นมันทำให้ฉัน... กังวลใจเป็นพิเศษ”
“ข่าวลือที่ว่าอคานา แพรเดียร์ จะส่งกองทัพมากวาดล้างเมืองนี้น่ะเหรอคะ?”
“ข่าวลือนั่นแหละ!” นายกเทศมนตรีตอบรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ฉันยอมรับนะว่ามันฟังดูเป็นนิทานหลอกเด็กไปหน่อย—”
“ใช่ค่ะ ฉันโดนว่าแบบนี้ประจำเลย พวกคุณก็รู้ใช่ไหมคะว่าศพพวกนั้นคือสายลับอคานัน? พวกคุณไปตรวจสอบซากปรักหักพังในฐานบัญชาการของพวกมันมาแล้ว พวกคุณต้องเห็นม้วนคัมภีร์นั่นก่อนที่จะส่งมอบมันให้ซ่งเจ่ย ไปถอดรหัสแล้วใช่ไหมล่ะคะ? แถมพวกคุณยังจับกุมสายลับคนที่สองไว้ได้แล้วด้วย—”
นายกเทศมนตรีกระแอมไอ “อดีตนายกเทศมนตรีคนก่อน...” เขาเริ่มอธิบาย
“เขาตายแล้ว” เอด้าพูดแทรก
“เมื่อไหร่คะ?” มิเรียนถามอย่างตื่นตระหนก “ได้ยังไง?”
“มันสำคัญด้วยเหรอ?” นายกเทศมนตรีถาม พลางเลิกคิ้วขึ้น
“สำคัญสิคะ เพราะฉันอาจจะหาทางหยุดมันได้—ในลูปหน้า”
นายกเทศมนตรีเอธวาร์นหันไปสบตากับผู้พิพากษา “อย่างน้อยหล่อนก็ยืนกรานคำเดิมอย่างสม่ำเสมอล่ะนะ เขาตายในวันที่ 6 เดือนโซเลมน่ะ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ?”
ดูเหมือนผู้พิพากษาอยากจะพูดแทรกอะไรบางอย่าง
มิเรียนขบกรามแน่น นั่นมันหลังจากที่ผู้กองมันเดซและนายกเทศมนตรีหายตัวไปนี่นา
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีสายลับอีกคน หรือไม่ก็มีคนไม่อยากให้เขาปริปากพูด หรือไม่หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดก็ไม่ได้หนีไปจริงๆ บ้าเอ๊ย! ทำไมอะไรๆ มันถึงไม่เคยง่ายเลยวะเนี่ย?”
“นั่นน่ะสิ ทำไมกันนะ” นายกเทศมนตรีรับคำ พลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงาน
“ดังนั้น มันก็เลยมี... มันพอจะมีหลักฐานบ่งชี้อยู่บ้างล่ะนะว่ามีพวกอคานันผู้ชั่วร้ายปะปนอยู่ มีเหตุการณ์ประหลาดๆ เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เราอยากให้เกิดขึ้นในเมืองที่แสนดีงามแห่งนี้เลย เป็นกิจกรรมที่สำนักงานของฉันมุ่งมั่นที่จะสืบสาวราวเรื่องให้ถึงต้นตอให้จงได้”
เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ขมวดคิ้วยุ่ง แล้วกระซิบเสียงเบาว่า
“รู้กันแค่สามคนนะ อดีตนายกคนก่อนไม่ได้เก็บบันทึกการทำงานของเขาไว้ดีเท่าไหร่นัก น่าสงสัยสุดๆ แต่อย่างไรก็ตาม เธอคงจะเข้าใจนะว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันเอาไปโยงกับ... ก็นะ พูดไปมันก็ฟังดูไร้สาระ พันธมิตรของเรา! อคานา แพรเดียร์!”
“เชื่อฉันเถอะค่ะว่าฉันเข้าใจ ลำดับเหตุการณ์มันจะเป็นแบบนี้ค่ะ: ในวันที่ 20 เดือนโซเลม จะเกิดการสังหารหมู่ขึ้นที่สถานทูตอคานันในเมืองพาเลนดูริโอ ฉันก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าทำไม ฉันมัวแต่พยายามแก้ปัญหาทางนี้ก่อน จากนั้นก็จะมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นตามมา
เรือสินค้าจะหยุดวิ่งข้ามทะเลริฟต์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะเกิดคลื่นกระแทกเวทมนตร์ ระหว่างที่นี่กับแคร์นเมาธ์ ในวันที่ 22 ซึ่งจะทำให้รางรถไฟพังเสียหาย ส่งผลให้ข่าวสารทุกอย่างที่ส่งมาถึงทอร์ร์วิโอลถูกตัดขาด ยกเว้นนกพิราบสื่อสาร
เมื่อพวกสายลับถูกกำจัดไปส่วนใหญ่แล้ว หวังว่าข้อความเหล่านั้นจะไม่ถูกดักจับอีก แต่พวกคุณก็ควรจะส่งคนที่ไว้ใจได้ไปคอยเฝ้าที่ทำการไปรษณีย์ไว้ด้วยนะ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ากองทัพอคานันจะยกพลขึ้นบกเมื่อไหร่
แต่ฉันรู้แน่ๆ ว่าพวกมันจะบุกโจมตีที่นี่ในคืนวันที่ 28 และพวกอคานันก็กระหายเลือดสุดๆ พวกมันจะฆ่าล้างบางทุกคน พวกมันต้องการ... พวกคุณคงรู้เรื่องโปรเจกต์ลับที่สถาบันกำลังซุ่มทำอยู่ใช่ไหมคะ?”
“ก็พอจะได้ยินมาบ้างล่ะนะ สถาบันกู้เงินไป... เป็นจำนวนมหาศาลเลยล่ะ มันเป็นแค่สัญชาตญาณทางธุรกิจน่ะที่จะพยายามสืบดูว่าพวกเขาต้องการเงินเยอะแยะไปทำอะไร
เเละมีเรื่องตลกเรื่องนึงที่ฉันเพิ่งรู้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ทอร์ร์วิโอลกับสถาบันน่ะ อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล ที่แยกจากกัน
สถาบันมีกฎบัตรของตัวเองภายใต้การดูแลของผู้ว่าการรัฐ กองกำลังยามต้องขึ้นตรงต่อทั้งสำนักงานของฉัน และ จอมเวทสูงสุด ขอทวยเทพคุ้มครองเขา เธอเคยคุยกับจอมเวทสูงสุดลุสไปร์บ่อยไหมล่ะ?”
ทั้งหมดนี้เป็นข่าวใหม่สำหรับมิเรียน ผู้ซึ่งให้ความสนใจเรื่องเขตอำนาจศาลทางการเมืองพอๆ กับตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั่นแหละ
“ไม่เลยค่ะ ฉันเจอเขาแค่... เอ่อ ปีละครั้งเองมั้ง ตอนพิธีเปิดปีการศึกษาน่ะค่ะ หืมม พวกคุณอยากให้ฉันไปสืบเรื่องอะไรเกี่ยวกับเขาเหรอคะ?”
“โอ้ เห็นไหมล่ะ ฉันติดต่อไปที่ห้องทำงานของเขาเพราะ—นี่คือทอร์ร์วิโอลนะ! เราทั้งคู่อาศัยอยู่ที่นี่ การได้มาพบปะพูดคุยกันมันก็คงจะดีไม่น้อย เพื่อร่วมมือกันน่ะเข้าใจไหม แต่กลับได้รับคำตอบว่าเขากำลังยุ่ง ยุ่งอยู่กับเรื่องอะไรนั้น ฉันเดาว่าเราสองคนก็คงได้แต่เดากันไปต่างๆ นานานั่นแหละ”
“เดี๋ยวฉันจะลองสืบดูนะคะ” มิเรียนรับปาก เธอคงต้องเริ่มจากการไปถามเจ่ยกับเซเนก้าก่อน เพราะพวกหล่อนดูจะเปิดเผยข้อมูลมากที่สุดแล้ว
“ฉันคิดว่าการโจมตีทอร์ร์วิโอลมันต้องเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นั้นแน่ๆ แต่... อคานาก็รู้เรื่องนี้มาตั้งหลายปีแล้วนะ มันต้องมี... ฉันไม่รู้สิ บอกตามตรงเลยนะว่าเรื่องการเมืองพวกนี้มันเกินความเข้าใจของฉันจริงๆ
สิ่งที่ฉันบอกได้ก็คือการโจมตีครั้งนี้ถูกวางแผนมาอย่างแยบยลสุดๆ และมันก็ประจวบเหมาะกับตอนที่กองทัพบาราคูเอลกำลังลงจากรถไฟพอดีเป๊ะ ทางเดียวที่กองทัพจะมาถึงที่นี่ทันเวลาก็คือต้องมีใครสักคนไปเกลี้ยกล่อมพวกเขา และคนคนนั้นคงไม่ใช่ฉันแน่ๆ ฉันเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ เองนะ”
นายกเทศมนตรีเอธวาร์นเลิกคิ้วขึ้น “เธอคงพอจะรู้เรื่อง... เอ่อ เหตุการณ์ น่ารังเกียจ ที่กำลังเกิดขึ้นในเปอร์ซามาใช่ไหม?”
“อ้อ เรื่องกบฏน่ะเหรอคะ? เดี๋ยวมันก็ถูกปราบปรามราบคาบเองแหละ บาราคูเอลสามารถถอนกำลังทหารออกจากชายแดนทางใต้ได้แล้ว แค่ดูเหมือนพวกเขายังไม่รู้เรื่องนี้เท่านั้นเอง”
“โอ้ งั้นเหรอ? เป็นข่าวดีเลยนะเนี่ย ฉันคงต้องคอยติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดซะแล้ว”
มิเรียนนึกย้อนกลับไป เดี๋ยวนะ ความจริงมันถูกปราบปรามไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันเพิ่งจะอ่านเจอข่าวนี้ครั้งแรกตอนไหนกันนะ?
เธอเคยคิดว่ามันน่าจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ แต่นั่นแหละ มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด เธอต้องหาวิธีจัดการข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นระเบียบซะแล้ว
กลยุทธ์เดิมในการจดบันทึกให้เป็นระเบียบเรียบร้อยของเธอมันเคยได้ผลดีเยี่ยมสุดๆ ไปเลย—ก่อนที่จะเกิดลูปเวลานี้น่ะนะ
“พวกคุณมีเงินนี่ ฉันขอแนะนำให้เอาไปทุ่มซื้อเหยี่ยวส่งสารให้หมดเลยนะ จำไว้นะคะว่าเหลือเวลาอีกแค่ห้าวันก่อนจะเกิดการสังหารหมู่ที่สถานทูต จากนั้นรางรถไฟก็จะต้องการการซ่อมแซมฉุกเฉิน
ฉันก็บอกได้นะว่าอคานา แพรเดียร์ส่งกองทัพมายังไง—แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกถ้าเราไม่มีทหารคอยตั้งรับ พวกคุณพอจะระดมกองกำลังอาสาสมัครได้ไหมคะ?”
นายกเทศมนตรีลูบคางตัวเอง “ฉันต้องยอมรับเลยนะว่า นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ฉันคาดหวังให้บทสนทนาเป็นไปเลยสักนิด เธอไม่กังวลเรื่องการสืบสวนคดีของ—หมอนั่นชื่ออะไรนะ?—เลยเหรอ?”
ผู้พิพากษาพูดแทรกขึ้นมา “เจอราร์ด วาร์ดริเยอ น่ะ เธอคงรู้จักเขาในชื่อ ‘ผู้ชายที่ตกจากหลังคา’”
มิเรียนมองเอธวาร์น สลับกับผู้พิพากษาเอด้า
“ไม่ค่ะ” เธอตอบ “พวกคุณกำลังคิดว่า... ฉันว่าฉันเก็ตแล้วล่ะ พวกคุณกำลังคิดอยู่ล่ะสิว่าฉันมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเงินอะไรจากเรื่องนี้บ้างใช่ไหม? ขอสาบานเลยนะว่า ฉันไม่สนเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว หนี้เงินกู้ของฉันครบกำหนดชำระเมื่อไหร่คะ? พวกคุณไปสืบมาแล้วใช่ไหมล่ะ?”
นายกเทศมนตรีและผู้พิพากษาสบตากันอีกครั้ง พวกเขาสืบมาแล้วจริงๆ และพวกเขาก็พบว่าหนี้ทั้งหมดนั้นครบกำหนดชำระหลังจากวันที่ 4 เดือนดูอาลา (วันที่ดิเวียร์พุ่งชนโลก)
เธอถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “ทอร์ร์วิโอลจบเห่แน่”
เธอโพล่งออกมา “ฟังนะ ฉันรู้ว่าพวกคุณไม่เชื่อฉันหรอก ฉันชินแล้วล่ะ แต่ยิ่งฉันได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ ในแต่ละลูปมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเข้าใกล้... การค้นหาวิธีช่วยกอบกู้เมืองนี้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น
ถ้ามันมีแง่มุมไหนที่ฉันมองข้ามไป ถ้ามันมีเกมการเมืองบ้าบออะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร แต่ฉัน จะ ช่วยเมืองนี้ให้ได้ ฉันรักที่นี่เกินกว่าจะปล่อยให้มันถูกเผาเป็นจุล จำแค่สิ่งที่ฉันเพิ่งบอกพวกคุณไปก็พอ โอเคไหมคะ?”
“ฉันมีความจำที่ดีเยี่ยมเลยล่ะ” เอธวาร์นพูด พลางเคาะนิ้วชี้ไปที่ขมับตัวเอง
“ท่านอยากให้ดิฉัน...?” เอด้าถาม พลางชี้ไม้ชี้มือไปทางมิเรียน
“ไม่ล่ะ ฉันแค่ไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไร” เขาฉีกยิ้มกว้างแบบเสแสร้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้ากากคนใจดีของเขา แล้วบอกว่า “ขอบคุณที่มานั่งคุยกับฉันนะแม่หนู ขอให้สนุกกับเวลาที่เหลือของวันนะ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบรับ “พวกคุณสองคนก็เช่นกัน”
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องลืมมารยาทนี่นา ตอนที่กำลังจะเดินออกไป เธอสังเกตเห็นเลขานุการคนที่พาเธอมา กำลังรีบยัดอะไรบางอย่างลงในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ท่าทางของเขาดูตื่นตระหนก ซึ่งมันดูแปลกๆ
กระดาษบนโต๊ะของเขาดูเหมือนจะเป็นเอกสารเกี่ยวกับภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่มิเรียนไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย
“รักษาสุขภาพด้วยนะคะ” เธอหันไปบอกเขาพร้อมกับโบกมือและส่งยิ้มตามมารยาท
เธอเดินลงบันไดและมุ่งหน้าออกประตูไปที่ถนน แต่กลับเกือบจะเดินชนเซอร์ นูเรีย เข้าอย่างจัง
“มิเรียน คาสเตรลลา ใช่ไหม?” อัศวินสาวเอ่ยถาม
“เซอร์ นูเรีย! ดีใจที่ได้เจอนะคะ นิโค—เป็นยังไงบ้างคะ”
และแล้ว เมื่อเห็นคิ้วของเซอร์ นูเรียขมวดเข้าหากัน มิเรียนก็นึกขึ้นได้ “อ้อ จริงสิ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนี่นา”
เธอถอนหายใจ “สวัสดีค่ะ ใช่ค่ะ ฉันคือมิเรียน คุณมีธุระอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ?”
นูเรียขบกรามแน่น มิเรียนดูออกเลยว่าหล่อนเกิดความระแวงขึ้นมาทันที
“ไปเดินคุยกันเถอะ ฉันอยากจะสลัดพวกที่สะกดรอยตามเธออยู่ให้หลุดก่อน”
“หืม มีคนสะกดรอยตามฉันด้วยเหรอคะ? คงเป็นคนจากห้องทำงานท่านนายกแหงๆ ฉันรู้ แล้วมีใครอีกไหมคะ?”
“ผู้ช่วยคนหนึ่งของลุสไปร์ แล้วก็สายสืบของกองกำลังยามน่ะสิ” หล่อนกระซิบตอบเสียงเบา “นี่เธอไม่กังวลเลยเหรอ?”
“วันที่ 20 เดือนโซเลม” มิเรียนบอกหล่อน “นั่นคือวันที่คุณจะได้รับจดหมายจากลุงของนิโคลัส ผ่านเหยี่ยวส่งสาร แล้วคุณก็จะตัดสินใจพาเขาหนีไป”
“นี่เธอพูดเรื่อง—ตามมานี่”
นูเรียกระชากคอเสื้อโค้ตของมิเรียนลากเข้าไปในตรอก แล้วดันเธอติดกำแพง
“อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลย” หล่อนไม่ได้ชักอาวุธออกมา แต่จากที่มืออีกข้างของหล่อนวางอยู่ใกล้เข็มขัด มิเรียนก็รู้ได้ทันทีว่าหล่อนพร้อมจะชักอาวุธออกมาได้ทุกเมื่อ
“สงสัยฉันคงจะคาดหวังว่าคุณน่าจะรู้เรื่องอะไรๆ มากกว่านี้ล่ะมั้งคะ” มิเรียนพูดพลางพยักพเยิดไปที่ปืนพกบนเข็มขัดของนูเรีย
“มันจะน่าหงุดหงิดมากเลยนะถ้าคุณเกิดฆ่าฉันขึ้นมา ฉันก็ต้องมานั่งเริ่มทำทุกอย่างใหม่อีกรอบสิเนี่ย ตกลงคุณอยากรู้อะไรล่ะคะ?”
“เธอรู้จักฉันได้ยังไง?”
“ลูปเวลาไงคะ” มิเรียนเริ่มเบื่อหน่ายที่จะต้องมานั่งเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ เธอจึงสรุปย่อๆ ให้ฟัง คราวนี้เธอมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะมากมายจนยากที่จะหาคำอธิบายอื่นมาหักล้างได้: การติวหนังสือในห้องสมุด นิโคลัสชอบกินอะไร เธอรวบรวมคู่มือติวสอบมายังไง ในคู่มือติวสอบมีคำถามอะไรบ้าง และเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับครอบครัวที่นิโคลัสเคยเล่าให้เธอฟังตอนที่การติวใกล้จะจบลง
“งั้นฉันขอถามอีกครั้งนะคะ” มิเรียนย้ำ “จริงๆ แล้วบทสนทนานี้มัน ควรจะ เป็นเรื่องอะไรคะ ก่อนที่ฉันจะทำมันพังน่ะ?”
เธอไม่เคยเห็นนูเรียดูกระวนกระวายขนาดนี้มาก่อนเลย หล่อนปล่อยมือจากเสื้อแจ็คเก็ตของมิเรียน แล้วเริ่มเดินงุ่นง่านไปมา “ฉันตั้งใจ... ฉัน ตั้งใจ จะมาเตือนเธอเรื่องนายกเทศมนตรีเอธวาร์น เขาเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของตระกูลอัลลาร์ด แต่อิทธิพลของพวกเขาก็มีขีดจำกัดนะ พวกเขา—”
“เซอร์ นูเรียคะ ฉันเคารพคุณมากๆ นะ คุณดีกับฉันมาตลอด แต่ได้โปรดฟังฉันให้ชัดๆ นะคะว่า ฉันไม่สนเรื่องพวกตระกูลขุนนางกับเกมการเมืองของพวกนั้นเลยสักนิด ไม่สนเลยจริงๆ ค่ะ”
นูเรียชะงักฝีเท้าแล้วหันขวับมามองหน้ามิเรียน “แต่เธอควรจะเริ่มใส่ใจได้แล้วนะ เพราะเรื่องทั้งหมดนี้มันเกี่ยวโยงกันหมด นั่นแหละคือแก่นแท้ของเรื่องราวทั้งหมดนี้: อำนาจ และใครเป็นคนกุมอำนาจนั้น เธอคิดว่าทำไม—?”
หล่อนเริ่มออกเดินอีกครั้ง พลางกวักมือเรียกให้มิเรียนเดินตามมา “ที่เธอพูดว่าต่อให้เราหนีไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็ต้องตายอยู่ดีน่ะ เธอหมายความว่ายังไง?”
“ฉันหมายความว่ามันไม่มีประโยชน์จริงๆ ค่ะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเอือมระอากับพวก... เรื่องไร้สาระของทุกคนเต็มทนแล้ว เรื่องพวกนี้ เกรดที่คนอื่นได้จากการสอบ รายได้ของแต่ละคน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างคาลิสโตกับนิโคลัส
เกมหักเหลี่ยมเฉือนคมของพวกนักการเมือง สายลับฆ่าคน หรือไม่ก็อาจจะถูกฆ่าทิ้งซะเอง ใครจะได้เป็นนายกเทศมนตรี สงครามในเปอร์ซามา การทรยศของอคานา แพรเดียร์—ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด มันสูญเปล่าไปหมด
ฉันจะบอกเรื่องที่ฉันยังไม่ได้บอกใครในลูปนี้ให้คุณฟังนะ เพราะฉันรู้ว่าคุณเก็บความลับเก่ง: แม้แต่การบุกโจมตีทอร์ร์วิโอลก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในตอนจบ คุณหนีจากสิ่งนี้ไม่พ้นหรอก ดวงจันทร์ดิเวียร์ จะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า และนั่นแหละคือจุดจบของเรื่องทั้งหมดนี้”
“นั่นมันฟังไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย”
“ยินดีต้อนรับสู่โลกของฉันค่ะ” มิเรียนประชด “ดังนั้น สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่—แล้วคุณก็ลองบอกฉันมาสิว่าคุณมีไอเดียที่ดีกว่านี้ไหม—ก็คือการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะช่วยหยุดยั้งเรื่องบ้าๆ นี้ได้
อันดับแรก ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าไอ้โปรเจกต์ลับนั่นมันคืออะไรกันแน่ มันเกี่ยวข้องกับการที่เส้นทางพลังงานเลย์ไลน์ เกิดการปะทุขึ้นมาหรือเปล่า? หรือว่าอคานา แพรเดียร์เป็นตัวการของเรื่องนี้? หรือว่ามันเป็นเรื่องอื่น?
ปัญหาคือ ฉันเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนนึงที่มีทรัพยากรจำกัดและแทบจะไม่มีเส้นสายอะไรเลย ถ้าคุณอยากให้ตระกูลแซคริสตาร์รอดชีวิต คุณก็ต้องช่วยให้ฉันช่วยคุณสิคะ”
นูเรียหยุดเดินกะทันหัน “แสดงว่าเธอ เป็น พวกสิบแปดมงกุฎต้มตุ๋นจริงๆ ด้วยสินะ! เธอแค่สืบรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็เอามาแต่งเรื่องโกหกคำโต จากนั้นก็เรียกร้องขอเงินสินะ ฉันขอชมเลยนะว่าเธอเก่งมากที่สืบรู้เรื่องราวได้เยอะขนาดนี้โดยที่ฉันจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่—”
มิเรียนยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ “ไม่! เลือดแห่งทวยเทพเถอะ นี่คุณไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหม? ฉันไม่ได้ขอเงินสักหน่อย ฉันจะเอาเงินไปทำบ้าอะไรล่ะในนรกทั้งห้าขุมนั่น? เดี๋ยวทุกอย่างมันก็หายวับไปหมดแล้ว!
แต่สิ่งที่ฉันต้องการคืออยากให้มีคนมาช่วยกันสืบดูว่า ทำไมโลกถึงมาถึงกาลอวสานต่างหาก เข้าใจไหมคะ? ปัญหานี้มันใหญ่เกินตัวฉันไปมาก—มันใหญ่เกินกว่า—คือแบบ ฉันไม่รู้จะเริ่มทำความเข้าใจมันยังไงด้วยซ้ำ
แอบกระซิบนะ คุณเป็นคนเข้ามาทักฉันก่อนเอง ฉันแค่อยากจะเตือนความจำคุณหน่อย ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณต้องการอะไรบางอย่างจากฉัน ฉันตั้งใจฟังอยู่นะตอนที่นิโคลัสพล่ามเรื่องทฤษฎีอำนาจตอนที่เขาเบื่อวิชาเล่นแร่แปรธาตุน่ะ แล้วตกลงคุณตั้งใจจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับการให้ฉันไปงัดกับพวกอัลลาร์ดล่ะ? หรือว่ามันเป็นแค่การหลอกใช้ฉันเพื่อผลประโยชน์ของแซคริสตาร์กันแน่?”
นั่นทำเอานูเรียถึงกับหุบปากฉับ
“หืม ฉันทำบทสนทนาครั้งนี้พังไม่เป็นท่าเลยใช่ไหมล่ะ? ช่างมันเถอะ ยังไงซะมันก็ยังมีครั้งหน้าเสมอแหละน่า ไว้ตอนที่คุณได้รับจดหมายฉบับนั้น ช่วยนึกถึงฉันด้วยนะคะ?”
มิเรียนเดินจากไป ทิ้งให้นูเรียยืนมองตามหลัง มิเรียนรู้สึกหงุดหงิดเกินกว่าจะคุยต่อ หงุดหงิดตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด
แน่นอนว่าเรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น ระหว่างทางกลับหอพัก วาเลนมาดักรอเธออยู่ที่สวนแห่งหนึ่งระหว่างกลุ่มตึกหอพัก ใต้ตาของหล่อนคล้ำเป็นวง ราวกับคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“มิเรียน ฉัน... ฉันขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?”
เธอยังคงโกรธเคืองกรุ่นๆ อยู่ในใจขณะที่ภาพบทสนทนากับเซอร์ นูเรียวนเวียนอยู่ในหัว นึกถึงคำพูดมากมายที่เธอควรจะพูดออกไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ได้สิ เรื่องอะไรล่ะ?”
“คือ... ในลูปทั้งหมดที่ผ่านมาน่ะ เราเคย...?”
วาเลนพูดไม่จบประโยค และมิเรียนก็เดาไม่ออกเลยว่าหล่อนกำลังหมายถึงอะไร “เราเคยอะไรนะ?”
ดูเหมือนยัยเด็กนั่นจะตีความคำถามกลับของเธอเป็นคำตอบ หล่อนปล่อยโฮออกมาแล้ววิ่งหนีไป ทิ้งให้มิเรียนยืนงง เธอไม่เคยเห็นวาเลนร้องไห้มาก่อนเลย อะไรทำให้หล่อนเป็นแบบนั้นกันนะ?
เรื่องเวทมนตร์น่ะเธอพอจะรับมือไหว ขอแค่ฝึกฝนเยอะๆ ก็พอ แต่สิ่งที่เธอต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนจริงๆ คือการทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นี่แหละ