- หน้าแรก
- เริ่มจากหมาป่าหิวโซ สู่ราชันผู้กลืนดวงดาว
- บทที่ 99+100 - สังคมสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยสีสัน
บทที่ 99+100 - สังคมสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยสีสัน
บทที่ 99+100 - สังคมสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยสีสัน
บทที่ 99+100 - สังคมสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยสีสัน
"ราคาเท่าไหร่" สวีหยางเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
ใบหน้าวานรของอาซิ่นรีบฉีกยิ้มกว้าง มันถูมือไปมาพลางตอบ "สองพันล้านคริสตัลคุ้มภัยขอรับ"
พอได้ยินราคา คิ้วของสวีหยางก็เลิกขึ้นทันที มุมปากยกยิ้มเย็นชา "สองพันล้านคริสตัลคุ้มภัยงั้นเหรอ อาซิ่น แกปล้นกันชัดๆ เลยนี่หว่า"
ยานรบของดัดลีย์ลำนั้นเพิ่งจะราคาแค่สี่สิบล้านคริสตัลคุ้มภัยเอง เจ้านักล่าอวกาศลำนี้ก็เป็นยานรบโลหะผสมระดับบีเหมือนกันแท้ๆ แต่ราคาดันพุ่งปรี๊ดไปถึงห้าสิบเท่า สวีหยางไม่มีทางยอมเป็นหมูตู้ให้ฟันหัวแบะหรอก
อาซิ่นรีบอธิบายเป็นพัลวัน "นายท่านขอรับ นี่มันนักล่าอวกาศรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเลยนะขอรับ มูลค่าของมันไม่ได้อยู่ที่สมรรถนะอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความหายากและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย แถมท่านต้องเข้าใจนะขอรับว่าการออกแบบและวัสดุทุกชิ้นของยานลำนี้ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ต้นทุนก็ต้องแพงเป็นธรรมดา กว่าจะขนส่งมาจากเขตดาราวายุละโมบได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอเลยล่ะขอรับ"
สวีหยางส่ายหน้า เรื่องตุกติกในต้นทุนการจัดซื้ออะไรนั่นเขาไม่รู้หรอก แต่เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าราคาที่เสนอมาจะเป็นราคาลดสุดๆ แล้ว ยังไงก็ต้องขอต่อราคาดูก่อน
"แปดร้อยล้านคริสตัลคุ้มภัย"
จากประสบการณ์ในชาติก่อน กฎเหล็กของการต่อราคาคือเจอกันครั้งแรกต้องหั่นครึ่งราคาไว้ก่อน
เปิดฉากมาก็ใช้ดาบหั่นราคาซะเลือดสาดเลย
ใบหน้าของวานรจอมพลังอาซิ่นยับยู่ยี่กลายเป็นมะเขือม่วงโดนน้ำค้างแข็งในพริบตา "นายท่าน ท่านต่อราคาโหดเกินไปแล้วนะขอรับ" น้ำเสียงของอาซิ่นแฝงไปด้วยความจนใจและตกตะลึง มันนึกไม่ถึงเลยว่าสวีหยางจะหั่นราคาหายไปเกินครึ่งแบบนี้
"ต้นทุนกับค่าขนส่งของเจ้านักล่าอวกาศลำนี้ก็สูงลิบลิ่วอยู่แล้ว แถมยังเป็นรุ่นลิมิเต็ดอีก แปดร้อยล้านคริสตัลคุ้มภัยนี่แค่ต้นทุนยังไม่ได้เลยนะขอรับ"
...
ระหว่างที่สวีหยางกำลังต่อราคาอย่างดุเดือดกับอาซิ่นเจ้าของร้าน วงแหวนดาราของเขาก็สว่างวาบขึ้นมา มันคือข้อความจากโรงรับจำนำรุ่งโรจน์
สวีหยางก้มมองวงแหวนดาราแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกตัวเลขชุดหนึ่งให้เจ้าของร้านวานรจอมพลัง "เถ้าแก่อาซิ่นแกลองกลับไปคิดดูดีๆ ก็แล้วกัน นี่เบอร์ติดต่อของฉัน ถ้าตกลงราคานี้ก็โทรมา"
พูดจบเขาก็ไม่สนใจอาซิ่นที่กำลังอ้าปากค้าง สวีหยางหมุนตัวเดินออกจากร้านไปทันที
ชั่วพริบตาเดียว
สวีหยางก็มาถึงสถานที่ที่โรงรับจำนำรุ่งโรจน์ส่งมาให้ มันคือแผ่นผนังกำแพงที่อยู่ตรงขอบตลาดมืด
อสูรเถื่อนจอมพลังรูปร่างหน้าตาคล้ายหอยทากขนาดยักษ์สองตัวกำลังแบกเปลือกหอยรอรับคำสั่งอยู่ริมกำแพง พอปีศาจงูสาวแสนสวยที่เป็นคนนำทางเห็นสวีหยางมาถึงก็รีบเดินยิ้มร่าเข้ามาต้อนรับ "นายท่าน อสูรเถื่อนจอมพลังสองตัวเตรียมพร้อมไว้ให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ออกเดินทางได้เลย"
นี่คือบริการขนส่งที่เขาเรียกใช้จากโรงรับจำนำรุ่งโรจน์ ก็แหงล่ะ เขามีคริสตัลวายุละโมบอัดแน่นเต็มห้องเก็บสินค้าเลยนี่นา ในเมื่อไม่มีอุปกรณ์มิติสำหรับเก็บของ การฝากเงินไว้ในบัตรก็ถือเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดแล้ว ขืนให้เขาแบกเหรียญใส่กระสอบไปซื้อยานรบมันก็คงจะดูตลกพิลึก
สวีหยางเหลือบมองไปที่เปลือกหอยบนหลังของอสูรเถื่อนจอมพลังแต่ละตัว มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งห้ากิโลเมตร ดูท่าทางนี่คงจะเป็นวิธีการขนส่งของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรสินะ
ก็จริงของมัน ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬารของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร ถ้าจะใช้รถบรรทุกวิ่งไปวิ่งมา รถคันนั้นก็ต้องคันใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ไม่งั้นคนขับจะเข้าไปนั่งไม่ได้ สู้ใช้อสูรเถื่อนจอมพลังแบบนี้มาคอยแบกหามไม่ได้หรอก ทั้งกินน้อย อึดถึกทน แถมที่สำคัญคือราคาถูกด้วย
"ไปกันเถอะ"
สวีหยางปรายตามองอสูรเถื่อนจอมพลังทั้งสองตัวแล้วพยักหน้า
ครืด
ผนังกำแพงแยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นช่องอุโมงค์สว่างไสวขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าสิบกิโลเมตร กว้างพอให้อสูรเถื่อนจอมพลังมุดเข้าไปได้สบายๆ
พื้นอุโมงค์ที่โค้งมนถูกปูด้วยรางเลื่อนคริสตัลผิวเรียบกริบ ซึ่งออกแบบมาให้พอดีกับระยางค์ของอสูรเถื่อนจอมพลังเป๊ะ
สวีหยางเดินตามปีศาจงูสาวและอสูรเถื่อนจอมพลังทั้งสองตัวเข้าไปในอุโมงค์ยักษ์นี้
ภายในอุโมงค์มีแสงสว่างเพียงพอ บนผนังฝังคริสตัลเรืองแสงคอยส่องสว่างนำทาง รางเลื่อนคริสตัลสะท้อนแสงไฟนวลตา มันช่วยค้ำยันและเป็นเส้นทางลื่นไหลให้อสูรเถื่อนจอมพลังเคลื่อนที่ไปได้อย่างมั่นคง
ดูภายนอกอสูรเถื่อนจอมพลังอาจจะดูเชื่องช้าเทอะทะ แต่ความจริงแล้วพวกมันเคลื่อนที่ได้เร็วทีเดียว การขยับตัวคืบคลานแต่ละครั้งสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ไกลถึงสองสามกิโลเมตร ระยางค์ของพวกมันสอดรับกับรางเลื่อนได้อย่างแม่นยำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวดูทรงพลังสุดๆ
สวีหยางเดินตามหลังพวกมันไป พลางซึมซับประสบการณ์การขนส่งที่มีเฉพาะในหมู่สัตว์อสูรเท่านั้น
ดาวหาดเมเปิลทั้งดวงคือของวิเศษที่หลอมขึ้นจากโลหะ ภายในดวงดาวเต็มไปด้วยท่อส่งพลังงานมากมายหลายเส้นทาง
ด้วยอำนาจและอิทธิพลอันล้นฟ้าของตลาดมืด ในยามที่ดาวหาดเมเปิลไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ท่อส่งพลังงานเหล่านี้ก็กลายมาเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าของพวกมัน ทะลุทะลวงเชื่อมต่อกันไปทุกทิศทุกทาง สวีหยางเดินตามปีศาจงูสาวมาจนถึงท่าจอดอวกาศได้อย่างง่ายดาย
ใช่แล้ว ตลาดมืดมีเส้นทางขนส่งที่ยิงตรงมาถึงท่าจอดอวกาศเลย
...
สองชั่วโมงต่อมา
สวีหยางเดินออกมาจากประตูหน้าของโรงรับจำนำรุ่งโรจน์อีกครั้ง คราวนี้เงินฝากในบัตรของเขาไม่ใช่แค่ร้อยกว่าล้านอีกต่อไป แต่พุ่งกระฉูดไปถึงสองพันหกร้อยหกสิบล้านแล้ว!
จากข้อมูลที่เขาเลียบเคียงถามมาจากปีศาจงูสาว ยอดฝีมือระดับเจ้าอาณาเขตทั่วไปก็มีทรัพย์สินเฉลี่ยแค่หมื่นกว่าล้านเท่านั้นแหละ
ถึงตอนนี้เขาจะมียอดเงินแค่หนึ่งในสี่ของมาตรฐานทั่วไป แต่สวีหยางก็ไม่ได้ท้อแท้เลย กลับรู้สึกคึกคักฮึกเหิมซะด้วยซ้ำ ระดับเจ้าอาณาเขตตัวอื่นๆ เขาต้องใช้เวลาสะสมเงินกันเป็นพันเป็นหมื่นปี แต่เขาใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็ได้เงินมาตั้งขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้พอใจได้ยังไงล่ะ
"ยานรบน่ะยังไงก็ต้องซื้อ ความปลอดภัยต้องมาก่อน" สวีหยางเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย พลางมุ่งหน้าไปหาร้านขายยานรบร้านอื่น
เมื่อกี้อาซิ่นก็ยังไม่โทรมาเลย สงสัยคงไม่ตกลงขายราคานั้นแน่ๆ
"เรื่องที่สองก็คือทรัพยากรระดับจักรวาล เรื่องนี้แหละปัญหาใหญ่เลย" สวีหยางขมวดคิ้วแน่น จากที่เขาเคยอ่านนิยายต้นฉบับในชาติก่อน สัตว์อสูรระดับจักรวาลบนดาวหาดเมเปิลก็ไม่ได้เป็นขยะที่ใครจะมาบี้เล่นได้ง่ายๆ หรอกนะ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมีหน้ามีตากันทั้งนั้น
แถมเขายังไม่เห็นว่าที่นี่จะมีการค้าทาสอะไรเทือกนั้นเลย ที่พอจะมีก็แค่ร้านขายเสบียงเลือดเนื้อเท่านั้น เขาเคยลองแวะเข้าไปดูสองร้าน สินค้าส่วนใหญ่ก็มีแต่ระดับดาวฤกษ์กับระดับดาวเคราะห์ ถ้าอยากได้เสบียงระดับจักรวาล นอกจากจะต้องสั่งจองล่วงหน้าแล้ว ยังต้องจ่ายเงินก้อนโตอีกต่างหาก
"แค่เสบียงระดับจักรวาลขั้นหนึ่งตัวเดียว ดันกล้าเรียกราคาตั้งสองร้อยล้านคริสตัลคุ้มภัย ปล้นกันชัดๆ" สวีหยางเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ เลยยังไม่ค่อยรู้ราคาตลาดที่แท้จริง แต่พอลองคิดดูว่ายอดฝีมือระดับเจ้าอาณาเขตทั่วไปควักเงินหมดหน้าตักยังซื้อเสบียงระดับจักรวาลขั้นหนึ่งได้แค่ห้าสิบตัว มันก็ฟังดูไร้สาระสิ้นดี
ค่าครองชีพในเขตสงครามนี่มันวิปริตผิดเพี้ยนจริงๆ
เขาถอนหายใจยาวๆ สลัดความหงุดหงิดทิ้งไป ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะก็แล้วกัน ถ้าหมดหนทางจริงๆ ก็ค่อยไปสมัครเป็นทหารที่แนวหน้าเอาละกัน ในสมรภูมิรบแบบนั้นยังไงก็มีสัตว์อสูรระดับจักรวาลให้ล่าไม่อั้นอยู่แล้ว
ระหว่างที่สวีหยางกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในร้านขายยานรบร้านใหม่ จู่ๆ ก็มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาที่วงแหวนดาราของเขา
"ใครน่ะ"
"นายท่าน ข้าน้อยเองขอรับ แปดร้อยล้านก็แปดร้อยล้าน ข้าน้อยตกลงขายให้ท่านเลยขอรับ" เสียงคุ้นหูที่ดังมาจากวงแหวนดาราก็คือเสียงของเจ้าของร้านขายยานรบสัจจะนั่นเอง
...
สิบนาทีต่อมา สวีหยางก็กลับมาที่ร้านขายยานรบสัจจะอีกครั้ง
กลิ่นอายของเครื่องจักรและโลหะอันคุ้นเคยลอยมาปะทะจมูกอีกหน
อาซิ่นเจ้าของร้านกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเครื่องรูดบัตรหลังเคาน์เตอร์ ปากก็บ่นพึมพำพร้อมกับยิ้มแหยๆ "ท่านนี่เป็นนักเจรจาต่อรองตัวยงเลยนะขอรับ สกิลหั่นราคานี่เข้าขั้นเทพเจ้าเลยทีเดียว" นิ้วมือของมันกดตัวเลขจำนวนเงินบนเครื่องรูดบัตรอย่างคล่องแคล่ว
"แปดร้อยล้านคริสตัลคุ้มภัยนี่สุดๆ แล้วจริงๆ นะขอรับ ถ้าท่านต่อลงไปอีกนิดเดียว ข้าน้อยคงได้ขาดทุนย่อยยับแน่ๆ" อาซิ่นบ่นพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเจือไปด้วยความจนใจ การขายยานรบมันกำไรมหาศาลอยู่แล้ว จะไปขาดทุนได้ยังไงล่ะ ก็แค่ได้กำไรน้อยลงนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ที่มันพูดก็แค่อยากให้สวีหยางได้ยินก็เท่านั้น พ่อค้าก็ย่อมเห็นแก่ผลกำไรเป็นธรรมดา เรื่องนี้มันเป็นสัจธรรมของโลกอยู่แล้ว
"ฮ่าฮ่าฮ่า สินค้าก็ต้องมีการหมุนเวียนสิ ของที่ขายออกไปแล้วเท่านั้นแหละถึงจะมีมูลค่า ขืนเก็บดองไว้กับตัวก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกน่า" สวีหยางหัวเราะร่า แค่ซื้อยานรบมาได้ในราคาแปดร้อยล้านเขาก็ดีใจตายแล้ว จะให้คนอื่นขายให้ในราคาต้นทุนมันก็เป็นไปไม่ได้หรอก
เขาไม่ได้โลกสวยขนาดนั้นซะหน่อย
"เดี๋ยวพอท่านจ่ายเงินมัดจำครึ่งนึงเสร็จ ข้าน้อยจะพาท่านไปรับของที่โกดังเลยนะขอรับ พอไปถึงแล้วท่านค่อยจ่ายส่วนที่เหลือ" อาซิ่นอธิบายพลางยื่นเครื่องรูดบัตรให้สวีหยาง
ของชิ้นเบ้อเริ่มเทิ่มที่มีความยาวสี่สิบเก้ากิโลเมตร กว้างสิบห้ากิโลเมตร และสูงตั้งสิบกิโลเมตร ไม่มีทางเก็บไว้ในตลาดมืดได้หรอก พวกร้านขายยานรบแบบอาซิ่นก็ต้องไปเช่าโกดังขนาดใหญ่ในท่าจอดอวกาศเพื่อเก็บสินค้ากันทั้งนั้นแหละ