- หน้าแรก
- อย่าเรียกผมว่าเทพมาร
- บทที่ 330 - ศรัทธาในแสงสว่าง หรือศรัทธาในพวกรีต
บทที่ 330 - ศรัทธาในแสงสว่าง หรือศรัทธาในพวกรีต
บทที่ 330 - ศรัทธาในแสงสว่าง หรือศรัทธาในพวกรีต
บทที่ 330 - ศรัทธาในแสงสว่าง หรือศรัทธาในพวกรีต
คฤหาสน์บารอนแฟรงคลิน
ความเปลี่ยนแปลงอันผิดปกติที่เกิดขึ้นด้านนอก ดึงดูดความสนใจของบารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ในตระกูลเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ว่า ในเวลานี้จิตใจของพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนจดจ่ออยู่กับเรื่องอื่น
"ฮือๆ..."
ท่านย่าของเกล หรือก็คือภริยาท่านบารอน กอดภาพวาดวัยเด็กของเกลที่จ้างจิตรกรวาดไว้แน่น ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ
"ยอดรักของข้า แก้วตาขวัญใจของข้า หลานรักของข้า..."
"...เหตุใดเจ้าถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายไปได้เล่า!"
บารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าเองก็มีสีหน้าโศกเศร้าเช่นกัน
ภายในห้องโถงของคฤหาสน์ที่ใช้สำหรับต้อนรับแขก จัดการประชุม และรับประทานอาหารในยามปกติ บัดนี้ถูกประดับประดาไปด้วยม่านและผ้าโปร่งสีขาวเต็มไปหมด
ตามธรรมเนียมของอาณาจักรเรยัค
ภายในเจ็ดวันหลังจากผู้ตายจากไป สมาชิกในครอบครัวจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าศพอยู่ข้างโลงศพของเขาทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก
เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องดวงวิญญาณของเขาไม่ให้ถูกแปดเปื้อน เพื่อให้สามารถเข้าสู่ดินแดนเทพของเทพเจ้าที่เขาศรัทธาได้อย่างราบรื่น หรือไม่ก็สลายไปในฟ้าดิน
หลังจากตายไปแล้วจะสามารถเข้าสู่ดินแดนเทพได้จริงหรือไม่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แต่ถึงอย่างไรธรรมเนียมนี้ก็สืบทอดต่อกันมาเช่นนี้
การกระทำที่เกลดื่มโอสถเวทหลับสงบรวดเดียวจนหมด แม้เขาจะบอกกล่าวให้คนในครอบครัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อได้เห็นเขาสิ้นเสียงหัวใจเต้นและหยุดหายใจไปต่อหน้าต่อตา สภาพจิตใจของคนในตระกูลบารอนแฟรงคลินก็พังทลายลงอยู่ดี
ตายก็คือตาย
พวกเขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปเชิญห้าสุดยอดแห่งแสงสว่างมาใช้วิชาเทวะคืนชีพขั้นสูงเสียหน่อย เด็กดีๆ คนหนึ่ง ไปศึกษาที่ท่าเรือกริมเพียงรอบเดียว เหตุใดพอกลับมาถึงได้ทำตัวราวกับถูกเทพมารเทความแปดเปื้อนใส่จนต้องรนหาที่ตายด้วยตนเองเช่นนี้เล่า
ปรากฏการณ์ราตรีชั่วนิรันดร์ภายนอก บารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าสังเกตเห็นแล้ว ทว่าเขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจ
กำแพงของคฤหาสน์บารอนแข็งแกร่งและพึ่งพาได้มากพอ
กำแพงหินหนาทึบที่สูงกว่าสามเมตร เพียงพอที่จะสกัดกั้นการโจมตีอันตรายส่วนใหญ่ได้
ภายนอกจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ในช่วงไม่กี่วันนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขาต้องการปกป้องดวงวิญญาณให้หลานชายของตนอย่างดีที่สุด
จนกระทั่ง ด้านนอกคฤหาสน์ของตระกูลมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นเป็นระลอก
มีทั้งเสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง และเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกจากสาเหตุอันใดก็ไม่อาจทราบได้
บารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น
การเฝ้าศพเจ็ดวันจำเป็นต้องรักษาสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ ในช่วงหลายวันนี้คนรับใช้ในคฤหาสน์ยังไม่มีผู้ใดกล้าพูดคุยเสียงดังเลยด้วยซ้ำ
ผลปรากฏว่าตอนนี้กลับถูกเสียงอึกทึกด้านนอกทำลายความสงบลงเสียแล้ว
บารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าพรูลมหายใจออกมายาวๆ
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตูคฤหาสน์
เขาต้องไปดูให้รู้แน่ว่าผู้ใดกำลังส่งเสียงดังอยู่ด้านนอก และจะไล่พวกมันไปให้หมด
เขาผลักประตูคฤหาสน์ออกอย่างเกรี้ยวกราด
ทว่ายังไม่ทันได้ระบายโทสะ บารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าก็พลันเห็นร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งอยู่หน้าประตู
เขายกมือขึ้นขยี้ตาตามสัญชาตญาณ
ขยี้ตาอีกครั้ง
แล้วเพ่งมองอย่างละเอียด
ร่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้หายไป
เขาไม่ได้ตาฝาด
เกล แฟรงคลินปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเขาแบบตัวเป็นๆ!
ด้านหลังยังมีชาวเมืองกลุ่มใหญ่ที่ส่งสายตาเร่าร้อนตามมาด้วย
สมองของบารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าพลันขาวโพลนไปในทันที
"หลานชายของตนยังไม่ตายงั้นหรือ"
"ไม่ถูกต้องสิ!"
"หากหลานชายยังไม่ตาย แล้วคนที่นอนอยู่ในโลงศพในบ้านนั่นคือผู้ใดกันเล่า!"
สมองของบารอนแฟรงคลินผู้เฒ่าหยุดทำงานไปแล้ว
คนแก่ที่อายุมากมักจะรับความกระทบกระเทือนจิตใจไม่ค่อยไหว
เขาหายใจไม่ทันจนแทบจะตาเหลือกเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น
เกลตกใจมาก เขารีบล้วงเอาหนังสือคัมภีร์แห่งแสงสว่างเล่มบางๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วสะบัดวิชาเทวะรักษาขั้นรองออกไป
ด้วยกลัวว่าท่านปู่จะตกใจจนช็อกหมดสติไปจริงๆ
ตอนไม่ใช้ก็ไม่เท่าใด แต่พอใช้วิชาเทวะแห่งแสงสว่างออกมา ทุกคนก็ถึงกับตะลึงงัน!
ในเมืองเรเวน ทุกคนต่างรู้จักตระกูลบารอนแฟรงคลินเป็นอย่างดี
ชายผู้มีพื้นเพเป็นนักรบมาเปิดร้านขายโอสถเวท แล้วเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักปรุงโอสถเวท
ตระกูลนี้สมควรจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับศาสนจักรแห่งแสงสว่างเลยมิใช่หรือ
แล้วเหตุใดเกลเพียงแค่ยกมือขึ้น ก็สามารถใช้วิชาเทวะของเทพแห่งแสงสว่างออกมาได้เล่า!
อีกทั้ง ชาวเมืองรอบๆ ล้วนเคยเห็นมากับตา เกลเพิ่งจะอ้างตัวว่าเป็นจอมเวทย์ระดับสามแท้ๆ
ตอนนี้กลับกลายเป็นนักบวชแห่งแสงสว่างไปเสียแล้ว!
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้
คนที่ก้าวออกมาเผชิญหน้า ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผู้คนยอมรับนับถือได้มากเท่านั้น
"ใต้เท้าเกล ที่แท้ท่านก็กลายเป็นผู้ใช้พลังที่ถูกเลือกโดยเทพแห่งแสงสว่างไปแล้ว!"
"ดีเหลือเกิน ดีเหลือเกิน มีท่านนักบวชแห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่างอยู่ พวกเราก็รอดแล้ว!"
"สรรเสริญเทพแห่งแสงสว่าง!"
"ใต้เท้า กองกำลังศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมาช่วยพวกเราในเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่ขอรับ!"
"เมื่อใดท้องฟ้าถึงจะสว่างหรือขอรับใต้เท้า"
ชาวเมืองรุมล้อมเกลพลางส่งเสียงถามไถ่กันเซ็งแซ่
ปฏิกิริยาแรกของทุกคนล้วนเป็นการรอคอยให้สิ่งที่เรียกว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกตน
เพราะในอดีตล้วนเป็นเช่นนี้เสมอมา
ทุกครั้งที่มีอันตรายเกิดขึ้น
ศาสนจักรแห่งแสงสว่างมักจะปรากฏตัวในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพื่อช่วยเหลือคนธรรมดาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างพวกเขา
เกลขมวดคิ้ว
เกลรู้ดีว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างในแคว้นซีลอนส่งกองกำลังศักดิ์สิทธิ์เพียงส่วนน้อยออกไปปกป้องคนธรรมดาในเมืองซีลอน โดยไม่ได้ให้การสนับสนุนหมู่บ้านหรือเมืองอื่นเลย
นี่คือสิ่งที่เขาได้รับรู้จากสหายคนอื่นๆ ในศาสนจักรแห่งการแสวงหาความรู้ผ่านทางผู้ส่งสารพริบตา
ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
แต่อย่างน้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้ การสนับสนุนจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างย่อมไม่มาถึงเมืองเรเวนอย่างแน่นอน
ในเวลานี้ ผู้ที่สามารถช่วยเหลือคนธรรมเหล่านี้ได้ มิใช่ศาสนจักรแห่งแสงสว่าง แต่เป็นเหล่าผู้ศรัทธาของเทพแห่งการแสวงหาความรู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกรีตต่างหาก
เกลสูดลมหายใจเข้าลึก
บนร่างของเขายังคงมีผลลัพธ์ของเวทขยายเสียงอยู่ เสียงของเขายังคงดังก้องไปถึงหูของชาวเมืองทุกคนที่เขาเพิ่งช่วยเหลือมาได้อย่างชัดเจน
"ทุกท่าน... ข้าจะบอกความจริงแก่พวกท่านก็แล้วกัน"
"ข้ามิใช่นักบวชของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง"
"และการสนับสนุนจากกองกำลังศักดิ์สิทธิ์ ก็เกรงว่าคงจะมาไม่ถึงที่นี่ในเวลาอันสั้นนี้หรอก"
"ข้าศรัทธาในเทพแห่งการแสวงหาความรู้โนเวน และได้รับโองการที่พระองค์ประทานลงมา เพื่อให้ปกป้องความปลอดภัยของทุกท่านอยู่ที่นี่!"
"แต่ข้าจะไม่ปกป้องพวกที่มองว่าพวกเราเป็นพวกรีตหรอกนะ"
"หากพวกท่านยินดีเชื่อใจข้า เช่นนั้นก็จงรั้งอยู่ที่คฤหาสน์แฟรงคลินแห่งนี้"
"กำลังเสริมจากผู้ศรัทธาแห่งการแสวงหาความรู้กำลังเร่งเดินทางมา พวกเราจะคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ และปกป้องพวกท่านไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการรบกวนของเทพมาร!"
"หากพวกท่านไม่ยินดีที่จะเชื่อใจ ก็ไม่เป็นไร"
"ข้าจะไม่ขัดขวางหากพวกท่านต้องการออกไปจากที่นี่เพื่อตามหาศาสนจักรแห่งแสงสว่าง หรือศาสนจักรอื่น หรือกองทัพหลวง หรือสรุปก็คือความช่วยเหลือจากกองกำลังอื่นใดก็ตาม"
"ตัดสินใจเลือกเถิด"
"จะเชื่อใจพวกเราแล้วรั้งอยู่ที่นี่ หรือจะจากไป!"
สถานการณ์ในขณะนี้ ศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะนิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหวก็ดี หรือจะเอาตัวเองไม่รอดก็ช่าง
ต้นตอที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามจากเทพมารคือท่านเคาต์หญิงแห่งแคว้นซีลอน นั่นหมายความว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วทั้งแคว้นซีลอนจะเข้าสู่สภาวะอัมพาตในช่วงเวลานี้ สิ่งที่เรียกว่าการขับไล่พวกรีตก็จะไร้ผลไปด้วย
หรือจะกล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ขอเพียงไม่ใช่ผู้ศรัทธาในเทพมาร เป้าหมายของทุกคนก็สมควรจะเป็นการหยุดยั้งภัยคุกคามจากเทพมาร
กองกำลังใดล้วนเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น
ผู้ศรัทธานอกรีตก็มีโอกาสหลั่งไหลเข้ามาในแคว้นซีลอนอย่างเปิดเผยและชอบธรรมแล้ว!
เกลจึงหงายไพ่ในมือออกมาโดยตรง
"พวกท่านเชื่อว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะรีบมาช่วยเหลือพวกท่านในเร็วๆ นี้"
"หรือจะเชื่อใจพวกเราเล่า"
...
[จบแล้ว]