- หน้าแรก
- ราชันไร้พ่าย แหกคุกทวงแค้น
- บทที่ 28 - คนของตระกูลซู ฉันจะปกป้องเอง
บทที่ 28 - คนของตระกูลซู ฉันจะปกป้องเอง
บทที่ 28 - คนของตระกูลซู ฉันจะปกป้องเอง
บทที่ 28 - คนของตระกูลซู ฉันจะปกป้องเอง
ทุกคนต่างหันไปมองซูเหยี่ยนอีด้วยสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา
ฉู่อวี้หานถามด้วยความร้อนใจ "การประทับตราจัดการเป็นกรณีพิเศษคืออะไรเหรอ?"
ซูเหยี่ยนอีรีบอธิบายให้เธอฟัง "อวี้หาน ไม่ต้องตกใจไป ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอก ก็แค่การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจะเป็นคนตัดสินใจเองโดยตรงว่าจะส่งตำรวจออกไปจัดการไหม และถึงแม้จะส่งไป ก็เพื่อไปคุ้มครองเขานั่นแหละ!"
ฉู่อวี้หานถอนหายใจโล่งอก ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง
ซูเหยี่ยนอียักไหล่พลางเอ่ย "ทำงานในกรมตำรวจมาตั้งหลายปี คนที่ได้รับอภิสิทธิ์ระดับนี้ มีแค่นายฉู่หลิงเซียวคนเดียวเท่านั้นแหละ!"
ทว่าฉู่หลิงเซียวกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เขามองไปที่อาเล็ก สลับกับซูเหยี่ยนอี แล้วก็พอจะเดาเรื่องราวบางอย่างออก
แต่ซูสืออีกลับรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ตอนแรกเธอคิดว่าฉู่หลิงเซียวคงจะแอบเกรงกลัวพี่ชายของเธออยู่ลึกๆ ตามสัญชาตญาณ เพราะยังไงซะคนเพิ่งพ้นโทษออกจากคุก กับหัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรม สถานะมันก็เหมือนหนูกับแมวนั่นแหละ
ไม่ได้ตั้งใจจะเอาพี่ชายมาข่มขู่ฉู่หลิงเซียวหรอกนะ เพียงแต่เธอหวังจริงๆ ว่าพี่ชายจะเห็นแก่หน้าเธอ แล้วช่วยดูแลเอาใจใส่ฉู่หลิงเซียวให้มากหน่อย
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งใบบุญหัวหน้าหน่วยสืบสวนเลยสักนิด เพราะระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรมตำรวจ กลับยอมจัดประชุมวาระพิเศษเพื่อผู้ชายคนนี้โดยเฉพาะ!
ไอ้หมอนี่เพิ่งจะพ้นโทษออกมาไม่ใช่หรือไง? ทำไมถึงไปรู้จักมักจี่กับผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมตำรวจได้ล่ะเนี่ย!
เนื่องจากมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลในช่วงกลางคืน ญาติจึงไม่จำเป็นต้องเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล ประกอบกับสภาพของซูหมิงฉี่ในตอนนี้ ก็ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ทำได้เพียงให้น้ำเกลือและสารอาหารทางสายยางเท่านั้น
ซูเหยี่ยนอีตั้งใจจะตามกลับไปด้วย แต่กลับถูกฉู่หลิงเซียวไล่ตะเพิดอย่างไม่ไยดี
ฝันไปเถอะ! บ้านหลังนั้นนอกจากเขาแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้ชายหน้าไหนย่างกรายเข้าไปหลังหกโมงเย็นเด็ดขาด ไม่เว้นแม้แต่หน้าอินทร์หน้าพรหม!
ขากลับ หญิงสาวทั้งสามเริ่มคุ้นเคยกับฝีมือการขับรถของฉู่หลิงเซียวแล้ว จึงไม่ได้นั่งใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนตอนขามา
ฉู่อวี้หานหันไปถามซูสืออีที่นั่งอยู่เบาะหน้า "สืออี เรื่องนี้เธอจะจัดการยังไง?"
ซูสืออีหน้าตึง แค่นเสียงเย็นชา "ฉันไม่มีทางปล่อยเลี่ยวป๋อเฉวียนไปแน่! พี่ชายฉันเอาหลักฐานการก่ออาชญากรรมกลับไปที่สถานีตำรวจแล้ว คราวนี้มันดิ้นไม่หลุดแน่!"
"อย่าคาดหวังอะไรให้มากนักเลย!" ฉู่หลิงเซียวสาดน้ำเย็นเข้าให้
ซูสืออีโกรธจัด "มีทั้งพยานทั้งหลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ ยังจะเอาผิดมันไม่ได้อีกเหรอ? เรื่องแบบนี้นายน่ะไม่เข้าใจหรอก อย่ามาด่วนสรุปดีกว่า เดี๋ยวฉันก็เข้าใจนายผิดอีกหรอก!"
ฉู่หลิงเซียวสวนกลับ "พยานที่คุณบอกคือใคร? ใครเป็นคนเห็นกับตาว่ามันเป็นคนเอาผงพวกนั้นไปใส่ไว้ในจี้กวนอิม? แล้วหลักฐานล่ะคืออะไร? ผงพวกนั้นน่ะเหรอ? ของมันห้อยคอพ่อคุณมาตั้งสามปี ใครจะไปพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือมัน?"
"เอ่อ..." ซูสืออีหน้าถอดสี
ฉู่หลิงเซียวอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ปริมาณของมันมีไม่มาก เป็นแค่ผงธุลี อาศัยการสัมผัสแนบชิดเป็นเวลานาน ถึงจะค่อยๆ ส่งผลร้ายต่อร่างกาย ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการป้องกันไม่ให้ถูกจับได้คาหนังคาเขานั่นแหละ! พยานและหลักฐานที่คุณมี มันทำอะไรเลี่ยวป๋อเฉวียนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่งั้นเมื่อกี้พี่ชายคุณก็คงไปลากคอมันเข้าตารางแล้ว ไม่ใช่แค่กลับไปที่สถานีตำรวจหรอก เขาแค่ไม่อยากให้คุณต้องผิดหวังก็เท่านั้นเอง!"
ซูสืออีกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ ตะโกนอย่างเดือดดาล "แล้วเราจะต้องปล่อยไอ้สารเลวนั่นลอยนวลไปแบบนี้เหรอ? จะให้ฉันแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหรือไง?"
ฉู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว "คุณต้องรีบกุมอำนาจบริหารบริษัทไว้ในมือให้ได้ซะก่อน ส่วนเรื่องจะคิดบัญชีแค้นกับมันน่ะ ค่อยเป็นค่อยไปก็ยังไม่สาย!"
หลินอวี่โหรวถามฉู่หลิงเซียวด้วยความสงสัย "พี่หลิงเซียวคะ เราหลงทางหรือเปล่าคะ? ดูเหมือนจะไม่ใช่ทางที่เราเพิ่งผ่านมาเลยนะ!"
ซูสืออีหงุดหงิดขึ้นมาทันที "เขาเพิ่งจะกลับมาได้แค่สองสามวัน จะไปรู้ตรอกซอกซอยได้ยังไง ถ้ารู้แบบนี้ฉันขับเองซะก็ดี!"
ทว่าจู่ๆ ฉู่หลิงเซียวก็เร่งความเร็วขึ้น เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ก่อนที่รถจะพุ่งทะยานฝ่าสัญญาณไฟเหลืองที่สี่แยกไปอย่างฉิวเฉียด
"นายทำบ้าอะไรเนี่ย!" ซูสืออีด่าลั่น "แค่รอสัญญาณไฟมันจะตายหรือไง! ดึกป่านนี้แล้ว รออีกนิดจะเป็นไรไป! ดูจากท่าทางขับรถของนาย ก็รู้เลยว่าเป็นพวกนักเลงหัวไม้ บ้าบิ่นชะมัด!"
แต่แล้วฉู่หลิงเซียวก็หักพวงมาลัยกะทันหัน รถดริฟต์สะบัดท้ายอย่างสวยงาม เลี้ยวเข้าจอดเทียบฟุตบาทตรงช่องจอดรถที่ว่างอยู่อย่างแม่นยำ
"นายบ้าไปแล้วหรือไง? ขับรถภาษาอะไรฮะ? แล้วมาจอดตรงนี้ทำไม? ถ้านายขับไม่แข็ง ให้ฉันขับเองดีกว่า!"
"หลิงเซียว เธอจะแวะซื้อของเหรอ? บอกกันก่อนสิ คราวหลังอย่าขับรถแบบนี้อีกนะ!"
"พี่หลิงเซียว พี่รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ? หนูเห็นพี่เอาแต่ขมวดคิ้ว หรือว่าอาการบาดเจ็บภายในกำเริบขึ้นมา?"
ฉู่หลิงเซียวไม่ตอบคำถามใคร แต่กลับตะโกนสั่งเสียงเฉียบขาด "ก้มหัวลง!"
สามสาวสะดุ้งสุดตัว แม้จะไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร แต่ก็รีบก้มตัวหลบลงต่ำตามสัญชาตญาณ เพื่อหลบให้พ้นจากระดับหน้าต่างรถ
รถเก๋งสีดำสามคันขับแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอถึงสี่แยกข้างหน้า ทั้งที่เป็นสัญญาณไฟเขียว แต่รถทั้งสามคันกลับเบรกจอดสนิท
ฉู่หลิงเซียวหันไปสั่งสามสาว "นั่งรออยู่ในรถ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด!"
เขาปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูรถ แล้ววิ่งพุ่งตรงไปยังสี่แยกนั้นทันที
เมื่อเห็นป้ายทะเบียนรถคันหนึ่ง ซูสืออีก็หน้าดำคร่ำเครียด "เป็นรถของตระกูลเลี่ยว! พวกมันคงวางสายข่าวไว้ที่โรงพยาบาล พอรู้ว่าพวกเราไปหาพ่อ ก็เลยแอบสะกดรอยตามพวกเรามาสินะ!"
ฉู่อวี้หานพยักหน้ารับ สายตาจดจ่ออยู่ภายนอกหน้าต่าง "ดูเหมือนหลิงเซียวจะรู้ตัวตั้งนานแล้วว่ามีคนตามพวกเรามา!"
"แสดงว่า... พวกเราเข้าใจพี่หลิงเซียวผิดกันหมดเลย!" หลินอวี่โหรวเอ่ยเสียงแผ่ว
ซูสืออีหน้าแดงซ่าน เธอเหลือบมองหลินอวี่โหรว ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น
"ไง มาหาฉันเหรอ?" ฉู่หลิงเซียวเดินไปเคาะกระจกรถเก๋งสีดำคันหน้าสุด
คนขับหันมามอง หน้าดำทะมึน ลดกระจกลงแล้วด่ากราด "มึงเป็นใครฮะ? เสือกอะไรด้วย! ไสหัวไปไกลๆ เลย!"
ฉู่หลิงเซียวมองดูไอ้หัวเหลืองสองคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง แล้วปรายตามองรถอีกสองคันที่จอดอยู่ข้างๆ เขายิ้มบางๆ แล้วถามคนขับ "ใครส่งพวกแกลงมา? เลี่ยวป๋อเฉวียน หรือเลี่ยวหมิงเลี่ยง? แล้วไอ้ต้าเหลียงล่ะ หายหัวไปไหน?"
คนขับหน้าถอดสี กวาดตามองฉู่หลิงเซียวหัวจรดเท้าแล้วด่ากลับ "มึงพล่ามบ้าอะไรของมึงฮะ? ประสาทแดกหรือไง? กูไม่รู้จักไอ้พวกที่มึงพูดถึงเว้ย! รีบไสหัวไปซะ อย่ามาเกะกะขวางทางคนจะกลับบ้าน!"
ปากก็ไล่ให้คนอื่นไสหัวไป แต่ตัวมันกลับรีบกดกระจกขึ้น หมายจะเผ่นหนี
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ฉู่หลิงเซียวก็กำหมัดแน่น ซัดเปรี้ยงเข้าที่กระจกรถจนแตกละเอียด! เขากระชากผมคนขับ กระชากร่างมันครึ่งท่อนทะลุหน้าต่างรถออกมา!
"มึงทำบ้าอะไรวะ!" ไอ้หัวเหลืองสองคนที่นั่งเบาะหลังตะโกนด่าลั่น พร้อมกับเปิดประตูรถทั้งสองฝั่งเตรียมพุ่งลงมาลุย
ฉู่หลิงเซียวตวัดเท้าถีบเปรี้ยงเข้าที่ประตูรถฝั่งที่ไอ้หัวเหลืองเพิ่งก้าวขาลงมาได้ข้างเดียว ประตูรถกระแทกหนีบขามันอย่างจัง! มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กุมขาตัวเองลงไปนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น
ไอ้หัวเหลืองอีกคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปตะโกนบอกพวกในรถอีกสองคัน "ลงมาให้หมด ไอ้เวรนี่มาหาเรื่อง!"
ไม่นานนัก ประตูรถอีกสองคันก็ถูกเปิดออก ไอ้หัวเหลืองเจ็ดแปดคนพกไม้หน้าสามกระโดดลงมา วิ่งกรูกันเข้ามาหาฉู่หลิงเซียวด้วยท่าทางขึงขัง
"มึงเป็นใครวะ? อยากลองดีหรือไง? รู้ไหมว่าพวกกูเป็นใคร?"
"มีแต่พวกกูที่ไปหาเรื่องคนอื่น วันนี้แม่งผีเข้าหรือไงวะ ถึงมีไอ้สวะไม่เจียมกะลาหัวมาหาเรื่องพวกกูถึงที่!"
"ดูจากหน้าตามึงก็รู้ว่าอายุสั้น อยากตายนักใช่ไหม? ได้ เดี๋ยวกูจะสงเคราะห์ให้มึงเอง!"
พวกมันสบถด่าทอพุ่งเข้ามาล้อมกรอบ สายตาที่มองฉู่หลิงเซียวเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพช
ในสายตาของพวกมัน การกระทำของไอ้หมอนี่ก็เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ รนหาที่ตายชัดๆ!
แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ลงมือ ฉู่หลิงเซียวก็เป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่ก่อน!
เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาที ไอ้หัวเหลืองเจ็ดแปดคน รวมถึงคนขับรถทั้งสามคัน ก็ลงไปนอนกองระเนระนาดอยู่บนพื้นถนน นอนขดตัวงอเป็นกุ้งร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด หมดสิ้นคราบความเก่งกาจและอหังการเมื่อครู่นี้ไปจนสิ้น
"ฉันคือฉู่หลิงเซียว จำชื่อฉันใส่กะโหลกพวกแกเอาไว้ให้ดี! วันหลังเจอหน้าฉันที่ไหน ก็รีบไสหัวไปให้ไกลๆ!"
"กลับไปบอกเลี่ยวป๋อเฉวียนด้วยว่า พรุ่งนี้ฉันจะไปหามัน!"
"คนของตระกูลซู ฉันจะปกป้องเอง ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้แตะต้องพวกเขาสักเส้นขน!"
(จบแล้ว)