เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45: รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ

บทที่ 45: รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ

บทที่ 45: รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ


บทที่ 45: รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ

“เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่?”

เมื่อมองดูฝูงชนที่เดินอย่างเร่งรีบบนท้องถนน ความสับสนอันใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นในใจของลู่หยวน

บรรยากาศในมณฑลเหม่ยแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ที่เขาเคยไปเยือนมาก่อน มันทำให้เขารู้สึกถึงภัยอันตรายที่ไม่ธรรมดา

เขามีความรู้สึกอยากจะออกไปโดยทันที

เนื่องจากเขาเป็นอมตะ ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลที่จะต้องใช้เวลานานขึ้นในการเอาสินค้าไปขายยังเมืองอื่น

ถึงอย่างนั้น ตอนนี้เมื่อเขามาถึงขนาดนี้แล้ว การหลบหนีออกไปโดยไม่ทำอะไรเลยก็ดูจะน่าสมเพชเกินไปหน่อย

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองดูฝูงชนบนท้องถนนแล้ว แม้ว่าชาวเมืองหลายคนจะแสดงสีหน้าวิตกกังวล แต่โดยรวมแล้วพวกเขาก็ยังดูสงบ แค่บรรยากาศมันตึงเครียดเล็กน้อยก็เท่านั้น”  ลู่หยวนคิดเช่นนั้น และระงับความอยากที่จะหนีเอาไว้ชั่วคราว

แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่ในเมืองนานเกินความจำเป็น เขาถามเส้นทางจากผู้คนบนถนนและตรงไปที่ร้านขายหนังที่ตั้งอยู่ในเมือง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่ เขาก็อยากจะขายสินค้าก่อนแล้วค่อยจากไป

ไม่ว่ามันจะเป็นอันตรายหรือไม่ แต่ตราบใดที่เขาหลบหนีไปก่อนที่มันจะปะทุขึ้น อันตรายนั้นก็จะไม่กลายเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง

ตลาดของมณฑลเหม่ยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ซึ่งมีร้านค้ามากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ตั้งอยู่

เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างทะเลใต้กับหยูจางมณฑลเหมยจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าจากทั้งสองเขตอำนาจด้วย พ่อค้าที่เดินทางไปทางเหนือและใต้มักจะผ่านทางมาที่นี่

สิ่งนี้ส่งผลให้ตลาดคึกคักไปด้วยร้านค้าหลากหลายแห่งและแผงลอยริมถนนมากมายตั้งยาวจนสุดลูกหูลูกตา

มีร้านขายหนังสัตว์สามร้านในตลาด

อาจเนื่องมาจากแรงกดดันด้านการแข่งขัน คราวนี้ขนที่ลู่หยวนขายจึงได้ราคาที่สูงเป็นพิเศษ

หนังเสือหนึ่งตัวและหนังหมีสองตัวขายได้ในราคา 200 ตำลึง แม้แต่เหล้าองคชาตเสือสองขวดที่เขานำมาด้วยก็ยังถูกพ่อค้าผู้มั่งคั่งบางคนไล่ตามขอซื้ออย่างกระตือรือร้น และสุดท้ายพวกมันก็ขายได้ในราคา 200 ตำลึงเงินเช่นกัน

หลังจากการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว เขาก็ได้รับเงินมามากถึง 400 ตำลึงเงิน

ผลกำไรจากการซื้อขายในครั้งนี้ชัดเจน

เมื่อได้รับเงินจำนวนมากมาในคราวเดียว จากประสบการณ์การค้าขายก่อนหน้านี้ แก๊งค์ท้องถิ่นในเมืองก็น่าจะได้รับข่าวแล้วและคงกำลังรีบมาที่นี่โดยทันที

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เขาจะรีบจากไปอย่างรวดเร็วและมุ่งตรงไปที่ประตูเมือง จากนั้นเขาก็จะหยิบธนูเหล็กที่เตรียมไว้ออกมาและเริ่มการล่าครั้งใหม่ และเพียงไม่นานจากนั้น โชคลาภเล็กๆ น้อยๆ ก็จะลอยเข้ามาสู่กระเป๋าตังของเขาอีกครั้ง

ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรปกติของเขาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาออกมาจากร้านขายหนังสัตว์ เขาก็สังเกตเห็นได้ทันทีว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป

“ไม่มีใครมาเลยหรอ?”

ลู่หยวนสำรวจตลาดโดยรอบ แม้ว่าบรรยากาศในเมืองจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ความเร่งรีบและคึกคักในย่านตลาดตะวันออกก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

พ่อค้าที่สัญจรไปมารวมตัวกันในบริเวณนี้ ผู้คนเองก็หลั่งไหลกันเข้าและออก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ แม้ว่าจะใช้ทักษะทั้งหมดของเขาเพื่อวัดและประเมินสภาพแวดล้อมรอบๆ เขาแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถตรวจจับสายตาที่คุ้นเคยได้ ' คนจากร้านขายหนังสัตว์เมื่อกี้ไม่ได้ไปแจ้งแก๊งท้องถิ่นหรอ?'

ในทันใดนั้น ทุกอย่างก็ชัดเจนสำหรับเขา

มันตามมาด้วยความสับสนครั้งใหญ่โดยทันที

ในระหว่างการเดินทางมายังทะเลใต้ รวมถึงมณฑลเหม่ย ลู่หยวนก็ได้ไปเยือนเมืองมาทั้งหมดสี่เมือง

ในสามเมืองก่อนหน้านี้ แก๊งท้องถิ่นก็ได้ไล่ตามเขาออกมาจากเมืองอย่างละโมภ พวกมันต้องการจะทำธุรกิจการแลกเปลี่ยนโดยไม่จ่ายเงิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับเทพเกาทัณฑ์แห่งภูเขาต้าหยูที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ขยะเหล่านี้ซึ่งรังแกคนดีไปวันๆ ในไม่ช้าก็เดินตามรอยเท้าของสมาชิกแก๊งชิงจูและถูกทิ้งไว้นอนคุยกับรากมะม่วงอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่

ในระหว่างการเดินทางของเขาในฐานะพ่อค้า เขาก็จำไม่ได้ว่าเขาทิ้งปุ๋ยลงไปบนพื้นมากเท่าไหร่แล้ว

แต่อย่างน้อยก็ยี่สิบถึงสามสิบกองอย่างแน่นอน

ในโลกที่โหดร้ายและมืดมนเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพลังพิเศษอยู่ในมือ มันก็มีผู้คนที่เต็มใจยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์อยู่เสมอ

และไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่มเติม

ในสายตาของสมาชิกแก๊งเหล่านั้น พวกมันกำลังรักษา "กฎเกณฑ์ตามปกติ" และแก้ไขทุกอย่างให้อยู่ใน “ความสงบเรียบร้อย”

นอกจากนี้ พวกมันยังมีสถานะที่แข็งแกร่งกว่าและความแข็งแกร่งที่มากกว่า ดังนั้นพวกมันจึงยังสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยนี้เอาไว้ได้

“ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครตามมาจริงๆ สินะ…”

หลังจากค้นหาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในที่สุดลู่หยวนก็ยืนยันได้ว่าไม่มีสมาชิกแก๊งอยู่ข้างหลังเขาจริงๆ และเขาก็ไม่พบสมาชิกแก๊งท้องถิ่นในตลาดด้วย

เมื่อเห็นเช่นนี้ เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะออกจากเมืองไปโดยทันที

หากไม่มีใครติดตามเขามา งั้นมันก็จะไม่เกิดอันตรายขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

และเมื่อไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตของเขาแล้ว ลู่หยวนจึงเปลี่ยนแผนเดิมและตัดสินใจอยู่ในเมืองต่อไปอีกสักพักเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วจึงค่อยจากไป

ตามปกติ เขาตามหาโรงเตี๊ยมบนถนนในตลาด

มันไม่ใช่แผงลอยริมถนนชั้นต่ำแห่งหนึ่งในเมือง แต่มันก็ไม่ใช่ร้านอาหารที่หรูหราเช่นกันเพราะมันแพงเกินไป

ลู่หยวนได้เลือกสถานที่ราคาถูกและมีรสชาติดีที่พ่อค้าและผู้ฝึกยุทธ์เร่ร่อนมักจะแวะเวียนมากันบ่อยๆ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานที่ประเภทนี้คือที่ที่มีข้อมูลให้รับฟังมากที่สุด

เขาหาที่นั่งในห้องโถงชั้นหนึ่ง สั่งอาหารจานเด่นของโรงเตี๊ยมพร้อมเหล้าหนึ่งขวด และฟังการสนทนาของพ่อค้าและผู้ฝึกยุทธ์ในขณะที่เขารับประทานอาหารกลางวัน

ไม่นานเขาก็ได้รับข้อมูลบางอย่างมา

“ทหารและสมาชิกแก๊งดอกเหมยหายไปสามวันแล้ว พวกเขายังกวาดล้างกลุ่มโจรวายุทมิฬไม่เสร็จอีกหรอ?”

พ่อค้าคนหนึ่งถอนหายใจหลังจากจิบเหล้า “เส้นทางการค้าถูกปิดมาเป็นเวลาเจ็ดวันแล้ว สินค้าของข้ากองอยู่ในเมืองและไม่สามารถขนย้ายออกไปไหนได้ ถ้ามันยังยืดเยื้อแบบนี้ต่อไปอีกสองสามวัน สินค้าของข้าก็คงได้เน่าเสียหมดแน่”

“มันจะเร็วขนาดนั้นได้ยังไง?” ชายร่างกำยำในชุดดำเยาะเย้ย “หัวหน้ากลุ่มโจรวายุทมิฬเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสอง และพี่น้องทั้งหกของเขาก็ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม”

“ทักษะวรยุทธ์ของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมมาก และพวกเขาก็ได้ฝึกฝนวิชากระบี่โจมตีแบบผสมผสาน หลังจากฝึกฝนมานานกว่าสิบปี พวกเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในวิชากระบี่นี้”

“และเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดทำงานร่วมกัน พวกเขาก็สามารถท้าทายได้แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอด!”

“หวังโป้เต๋าแห่งมณฑลเหมยแม้ว่าจะเป็นลูกศิษย์ของ 'ตาอินทรีทอง' หลี่เชินโป้ แต่เขาก็ยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองเท่านั้น เช่นเดียวกับผู้นำของแก๊งค์ดอกเหมย”

ชายร่างกำยำในชุดดำดูเหมือนจะมีความรู้เยอะมาก และมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความลับต่างๆ ของโลกยุทธ์ และในขณะที่เขาพูดความลับที่หาฟังยากเหล่านี้ออกมา เขาก็ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมากในห้องโถงโดยทันที

เมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมาที่เขา ชายร่างกำยำในชุดดำก็รู้สึกภูมิใจมากและปรนเปรอตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมจำนนต่อเสียงเรียกร้องที่อยู่รอบตัวเขาและพูดต่อ “ในความคิดของข้า แม้คราวนี้รัฐบาลและแก๊งดอกเหมยจะร่วมมือกัน แต่อย่างมากที่สุดพวกเขาก็คงจะขับไล่กลุ่มโจรวายุทมิฬออกไปได้เท่านั้น และคงไม่สามารถฆ่าพวกมันได้…”

ตุ๊บ!

ลู่หยวนจิบเหล้าแล้ววางแก้วของเขาลง

หลังจากฟังผู้คนในห้องโถงอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในมณฑลเหมย

“ครึ่งเดือนที่แล้ว กลุ่มโจรวายุทมิฬได้ลงมาจากทางใต้ ปล้นบ้านเมืองและปิดขวางเส้นทางเดินธุรกิจของที่นี่ และในที่สุด พวกเขาก็ดึงดูดความสนใจของรัฐบาลและแก๊งท้องถิ่นซึ่งทำให้พวกเขาริเริ่มยกพวกไปปราบโจรเหล่านี้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มันไม่มีพวกอันธพาลท้องถิ่นในเมืองในเวลานี้”

“และเนื่องจากทุกคนในแก๊งถูกส่งไปตามล่ากลุ่มโจรวายุทมิฬ ดังนั้นพวกมันจึงไม่มารบกวนฉันซึ่งแอบเอาหนังเข้ามา อ้า นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ…”

ลู่หยวนจัดการความคิดของเขาและลุกขึ้น จ่ายเงิน เก็บข้าวของและออกจากโรงเตี๊ยม

รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ…

จากสภาพของกองกำลังเหล่านี้ เขาก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าฝ่ายใดจะมีชัยในท้ายที่สุด

แต่ที่แน่ๆ การอยู่เคียงข้างความขัดแย้งก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ

ตอนนี้เมื่อเขาเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนแล้ว เขาจึงตัดสินใจออกจากเมืองโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเขาเอง...

จบบทที่ บทที่ 45: รัฐบาล, แก๊งดอกเหมย, กลุ่มโจรวายุทมิฬ

คัดลอกลิงก์แล้ว