เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - สัมผัสแสงสุดโกง

บทที่ 80 - สัมผัสแสงสุดโกง

บทที่ 80 - สัมผัสแสงสุดโกง


บทที่ 80 - สัมผัสแสงสุดโกง

ทัศนวิสัยของสวีหยางในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่น้ำทะเลสีฟ้าใสอีกต่อไป คลื่นน้ำรอบกายราวกับกลายเป็นฉากรับภาพสีเขียว ส่วนสิ่งมีชีวิตในทะเลที่แหวกว่ายไปมาก็กลายสภาพโปร่งแสง

สิ่งมีชีวิตในทะเลระดับผู้ฝึกหัดต่างเปล่งแสงสีขาวจางๆ ออกมาทั่วร่าง มองดูแทบจะประกอบขึ้นจากจุดแสงสีขาวทั้งหมด

"นี่คือโลกภายใต้การรับรู้ของ 'สัมผัสแสง' สินะ"

สวีหยางใช้พลังต้นกำเนิดจับกุ้งก้ามกรามยักษ์ความยาวกว่าสามเมตรมาตัวหนึ่ง ทันทีที่กุ้งก้ามกรามยักษ์ถูกดึงมาอยู่ตรงหน้าสวีหยาง มันก็ดีดตัวอย่างแรง ดิ้นรนสุดชีวิต จุดแสงสีขาวทั่วร่างของมันก็ยิ่งสว่างวาบเจิดจ้าขึ้นตามไปด้วย

"ระดับผู้ฝึกหัดดูไม่ออกถึงความลึกล้ำเท่าไหร่ ต้องหาพวกระดับดาวเคราะห์ที่ควบแน่นดวงดาวจำลองได้แล้วถึงจะเห็นผล"

หลังจากจับกุ้งก้ามกรามมาเขย่าเล่นสองสามที สวีหยางก็โยนมันทิ้งไปอย่างผิดหวัง

ฟุ่บ!

สวีหยางตวัดหาง พุ่งตัวออกจากรอยแยกใต้ทะเลดุจตอร์ปิโดความเร็วเหนือเสียง แหวกว่ายไปตามแนวปะการังที่มืดมิดเพื่อค้นหาเป้าหมาย ปกติแล้วดงปะการังแบบนี้มักจะมีสัตว์อสูรระดับจ้าวถิ่นยึดครองอยู่

ในสายตาของเขา สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่เกิดจากจุดแสงสีขาวแหวกว่ายไปมาไม่หยุดหย่อน ราวกับศิลปินเอกได้ตวัดพู่กันเพียงไม่กี่เส้นเพื่อจำลองโลกใต้ทะเลให้ออกมาเป็นภาพสเก็ตช์ที่เรียบง่ายที่สุด

"เจอตัวแล้ว!"

สวีหยางหันซ้ายหันขวาสอดส่องไปทั่วก้นสมุทร และในที่สุด ที่ปลายสุดสายตาเขาก็พบเข้ากับกลุ่มก้อนแสงสีขาวที่สว่างไสวบาดตา!

ตู้ม!

สวีหยางทะลวงผ่านม่านน้ำพุ่งตรงเข้าไปหากลุ่มแสงสีขาวนั้นราวกับเทพเจ้าจุติ

นี่คือหอยกาบยักษ์ที่ปิดฝาสนิทอยู่ เส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่สุดยาวกว่าสิบเมตร ผิวของมันมีสีสันที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างยอดเยี่ยม ประกอบกับการที่มันฝังตัวลงไปในทรายครึ่งหนึ่ง ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นสุดๆ

ก๊อก ก๊อก!

"มีใครอยู่ไหม"

สวีหยางค่อยๆ ยื่นกรงเล็บหมาป่าออกไปเคาะเบาๆ ที่ฝาหอย เขาไม่กล้าออกแรงมากนัก เพราะสำหรับเขาแล้วเปลือกหอยกาบระดับดาวเคราะห์นั้นเปราะบางเกินไป ขืนออกแรงนิดเดียวมีหวังแทงทะลุแน่นอน

พ่น พ่น

หอยกาบยักษ์ที่ปิดเปลือกนอนหลับอยู่ถูกสวีหยางกวนจนตื่น เดิมทีมันตั้งใจจะเปิดเปลือกออกมาสั่งสอนผู้บุกรุกไร้มารยาทสักหน่อย แต่กลิ่นอายความน่าสะพรึงกลัวที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยแยกของเปลือกหอยกลับทำให้มันใจสั่นรัว รีบหุบเปลือกให้แน่นกว่าเดิมแล้วมุดหนีลงทรายไปสองสามก้าว

ถึงแม้เปลือกหอยจะไม่ได้เปิดออก แต่สวีหยางก็เห็นในสิ่งที่เขาต้องการเห็นแล้ว

หอยกาบยักษ์มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสิบเมตร แต่ในสายตาของเขา กลุ่มแสงสีขาวนั้นกลับมีขนาดเพียงหนึ่งเมตร ส่วนอื่นๆ ของหอยกาบดูราวกับไร้ตัวตน... ทว่าหลังจากที่สวีหยางเคาะเปลือกหอย กลุ่มแสงสีขาวก็พลันสว่างจ้า สายธารแสงสีขาวสายเล็กสายน้อยนับร้อยสายแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม ดูจากรูปร่างสุดท้ายของเครือข่ายสายธารแสงแล้ว มันช่างดูคล้ายกับเส้นชีพจรไม่มีผิด และเมื่อเส้นชีพจรเหล่านั้นขยายตัวออกไป กลิ่นอายพลังต้นกำเนิดบนตัวของหอยกาบยักษ์ก็เข้มข้นขึ้นตามไปด้วย

"เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ฉันสามารถมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังต้นกำเนิดในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นได้!" สวีหยางคำรามต่ำด้วยความตื่นเต้น คลื่นเสียงอันทรงพลังซัดสาดจนเกิดเป็นม่านหมอกน้ำขนาดใหญ่

ก๊อก ก๊อก!

ก๊อก ก๊อก!

หอยกาบยักษ์ผู้โชคร้ายกลายมาเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของสวีหยาง มันถูกเขาก่อกวนและใช้เป็นหนูทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า ในสายตาของสวีหยาง กลุ่มก้อนแสงสีขาวนั้นดูราวกับลูกโป่ง... ที่เดี๋ยวพอง เดี๋ยวแฟบ เดี๋ยวพอง เดี๋ยวแฟบ เครือข่ายใยแมงมุมรอบๆ ก็กะพริบวิบวับตามไปด้วย

จนกระทั่งในที่สุด กลุ่มแสงสีขาวของหอยกาบยักษ์ก็หม่นแสงลง พลังต้นกำเนิดแทบจะเหือดแห้ง สวีหยางถึงได้ยอมหยุดมือ

"เป็นทักษะที่ล้ำค่าจริงๆ" สวีหยางยอมปล่อยหอยกาบผู้ทำคุณประโยชน์ตัวนี้ไป แล้วหันหลังว่ายกลับไปยังรอยแยกใต้ทะเลแห่งเดิม "ใช้เป็นสกิลสอดแนมก็ได้ หรือจะเอาไปใช้ตอนต่อสู้ก็ดี"

ลองคิดดูสิ ในระหว่างการต่อสู้เสี้ยววินาทีเป็นตาย หากเขาสามารถมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนพลังต้นกำเนิดของศัตรูได้ เขาก็ย่อมรู้ล่วงหน้าว่าการโจมตีครั้งต่อไปของศัตรูจะเตะหรือจะตะปบ แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง!

"ต้องเพิ่มความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทให้มากกว่านี้ ถึงจะเอามาใช้จริงในการต่อสู้ได้ ไม่งั้นก็จบเห่กันพอดี"

จุดอ่อนของทักษะนี้ก็ชัดเจนมากเช่นกัน นั่นคือหากศัตรูมีพลังเหนือกว่าเขามาก และมีความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทไวกว่าเขาแบบเทียบไม่ติด กว่าเขาจะมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนพลังต้นกำเนิดและเตรียมตัวรับมือ ศัตรูก็คงปล่อยท่าต่อไปออกมาแล้ว และทิศทางการไหลเวียนของพลังต้นกำเนิดก็คงเปลี่ยนไปแล้วด้วย

ถ้าเป็นแบบนั้น ผลลัพธ์ของเคล็ดวิชา 'สัมผัสแสง' ก็จะเปลี่ยนจาก 'ฉันเดาท่าต่อไปของแกออก' กลายเป็น 'ฉันเห็นท่าที่แล้วของแกนะ' แทน

ฟ้ากับเหวชัดๆ

ฟุ่บ!

เมื่อปิด 'สัมผัสแสง' ทัศนวิสัยของสวีหยางก็กลับมาเป็นภาพใต้ทะเลตามปกติ มองดูด้วยสายตาปกติแบบนี้สบายตากว่าตั้งเยอะ

สวีหยางค่อยๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นรอยแยก เริ่มต้นการนอนหลับพักผ่อนของวันนี้

...

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทิศตะวันออก

วันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องลงบนผิวน้ำของทะเลไร้น้ำแข็ง นาฬิกาชีวภาพของสวีหยางปลุกเขาให้ตื่นขึ้นตรงเวลาเป๊ะ ความจริงด้วยพลังระดับจักรวาลของเขาในตอนนี้ ต่อให้ไม่นอนเป็นวันเป็นเดือนก็ยังไหว แต่สวีหยางก็ยังคงรักษากิจวัตรประจำวันแบบเดิมเอาไว้

ซ่า!

สวีหยางพุ่งพรวดขึ้นเหนือน้ำ สูดอากาศที่มีกลิ่นอายความเค็มของทะเลเข้าปอดอย่างเต็มอิ่ม

"สบายจังเลย การนอนก้นทะเลนี่เหมือนได้ทำสปาเลยแฮะ" สวีหยางอ้าปากกว้าง หาวหวอดอย่างเกียจคร้าน การได้นอนหลับจนตื่นเองตามธรรมชาตินี่มันช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน

อึก อึก

สวีหยางซดน้ำทะเลรวดเดียวหลายพันลูกบาศก์เมตร ก่อนจะเรอออกมาด้วยความพึงพอใจ

น้ำทะเลน่ะเหรอ

สำหรับเขาแล้ว มันก็แค่น้ำที่เค็มกว่าปกตินิดหน่อยเท่านั้น ปริมาณเกลือในนั้นยังไม่พอให้เขาสูญเสียพลังงานในแต่ละวันด้วยซ้ำไป จนถึงตอนนี้ พลังงานที่เขาใช้ไปในแต่ละวันส่วนใหญ่มาจากการที่หลุมดำทั้งห้าในช่องท้องดูดกลืนพลังงานจักรวาลเข้ามา หากจะหวังพึ่งแค่การล่าเหยื่ออย่างเดียว คงไม่มีทางเติมเต็มพลังงานได้เพียงพอแน่ๆ

"มิน่าล่ะ พอเข้าสู่ระดับจักรวาล สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ถึงมีความเร็วในการบ่มเพาะช้าลง แค่พลังงานที่ต้องใช้หล่อเลี้ยงร่างกายในแต่ละวันก็มหาศาลแล้ว ที่เหลือถึงจะเอาไปใช้บ่มเพาะได้" สวีหยางรำพึงรำพันขณะว่ายน้ำเล่น

ไม่ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกตัวจะได้รับการสนับสนุนจากขุมกำลังขนาดใหญ่ อย่างในนิยายต้นฉบับ สมาชิกหลักของห้าขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์สามารถใช้ตู้บ่มเพาะสารอาหารเพื่อข้ามขั้นตอนการสะสมพลังงานอันน่าเบื่อหน่ายไปได้เลย แล้วเอาเวลาไปตั้งหน้าตั้งตาทำความเข้าใจกฎเกณฑ์อย่างเดียว... ซึ่งวิธีการแบบนี้ถือว่าหรูหราหมาเห่าสุดๆ ในจักรวาลดั้งเดิม มีเพียงขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาทุ่มเททรัพยากรบ่มเพาะศิษย์ด้วยวิธีนี้

สำหรับพวกผู้ฝึกยุทธ์อิสระหรือขุมกำลังขนาดเล็กแล้ว การสะสมพลังงานก็มีความสำคัญเทียบเท่ากับการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์เลยทีเดียว!

ถ้าเปรียบการฝึกยุทธ์เป็นการเล่นเกม สมาชิกของขุมกำลังใหญ่ก็แค่เดินตามเส้นทางอัปเลเวลสายเดียว แต่พวกผู้ฝึกยุทธ์อิสระต้องอัปสองสายควบคู่กันไป... ด้วยอายุขัยที่เท่ากัน แต่ต้องเสียเวลาและแรงกายไปครึ่งหนึ่งเพื่อสะสมพลังงาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกผู้ฝึกยุทธ์อิสระจะลืมตาอ้าปากได้ยาก

"โชคดีที่ฉันมีระบบ ถึงเผ่าอสูรจะไม่มีระบบการเพาะบ่มที่ชัดเจน ฉันก็ยังสามารถหาทางก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อยู่ดี" สวีหยางคิดในใจ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดีและโล่งอก

ตอนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ ก็เอาแต่เฝ้าฝันว่าถ้าได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็คงจะดี

พอก้าวเข้ามาแล้ว ก็หวังว่าถ้าทะลวงสู่ระดับดาวเคราะห์ได้ก็คงโชคดีสุดๆ

พอถึงระดับดาวเคราะห์ ก็สวดมนต์ขอให้ก้าวขึ้นสู่ระดับดาวฤกษ์ให้จงได้

พอถึงระดับดาวฤกษ์ ก็อยากจะ...

นี่แหละคือความปรารถนาของสิ่งมีชีวิตทุกตัวที่สามารถฝึกยุทธ์ได้ เส้นทางการฝึกยุทธ์ก็คือเส้นทางที่คอยกระตุ้นตัณหาความทะเยอทะยานของคนให้พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

บนเส้นทางสายนี้ มีคนล้มตายไปนับไม่ถ้วน และก็มีคนหน้าใหม่ก้าวเข้ามานับไม่ถ้วนเช่นกัน... หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด

จบบทที่ บทที่ 80 - สัมผัสแสงสุดโกง

คัดลอกลิงก์แล้ว