- หน้าแรก
- โต้วหลัวไร้เทียมทาน เทมเพลตสุคุนะ สังหารเทพ
- บทที่ 14: เกร็ดความรู้
บทที่ 14: เกร็ดความรู้
บทที่ 14: เกร็ดความรู้
บทที่ 14: เกร็ดความรู้
"เทียนเมิ่ง เจ้าว่าไง เห็นอะไรบ้างไหม"
หลินซวนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พูดคุยสัพเพเหระกับตู๋กูชิง แต่จิตใจของเขาได้จมดิ่งลงสู่ทะเลจิตสำนึกเพื่อถามหนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งแล้ว
"ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยแฮะ"
น้ำเสียงของหนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งเจือไปด้วยความตึงเครียดที่หาได้ยาก
"ระดับพลังวิญญาณของเด็กนี่ไม่เบาเลยนะ—อายุสิบเอ็ดปี ระดับ 21 พรสวรรค์ก็ถือว่าใช้ได้—แต่ทั่วทั้งร่างของเขามันคือคลังแสงพิษเดินได้ชัดๆ!"
มันหยุดชะงักและอธิบายอย่างละเอียด
"มีพิษร้ายแรงสะสมอยู่ในร่างกายของเจ้านี่เป็นจำนวนมหาศาล น่าจะเป็นเพราะวิญญาณยุทธ์อสรพิษมรกตที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละ นอกเหนือจากพิษที่สะสมอยู่ในสายเลือดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากการบำเพ็ญเพียรวิญญาณยุทธ์ของเขาเองด้วย"
"อย่างที่คิดไว้เลย" หลินซวนเข้าใจแล้ว สิ่งนี้สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของเขาแทบจะทั้งหมด
พิษย้อนกลับของวิญญาณยุทธ์อสรพิษมรกตคือฝันร้ายที่ตระกูลตู๋กูไม่อาจหลีกหนีพ้น
"หลินซวน ฟังคำเตือนของข้านะ"
น้ำเสียงของหนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งเต็มไปด้วยความร้อนรนและจริงใจ
"รีบหาทางเปลี่ยนหอพักแล้วอยู่ให้ห่างจากเด็กนี่ให้มากที่สุด! ข้ารู้จักความสามารถวิญญาณยุทธ์ของเจ้าดี วิญญาณยุทธ์ทั้งสองอย่างของเจ้าไม่มีทางถอนพิษหรือต้านทานพิษร้ายแรงได้เลย!"
"ต่อให้ไอ้สัตว์ประหลาดมโหราคนั่นจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับพิษทุกชนิดได้ แต่เจ้าไม่ใช่มันนะ! หากเจ้าสัมผัสโดนพิษมรกตอันร้ายกาจนี้ ต่อให้หลุดรอดเข้าไปในร่างกายเจ้าเพียงนิดเดียว ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของเจ้าในตอนนี้ เจ้าก็ไม่รอดแน่!"
มันพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันมองเห็นภาพอันน่าสลดใจที่หลินซวนขาดใจตายเพราะพิษแล้ว
"ข้าไม่อยากตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วพบว่าเจ้าถูกพิษที่เจ้านี่เผลอปล่อยออกมาระหว่างนอนหลับฆ่าตายหรอกนะ! ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ การตายแบบนั้นมันโครตจะน่าสมเพชและไม่ยุติธรรมเอาซะเลย!"
"พลังวิญญาณระดับ 21 งั้นหรอ พรสวรรค์ของเขาก็ถือว่าดีทีเดียวแฮะ"
หลินซวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้ว ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ พลังวิญญาณของหวังตงตอนที่เข้าโรงเรียนก็อยู่ที่ระดับ 23 เท่านั้น
แน่นอนว่าการที่หวังตงอยู่แค่ระดับ 23 เป็นเพราะเธอขี้เกียจเกินไปต่างหาก
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม หลินซวนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ด้วยพรสวรรค์ระดับท็อปและทรัพยากรมหาศาล หวังตงถึงได้ด้อยกว่าถังซานและคนอื่นๆ ในยุคโต้วหลัวภาค 2 เมื่อเทียบกับยุคภาค 1
หากเขาได้รับเงื่อนไขเหล่านั้น แล้วป่านนี้ยังไม่ได้ดูดซับวงแหวนวิญญาณวงที่สี่ล่ะก็ หลินซวนคงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลย ต่อให้เขาจะเรียกตัวเองว่าไอ้สวะเต็มขั้นก็ตาม
"ให้ตายสิ ข้าอยากจะพูดจริงๆ เลยว่า: ข้าขอถามสรวงสวรรค์เบื้องบน ข้ามิรู้ว่าเราจะได้พบกันอีกเมื่อใด..."
"เฮ้! หลินซวน! เจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่าเนี่ย?!"
เมื่อเห็นว่าเขาดูเหมือนจะเหม่อลอย หนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งก็ยิ่งร้อนรน
"เจ้านั่นมันอันตรายจริงๆ นะ! ต่อให้เจ้าจะใจกล้าบ้าบิ่นและเก่งกาจจนไม่กลัวตาย แต่อย่างน้อยก็เห็นใจข้าบ้างเถอะ! ข้าเพิ่งจะหาโครตที่เหมาะสมได้ ข้ายังไม่อยากกลายเป็นวิญญาณหนอนเร่ร่อนเร็วขนาดนี้นะ!"
"เทียนเมิ่ง จะรีบไปไหนเล่า"
การตอบสนองของหลินซวนยังคงผ่อนคลาย
"ใครบอกว่าข้าไม่มีวิธีรับมือกับพิษร้ายแรงกัน อีอย่าง ข้าเพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าข้าไม่สนเรื่องที่เขาเป็นทายาทตระกูลตู๋กู แล้วถ้าข้าเกิดเปลี่ยนใจหาข้ออ้างย้ายหอพักขึ้นมากะทันหัน มันจะไม่เป็นการตบหน้าตัวเองและเรียกความสงสัยโดยใช่เหตุหรอกหรือ"
"เจ้ามีวิธีรับมืองั้นหรอ ทำไมข้าถึงไม่รู้ล่ะ มันคืออะไร" หนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งทั้งงุนงงและอยากรู้อยากเห็น
"มีหลายเรื่องที่เจ้ายังไม่รู้อีกเยอะ"
หลินซวนไม่คิดจะเถียงเรื่องนี้ต่อ คนที่ผ่านความตายมาแล้วถึงสองครั้ง ย่อมรักชีวิตตัวเองมากกว่าใคร
การคิดล่วงหน้าสามก้าวสำหรับการเดินแต่ละก้าวถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด เมื่อใดที่เกิดความลังเล จงจับคนอื่นมาเป็นโล่กำบังให้หมด
"ทำใจให้สบายเถอะน่า สำหรับข้าแล้ว ถ้าเรื่องไหนมีโอกาสสำเร็จแค่ 80% ข้าก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงแล้วล่ะ"
"ก็ได้... งั้นก็ได้"
"อ้อ จริงสิ เจ้าเห็นอะไรอย่างอื่นในตัวเขาอีกไหม" หลินซวนถามอีกครั้ง
"ข้ากำลังจะบอกเจ้าเรื่องนั้นพอดีเลย"
หนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งหยุดชะงัก น้ำเสียงของมันแผ่วเบาลง "เด็กนี่ถูกปกคลุมไปด้วยพลังจิตที่ไม่ธรรมดาเลยล่ะ มันไม่ใช่ของเขาเองหรอก แต่น่าจะมาจากอุปกรณ์วิญญาณที่พวกมนุษย์สร้างขึ้นมากกว่า"
"มิน่าล่ะ... ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง" หลินซวนตระหนักขึ้นมาได้ในทันที
ดูเหมือนว่าตู๋กูชิงคนนี้จะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นซะแล้วสิ
"แต่ข้าทำได้แค่นี้แหละนะ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะข้าไร้น้ำยาหรอกนะ!"
หนอนน้ำแข็งเทียนเมิ่งหยุดไปครู่หนึ่งแล้วรีบเสริมเสียงดัง ราวกับกลัวว่าหลินซวนจะดูถูก
"พลังจิตแค่นั้นน่ะ ไม่ต่างอะไรกับแมลงตัวจ้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าหรอก! ถ้าข้าไม่กลัวว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่นแล้วทำให้พวกเขาตกใจหนีไปล่ะก็ ข้ามองทะลุไปถึงกางเกงในเขานานแล้ว!"
"ใช่ๆ ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งมาก เทียนเมิ่ง ไม่ต้องอธิบายหรอก"
หลังจากปลอบใจเจ้าหนอนยักษ์ที่ชอบเน้นย้ำอยู่เสมอว่าตัวเอง "เก่ง" แค่ไหน หลินซวนก็โต้ตอบกลับเรื่องราวสนุกๆ ที่ตู๋กูชิงเล่าเกี่ยวกับสวนสมุนไพรของครอบครัวในวัยเด็กอย่างสบายๆ ในขณะที่ลอบครุ่นคิดอยู่ในใจ
คนปกติที่ไหนจะพกอุปกรณ์วิญญาณที่สามารถบล็อกการตรวจจับทางจิตได้ตลอดเวลากันล่ะ
ตู๋กูชิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
แล้วเขากำลังซ่อนความลับอะไรอยู่นะ เกี่ยวข้องกับมรดกของตระกูลตู๋กู หรือว่าเรื่องอื่นกันแน่
หลินซวนค้นความทรงจำอย่างรวดเร็ว แต่แทบจะไม่มีบันทึกรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับตระกูลตู๋กูในช่วงยุคโต้วหลัวภาค 2 เลย เขาเลยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกในตอนนี้
'สามภูตตระกูลหวง' ก็เป็นแบบนั้นแหละ—ตราบใดที่เป็นตัวละครหรือขุมกำลังที่พวกเขาแต่งขึ้น ไม่สนตรรกะความสมเหตุสมผลใดๆ ทั้งสิ้น นึกอยากจะหยิบมาใช้ตอนไหนก็หยิบ หรือถ้าไม่ใช้ก็ทำเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง
"หลินซวน เป็นอะไรไป มีอะไรติดหน้าข้าหรอ"
เมื่อเห็นหลินซวนจ้องหน้าเขาไม่วางตา ตู๋กูชิงก็อดไม่ได้ที่จะจับแก้มตัวเองแล้วถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอก"
หลินซวนหลุดจากภวังค์ รีบปั้นรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติทันที แล้วก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา
"ข้าแค่รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยน่ะ นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารแล้วด้วย อยากไปดูโรงอาหารด้วยกันไหม ข้าได้ยินมาว่าอาหารที่สื่อไหลเค่ออร่อยมากเลยนะ"
ดวงตาของตู๋กูชิงเป็นประกาย
"เอาสิ! ข้าก็อยากรู้ทางไปโรงอาหารอยู่พอดี ไปกันเลยไหม"
ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีและลุกขึ้นออกจากหอพัก 108 ไปด้วยกัน
เมื่อเดินอยู่บนถนนสายกว้างของโรงเรียนสื่อไหลเค่อ ทั้งคู่ก็ตกเป็นเป้าสายตาไม่น้อย
หลินซวนมีรูปร่างสูงโปร่งและใบหน้าหล่อเหลา เรือนผมสีดำของเขาดูสบายๆ แต่ไม่ยุ่งเหยิง โดยเฉพาะดวงตาสีดำที่สงบและลึกล้ำ และบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา มักจะดึงดูดสายตาของนักเรียนหญิงที่เดินผ่านไปมาอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบชื่นชมเป็นระยะๆ
ความสนใจที่ตู๋กูชิงได้รับนั้นซับซ้อนกว่ามาก
ด้วยผมหางม้าสีเขียวเข้ม เครื่องหน้าที่จิ้มลิ้มเกินบรรยาย และรูปร่างที่บอบบาง มองแวบแรก เขาก็ดูเหมือนสาวงามที่บริสุทธิ์และสง่างามอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น สายตาส่วนใหญ่ที่จับจ้องมาที่เขาจึงมาจากนักเรียนชาย ซึ่งปะปนไปด้วยความประหลาดใจ ความอยากรู้อยากเห็น และแม้กระทั่งการจ้องมองอย่างเสียมารยาทอยู่บ้าง
มีครั้งหนึ่ง นักเรียนชายสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นพี่เดินตรงเข้ามาทักทาย ถามไถ่อย่างเป็นมิตรว่า "ศิษย์น้อง" ต้องการให้ช่วยบอกทางไหม
หลังจากที่ตู๋กูชิงจำใจต้องอธิบายอีกครั้งว่าเขาเป็นผู้ชาย สีหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็แข็งค้างไปในทันที แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นความตกตะลึง และสุดท้าย เขาก็ลูบจมูกตัวเองด้วยความรู้สึกเสียหน้า บ่นพึมพำว่า "เสียความรู้สึกชะมัด" ขณะที่เดินจากไป
ส่วนเด็กหนุ่มอีกคน หลังจากประหลาดใจในตอนแรก แววตาของเขากลับยิ่งเป็นประกายมากขึ้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าและเรือนร่างของตู๋กูชิง ซึ่งเป็นสายตาที่ทำเอาแม้แต่หลินซวนยังรู้สึกขนลุกด้วยความขยะแขยง
"หึหึ" เมื่อมองดูสีหน้าของตู๋กูชิงที่ดูอึดอัดราวกับกลืนแมลงวันเข้าไป หลินซวนก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
"เกร็ดความรู้: เวลาเจ้าบอกผู้ชายด้วยกันว่าเจ้าเป็นคนปกติ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกเขาว่าเจ้ายังซิงอยู่นั่นแหละ"
ตู๋กูชิง: ???