- หน้าแรก
- ผมไม่อาจถูกกักขัง ตำนานบุรุษผู้สยบความคลั่ง
- บทที่ 15: มาตรการขั้นเด็ดขาด
บทที่ 15: มาตรการขั้นเด็ดขาด
บทที่ 15: มาตรการขั้นเด็ดขาด
ชาร์ลอตต์แทบจะพ่นโค้กซีโร่ใส่หน้าวัตสัน
ปัดเศษค่าพาย (Pi) ให้เป็นจำนวนเต็มเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว!
ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของเขามีจำกัดอยู่แค่การศึกษาภาคบังคับเท่านั้น ไม่ได้สันทัดทฤษฎีวิทยาศาสตร์ระดับสูงอะไรเลย
ดังนั้น วัตสันจึงไม่รู้แน่ชัดว่าโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหลังจากที่ค่าพายต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมถูกปัดเศษแบบนี้
แต่เขาก็พอจะจินตนาการภาพออก—พวกนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งตื่นนอนและเดินงัวเงียเข้าห้องแล็บในชุดกาวน์สีขาว คงได้กรีดร้องลั่นจนแสบแก้วหูทันทีที่ก้มลงมองแล้วพบว่า π = 3
ชาร์ลอตต์เช็ดคราบโค้กที่มุมปาก "แล้วตอนนี้ล่ะ"
"จบลงแล้วล่ะ"
วัตสันกางแขนออก "คลื่นความบิดเบี้ยวระดับ R5 ครั้งนี้กินเวลาแค่ 13 วินาทีเท่านั้น หลังจากผ่านไป 13 วินาที ค่าพายก็กลับเป็นปกติ และผลกระทบที่ตามมาก็ถูกย้อนกลับและลบล้างไปจนหมด นอกจากสำนักงานบริหารจัดการของเราแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าค่าพายเคยเท่ากับ 3"
"สรุปก็คือ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงแบบถาวรสินะ"
ชาร์ลอตต์ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ค่อยยังชั่วหน่อย ค่อยยังชั่ว... ทำเอาใจหายใจคว่ำหมด"
"มันไม่ได้ดีเลยสักนิด"
วัตสันพยายามดัดนิสัยชาร์ลอตต์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เหล่าฟู่ อย่าลืมสิว่าตอนนี้อาคารที่พักอาศัยนั่นอยู่ในความดูแลของเราแล้วนะ"
หางตาของชาร์ลอตต์กระตุกยิกๆ "พูดอีกทีซิ ฉันแซ่เซี่ยโว้ย"
เขารู้สึกมาตลอดว่าคู่หูของเขาน่าจะมีสกรูหลุดไปสักตัวสองตัว
ถึงแม้เขาจะย้ำนักย้ำหนามาตั้งหลายรอบแล้ว วัตสันก็ยังเรียกเขาว่า 'เหล่าฟู่' หน้าตาเฉย เหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูดเลยสักนิด
"มันต่างกันตรงไหน"
"ต่างกันตรงที่ฉันชื่อเต็มๆ ว่าชาร์ลอตต์ ไม่ใช่ชาร์ลอตต์ เชอร์ล็อก โฮล์มส์โว้ย!"
หลังจากชาร์ลอตต์โวยวายเรียกร้องความยุติธรรมจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นและเห็นวัตสันทำเป็นหูทวนลม มุมปากของเขากระตุกสองทีก่อนจะถอนหายใจและยอมแพ้ในที่สุด
"ช่างเถอะ มาคุยเรื่องงานกันดีกว่า"
ชาร์ลอตต์หยิบรายงานบนโต๊ะขึ้นมาอีกครั้ง "นายบอกว่าตรวจพบความบิดเบี้ยวสามครั้งเมื่อบ่ายนี้เหรอ"
จู่ๆ การได้ยินของวัตสันก็กลับมาเป็นปกติ "สามครั้ง ครั้งหนึ่งระดับ R2 ครั้งหนึ่งระดับ R5 และอีกครั้งระดับ R1"
"เล็กสอง ใหญ่หนึ่ง ดูเหมือนสถานการณ์จะซับซ้อนน่าดู"
ชาร์ลอตต์เลิกคิ้วและพลิกดูเอกสารรายงานตรงหน้า
[วันที่ 27 ธันวาคม เวลา 14:47:33 น. ตรวจพบความผันผวนของความบิดเบี้ยวของความจริงภายในอาคารเหอเซียโฮม หมายเลข 7 (ต่อไปนี้จะเรียกว่า 'หมายเลข 490')]
[ดัชนีต่างมิติพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิม 13 เป็น 417 ภายในเวลา 7 วินาที ถึงเกณฑ์ความบิดเบี้ยวของความจริงระดับ R5]
[เวลา 14:47:40 น. เกิดความบิดเบี้ยวของความจริงระดับ R5 ขึ้น ท้ายที่สุด ความบิดเบี้ยวนี้แสดงผลออกมาในรูปแบบของการปัดเศษค่าพาย (Pi) ให้เป็นจำนวนเต็มทั่วโลก ซึ่งต่อมานำไปสู่การปรากฏตัวของ (ข้อมูลถูกลบ) และ (ข้อมูลถูกลบ)]
[13 วินาทีต่อมา เนื่องจาก (ข้อมูลถูกลบ) ผลกระทบจากคลื่นความบิดเบี้ยวจึงถูกย้อนกลับและฟื้นฟู ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวของความจริงก็สิ้นสุดลง และดัชนีต่างมิติก็กลับมาอยู่ที่ 15]
[2 นาที 18 วินาทีต่อมา ตรวจพบการเพิ่มขึ้นของดัชนีต่างมิติภายในหมายเลข 490 อีกครั้ง โดยพุ่งสูงถึง 106 ภายในเวลา 5 วินาที ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวของความจริงระดับ R2]
[ปรากฏการณ์ระดับ R2 นี้ยังไม่ส่งผลกระทบใดๆ ภายนอกหมายเลข 490 สาเหตุ รูปแบบการแสดงผล และแก่นแท้ของมันยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้]
[45 วินาทีหลังจากปรากฏการณ์ระดับ R2 เกิดขึ้น ก็เกิดปรากฏการณ์ระดับ R1 ตามมา จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว โดยกินเวลาเพียง 1.63 วินาทีเท่านั้น]
[เวลา 14:51:56 น. ได้รับการยืนยันว่าปรากฏการณ์ระดับ R2 หายไปแล้ว และดัชนีต่างมิติภายในหมายเลข 490 ก็กลับคืนสู่ระดับปกติ]
เขาอ่านรายงานจนจบ
ชาร์ลอตต์เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟและสั่งโค้กซีโร่หนึ่งแก้ว
ตอนแรกวัตสันกะจะบ่นว่าใครเขามาสั่งโค้กกินในร้านกาแฟกัน แต่พอคิดได้ว่านี่คือชาร์ลอตต์ เขาก็เลยปล่อยผ่านไป
"นายเห็นอะไรหรือเปล่า"
"อืม"
ชาร์ลอตต์ใช้นิ้วเคาะรายงานตรงหน้า "สรุปสั้นๆ ก็คือสามเรื่อง"
"บิดเบี้ยว บิดเบี้ยว แล้วก็โคตรบิดเบี้ยวไง"
ชาร์ลอตต์กำรายงานแน่น หน้าตายู่ยี่เหมือนมีม 'ลุงบนรถไฟใต้ดินมองมือถือ'
"นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นสถานที่แห่งหนึ่งกระตุ้นให้เกิดความบิดเบี้ยวได้ถี่ขนาดนี้! ขนาดพวกสตรีมเมอร์สาวๆ รอบดึกในมือถือฉันยังไม่ 'บิดเบี้ยว' เบอร์นี้เลย!"
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ชาร์ลอตต์ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเบิกตากว้างและมองหน้าวัตสัน:
"เดี๋ยวสิ ต้นตอของปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวทั้งสามครั้งนี้ มาจากคนคนเดียวกันหรือเปล่า"
"นั่นแหละคือปัญหา"
วัตสันเหลือบมองชาร์ลอตต์ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่คำพูดของเขาพุ่งตรงเข้าประเด็นสำคัญ—ปกติแล้ว ชาร์ลอตต์มักจะทำตัวเหมือนหลุดมาจากกลุ่มคนที่ชอบเล่นมุกแป้กหรือมุกตลกร้ายในอินเทอร์เน็ต ในหัวมีแต่เรื่องไร้สาระ
ดูเหมือนว่าความร้ายแรงของสถานการณ์จะทำให้แม้แต่ชาร์ลอตต์ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมามัวล้อเล่นแล้ว
"จากการวิเคราะห์ผลการเฝ้าระวัง... ตัวการที่กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวทั้งสามครั้งนี้ คือสิ่งมีชีวิตสามตัวที่แตกต่างกันและเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง"
ชาร์ลอตต์ตกตะลึง "สามตัวเนี่ยนะ!? แน่ใจเหรอ!?"
วัตสันเสริม "แถม 'จุดศูนย์กลาง' ของพวกมันยังอยู่ในห้องเดียวกันบนชั้นเดียวกันด้วย"
ชาร์ลอตต์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง "นายหมายความว่า... มีสิ่งลี้ลับสามตัวมารวมกระจุกกันอยู่เนี่ยนะ เอาจริงดิ"
วัตสันพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "อืม"
มีบางอย่างผิดปกติมากๆ
เรียกได้ว่าเป็นคดีที่พิลึกพิลั่นที่สุดตั้งแต่พวกเขาเริ่มทำงานให้สำนักงานบริหารจัดการเลยก็ว่าได้
"ไม่ถูกสิ! เป็นไปไม่ได้!" ชาร์ลอตต์นึกภาพฉากที่สิ่งลี้ลับสามตัวมารวมตัวกันไม่ออกเลยจริงๆ "พวกสิ่งลี้ลับส่วนใหญ่ก็มีกฎเกณฑ์ของตัวเองทั้งนั้น การที่สิ่งลี้ลับสามตัวมาเบียดเสียดกันโดยไม่ฉีกเนื้อกันเอง... หรือว่าพวกมันกำลังตั้งวงเล่นไพ่ดัมมี่กันอยู่"
วัตสันจ้องมองเขาด้วยสายตามืดมน "เล่นไพ่ดัมมี่มันกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวได้ด้วยเหรอ"
"ก็พวกมันเป็นสิ่งลี้ลับนี่นา ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันแหละ" ชาร์ลอตต์ยิ้มกริ่ม "นายลืมเหตุการณ์ที่ห้องแล็บ 17 ไปแล้วเหรอ ไอ้เด็กที่ก่อเรื่องมันนึกว่าตัวเองกำลังเล่นเกมอยู่ มันดริฟต์รถแล้วก็เร่งเครื่องไปตามจังหวะเพลง จนชนประตูใหญ่ห้องแล็บพังยับเยินเลย—ยังดีนะที่มันไม่ได้เล่นโหมดใช้ไอเท็มน่ะ"
วัตสันส่ายหน้า "สถานการณ์นี้มันต่างออกไป หมายเลข 490 น่ะ..."
จังหวะที่เขากำลังจะแสดงความคิดเห็น ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าที่สั่นเตือน
วัตสันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ดูเบอร์ที่โทรเข้า แล้วคิ้วก็ขมวดมุ่นทันที หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็กดรับสาย
"ผมเองครับ ใช่ครับ ผมกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชาร์ลอตต์อยู่... อะไรนะครับ"
วัตสันดูเหมือนจะได้ยินข่าวที่น่าเหลือเชื่ออะไรบางอย่าง และสีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ชาร์ลอตต์เองก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เขานั่งเขย่าขาด้วยความประหม่า จ้องมองวัตสันโดยไม่พูดอะไรสักคำ
"ตกลงครับ ผมเข้าใจแล้ว"
ไม่กี่นาทีต่อมา
วัตสันวางสายและพรูลมหายใจออกยาว
ชาร์ลอตต์ทนเก็บความกระวนกระวายใจไว้ไม่ไหว รีบถามทันที "สายจากสำนักงานเหรอ"
"จากรองผู้อำนวยการน่ะ"
"เกิดอะไรขึ้น"
"ตรวจพบปรากฏการณ์ความบิดเบี้ยวอีกครั้งแล้ว"
วัตสันมองหน้าชาร์ลอตต์แล้วถอนหายใจช้าๆ "เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้เอง ดัชนีต่างมิติพุ่งไปที่ 47 ปริ่มๆ ระดับ R1 กินเวลา 16 วินาทีแล้วก็หายไป—'จุดศูนย์กลาง' ก็อยู่ที่เดิมเลย"
"ตัวไหนก่อเรื่องล่ะ"
"ตรงกับตัวที่เคยกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ระดับ R1 ก่อนหน้านี้น่ะ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ ไอ้อ่อนสุดยังรอดอยู่สินะ"
หน้าของชาร์ลอตต์ยู่ยี่อีกครั้ง สวมหน้ากากแห่งความเจ็บปวด
ตอนแรกเขาอุตส่าห์มองโลกในแง่ดี คิดว่าถ้าสิ่งลี้ลับสามตัวนั้นตีกันเอง แล้วตายไปสักตัวสองตัวก็คงจะดีไม่น้อย
แบบนั้น พวกเขาจะได้จัดการแค่ตัวปัญหาที่เหลือตัวสุดท้าย—ถึงแม้ว่ามันคงจะเป็นตัวปัญหาชิ้นใหญ่เบ้อเริ่ม แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องมารับมือกับสิ่งลี้ลับที่มีกฎเกณฑ์แตกต่างกันถึงสามตัวในเวลาเดียวกันล่ะนะ
แต่ผลปรากฏว่า ไอ้อ่อนสุดดันได้รับการยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ซะงั้น
พูดอีกอย่างก็คือ สถานการณ์ภายในหมายเลข 490... อาจจะซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิดไว้ซะอีก
ชั่วพริบตาเดียว ความเป็นไปได้อันซับซ้อนมากมายก็แล่นผ่านหัวชาร์ลอตต์ น่าเสียดายที่เนื่องจากขาดเบาะแส เขาจึงไม่สามารถปะติดปะต่อความจริงของเรื่องนี้ได้เลย
ในตอนนี้ ชาร์ลอตต์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอก และจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มทอประกายวูบวาบราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ความคิดของเขาดูเหมือนจะล่องลอยไปบนมหาสมุทรแห่งตรรกะ ราวกับเรือที่ผ่านการเดินทางมาอย่างโชกโชน กำลังค้นหาขุมทรัพย์ที่ชื่อว่า 'ตรรกะ' บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่
ประกายแห่งความคาดหวังวาบขึ้นในดวงตาของวัตสัน เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "นายกำลังคิดอะไรอยู่"
"ฉันเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้..."
ชาร์ลอตต์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สีหน้าจริงจัง "นายคิดว่าการท้องก่อนแต่ง ถือเป็นการคลุมถุงชนรูปแบบหนึ่งไหม"
วัตสัน: "?"
วัตสัน: "นั่นมันเรื่องไร้สาระอะไรของแกฟะ!"
บ้าเอ๊ย เขาไม่ควรหลงเชื่อเลยว่าไอ้เด็กนี่มันจะพูดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้!
"ลูกพี่ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากแก้ปัญหาหรอกนะ!" ชาร์ลอตต์ทำหน้าซื่อตาใส "ลองคิดดูสิ ลำพังแค่หมายเลข 490 มันก็พิลึกพิลั่นพออยู่แล้ว นี่ยังมีสิ่งลี้ลับต่างระดับโผล่มาตั้งสามตัว แถมยังไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรเลยสักอย่าง ไอ้ตัวเบ้งสุดก็เล่นปัดเศษค่าพายตามอำเภอใจ วันดีคืนดีมันอาจจะลบล้างแรงโน้มถ่วงโลกให้กลายเป็นศูนย์เลยก็ได้ใครจะไปรู้ จะให้ฉันไปสืบข้อมูลกับนายเหมือนเมื่อวานเนี่ยนะ... นั่นมันภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง"
"ก็ไม่แน่หรอก"
วัตสันพูดอย่างไม่แยแส "ฉันคิดว่าตัวเองเป็นพวกหนังเหนียวตายยากนะ"
ชาร์ลอตต์เหลือบมองวัตสัน คิดในใจว่าสมแล้วที่เคยตกลงไปในดวงอาทิตย์แล้วโดนเผาอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนแต่ก็เสียแค่ผิวหนังไปชั้นเดียว คำพูดของหมอนี่มันช่างแข็งแกร่งจริงๆ
"ถ้านายอยากไป นายก็ไปสิ" ชาร์ลอตต์กลอกตา "ฉันไม่เหมือนนายนะ จะหวังให้พนักงานออฟฟิศอย่างฉันออกไปรบแนวหน้าเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ"
"ฉันไม่ได้หวังให้นายไปรบแนวหน้าสักหน่อย" วัตสันแก้ความเข้าใจผิด "ฉันแค่อยากถามว่านายเห็นเบาะแสอะไรบ้างไหม"
"เบาะแสก็คือ ไอ้คนที่ชื่อฟางจิ่วนั่นมันมีปัญหาแน่ๆ"
ชาร์ลอตต์พูดอย่างมั่นใจ "คนทั้งตึกหมายเลข 409 ตายเกลี้ยง! ไม่รอดเลยสักคน!"
"แถมศพทุกคนยังหัวขาดกระเด็น แต่ไอ้เด็กนั่นกลับยังมีชีวิตอยู่หน้าตาเฉย—ฉันสงสัยว่ามันคงเป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบรุนแรงแน่ๆ ไม่งั้นตอนเดินผ่านประตูห้อง มันจะไม่ได้กลิ่นเหม็นเน่าของศพได้ยังไง"
"นอกจากนั้นล่ะ"
วัตสันรู้ดีอยู่แล้วว่าฟางจิ่วมีปัญหา
และเขาก็น่าจะเป็นต้นตอของปัญหาด้วยซ้ำ—เพราะเขาเป็นคนเป็นเพียงคนเดียวในหมายเลข 409
วัตสันหวังว่าชาร์ลอตต์จะใช้ความสามารถพิเศษของเขาในการให้ความคิดเห็นที่ลึกซึ้งและน่าเชื่อถือมากกว่านี้
"ไม่มีแล้ว"
ทว่า ชาร์ลอตต์กลับกางแขนออกด้วยท่าทางไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง "ตอนนี้ฉันไม่มี 'แรงบันดาลใจ' อะไรแล่นเข้ามาในหัวเลย"
วัตสันเงียบไป
ในร้านกาแฟใต้ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ที่เริ่มมืดสลัว แสงไฟสีเหลืองนวลสาดส่องใบหน้าของเขา
'แรงบันดาลใจ' ของชาร์ลอตต์สามารถมองทะลุลักษณะเฉพาะของสิ่งลี้ลับส่วนใหญ่ได้
ความจริงแล้ว ในเหตุการณ์อันตรายหลายครั้งที่ผ่านมา วัตสันก็อาศัย 'แรงบันดาลใจ' ของชาร์ลอตต์นี่แหละในการคลี่คลายคดีสิ่งลี้ลับต่างๆ ได้สำเร็จ รวมถึงคดี 'ดวงอาทิตย์ใต้ทะเลลึก' ด้วย
แต่ผลปรากฏว่า เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์หมายเลข 490 'แรงบันดาลใจ' ของชาร์ลอตต์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
ที่โต๊ะกาแฟมุมร้าน วัตสันนวดขมับด้วยความปวดหัว
"งั้นเราก็คงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ"
"มาตรการขั้นเด็ดขาดอะไร"
ชาร์ลอตต์พอจะเดาอะไรได้ลางๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด "หรือว่าคราวนี้สำนักงานจะ..."
"ใช่"
วัตสันพยักหน้าช้าๆ สายตาเคร่งขรึม "สำนักงานบริหารจัดการเตรียมจะโยนหมายเลข 490 เข้าไปในพื้นที่กักกันมิติ และทำลายมันทิ้งซะ"