เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 : การแสวงหาความรู้

บทที่ 17 : การแสวงหาความรู้

บทที่ 17 : การแสวงหาความรู้  


บทที่ 17 : การแสวงหาความรู้

เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว

ลู่หยวนตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

เขาหยิบแปรงสีฟันไม้ที่เขาสร้างขึ้นมาเองเมื่อหลายเดือนก่อนขึ้นมา จุ่มมันลงในเกลือหยาบ และเริ่มแปรงฟัน

ความจริงที่ว่าเขาได้เดินทางไปสู่ยุคโบราณนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขามองว่าชีวิตของเขานั้นเป็นอมตะและไม่มีจุดสิ้นสุด ดังนั้นเขาจึงเริ่มค่อยๆ ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของเขาในการเดินทางอันยาวนานนี้

แปรงที่เขาใช้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ด้วยขนหมาป่าอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขา ไม้ที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง พร้อมด้วยภูมิปัญญาและงานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ เขาจึงประดิษฐ์แปรงสีฟันแบบโฮมเมดขึ้นมาเองได้

หลังจากล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่นขึ้นแล้ว ลู่หยวนก็เริ่มฝึกร่างกายต่อไป

เมื่อมองผ่านธรรมชาติที่เต็มไปด้วยอันตรายแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าเพื่อที่จะมีชีวิตรอด เขาก็จำเป็นจะต้องพัฒนาร่างกายของเขาให้แข็งแรง

ด้วยเหตุนี้เอง กิจวัตรประจำวันของเขาจึงเริ่มต้นด้วยการวอร์มร่างกายด้วยการออกกำลังกายแบบเบสิคๆ จากนั้นก็ตามมาด้วยการวิดพื้น สควอช จ็อกกิ้ง ซิทอัพและอื่นๆ

เขาพัฒนาร่างกายและจัดสรรตารางการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบและแม้กระทั่งตั้งชื่อให้มันว่า “วิธีออกกำลังกายของลู่”

เขาได้ฝึกหนักแบบนี้มาตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว และผลลัพธ์ก็ออกมาชัดเจน

เขาไม่เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งของเขายังเพิ่มขึ้นมามากอีกด้วย

ก่อนที่คุณจะเชี่ยวชาญการยิงธนู คุณก็ต้องควบคุมจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายให้ได้ก่อน

สาเหตุที่ทักษะยิงธนูของลู่หยวนมีความก้าวหน้าอย่างมากในเวลาอันสั้นส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากจุดศูนย์ถ่วงของเขาที่แข็งแรง

หลังจากออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

หลังจากตักน้ำขึ้นมาจากบ่อแล้ว ลู่หยวนก็อาบน้ำเพื่อล้างเหงื่อ

หลังจากเทน้ำหลายขันลงบนตัวเขา ความร้อนก็หายไปพร้อมกับกลิ่นเหงื่อ

เขาชอบความรู้สึกสดชื่นหลังจากออกกำลังกายหรือทำงานมาเหนื่อยๆ มากที่สุดแล้ว

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ โจ๊กที่เขาปรุงไว้ก็พร้อมแล้ว

สิ่งที่เขาต้องการคือน้ำ ข้าว เนื้อ ผัก เกลือ หม้อและเตา หลังจากเดินทางมาสู่โลกนี้แล้ว ลู่หยวนก็เริ่มหลงใหลในวิธีการปรุงอาหารที่ง่ายและสะดวกเช่นนี้

ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็มีเพียงการโยนทุกอย่างลงในหม้อพร้อมๆ กันแล้วรอจนมันสุก แค่นี้เขาก็ได้โจ๊กอันโอชะแล้ว!

ชีวิตของนายพรานบนภูเขานั้นเรียบง่ายและน่าเบื่อ

แม้ว่าตอนนี้เขาจะอาศัยอยู่ในเมืองแล้ว แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว

นิสัยของเขาในอดีตยังคงมีอิทธิพลต่อเขาในปัจจุบัน และเขาก็ยังคงเตรียมอาหารง่ายๆ และตรงไปตรงมาเหล่านี้ต่อไป

“ตอนนี้ฉันมีบ้าน มีตัวตนและมีแม้แต่เงินแล้ว ทุกอย่างล้วนพร้อมแล้ว และมันก็ถึงเวลาเรียนรู้การอ่านแล้ว”

ลู่หยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ในลานบ้านและครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ขณะที่เขากินโจ๊กและจิบชาของเขา

เขาได้คิดเรื่องนี้แล้วในขณะที่ซื้อบ้านของเขาเมื่อวันก่อน

วันนี้เขาสามารถเริ่มปฎิบัติตามแผนที่วางเอาไว้ได้เลย

เมืองไม่ได้ใหญ่นัก มันมีถนนสายหลักเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

บ้านของลู่หยวนตั้งอยู่บนฝั่งภูเขาทางด้านตะวันออกของถนน เพื่อนบ้านใหม่ของเขาคือครอบครัวเกษตรกรรมที่อาศัยการปลูกต้นพลัมบนภูเขาเพื่อหาเลี้ยงชีพ

ขณะที่เขาเดินทางต่อไปในเมือง มันก็มีตรอกซอกซอยสี่ตรอกในถนนเส้นตะวันออก แต่ละตรอกมีประมาณยี่สิบครัวเรือน

หลังจากแวะซื้อข้าวของบนถนนสักเล็กน้อยแล้ว ลู่หยวนก็เดินทางต่อ

ชั่วครู่ต่อมา เขาก็มาถึงที่ตั้งของซอยที่ 3 ของถนนทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว

ด้านนอกลานเล็กๆ ที่ประตูปิดอยู่ ลู่หยวนเคาะประตูบ้านแล้วร้องออกมา

“ท่านซุน ท่านอยู่ที่บ้านรึเปล่า?”

เมื่อพิจารณาว่าเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการอ่าน เขาจึงต้องไปหาครูแน่อยู่แล้ว

ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คือบัณฑิตนามซุนซือเหวิน

เขาได้ถามเจ้าของโรงเตี๊ยมเมื่อวันก่อนแล้ว และพบว่าบัณฑิตคนนี้ยากจนที่สุดในเมืองแล้ว และเขาก็ยังมีทักษะที่ค่อนข้างด้อยกว่าบัณฑิคนอื่นๆ ด้วย

แม้จะเรียนมานานกว่าสิบปี แต่เขาก็ยังไม่ได้รับใบรับรองบัณฑิตเลย

และเนื่องจากไม่มีวุฒิและไม่มีทักษะ ซุนซือเหวินจึงไม่ร่ำรวยโดยธรรมชาติ

งานปกติของเขาจำกัดอยู่เพียงการเขียนจดหมายถึงชาวเมืองและการแต่งโคลงกลอนในช่วงเทศกาลเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง เงินที่ซุนซือเหวินได้รับมานั้นจึงแทบจะไม่พอต่อการสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเขาเลยด้วยซ้ำ

ในตอนนี้ เขาก็ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินของบรรพบุรุษของเขาออกไปเพื่อความอยู่รอด

สำหรับงานสอน?

ใครจะโง่ปล่อยให้ลูกๆ ของพวกเขาไปเรียนกับผู้ชายที่ไม่ผ่านการสอบบัณฑิตกัน? นั่นจะไม่เป็นหายนะสำหรับพวกเขาหรอ?

หากลูกๆ ของพวกเขาเรียนรู้จากซุนซือเหวิน ไม่เพียงแต่พวกเขาอาจจะเรียนรู้ได้ไม่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังอาจได้รับผลกระทบติดเชื้อโง่และความโชคร้ายมาจากเขาอีกด้วย

ใช่แล้ว ในสายตาของพ่อแม่บางคน บางครั้งการศึกษาก็ดูเป็นเรื่องลึกลับซึ่งต้องอาศัยโชค

โดยสรุปแล้ว เนื่องจากข้อเสียหลายประการ บัณฑิตซุนซือเหวินจึงมีชีวิตที่น่าสังเวช อดอยากปากแห้งและอัตคัด

อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังหมายความว่าเขามีแนวโน้มที่จะเรียกเก็บค่าการสอนต่ำที่สุดด้วยเช่นกัน

ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว ลู่หยวนก็ไม่ได้มุ่งมั่นอยากจะเป็นบัณฑิตมากขนาดนั้น เขาเพียงแค่อยากจะอ่านออกเขียนได้ก็เท่านั้น

ส่วนความรู้อื่นๆ…

ในชีวิตก่อนหน้านี้ เขาต้องผ่านการเรียนหนักมากว่าทศวรรษ ตั้งแต่โรงเรียนประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เขาจึงพอแล้ว ตอนนี้เขาไม่ต้องการจะเรียนอย่างอื่นนอกจากการอ่านการเขียนเพิ่มอีกแล้ว

และด้วยเหตุนี้เอง บัณฑิตตกอับจึงเป็นอาจารย์ชั้นยอดสำหรับเขา ณ ปัจจุบัน

“ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า 'ของถูก' แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหน มันก็ล้วนน่าดึงดูดใจกันทั้งนั้น”

ขณะที่ลู่หยวนกำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นหลังประตู จากนั้นก็ตามด้วยเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยด ชายในวัยยี่สิบเปิดประตูออกมา

ชายคนนี้สวมชุดสีเขียวคล้ายบัณฑิต แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดูซีดจางจากการซักและมีรอยปะนั่นนี่ซึ่งทำให้เขาดูจนเล็กน้อย

' นี่จะต้องเป็นซุนซือเหวินแน่ๆ' ลู่หยวนเดา

ซุนซือเหวินมองคนแปลกหน้าตรงหน้าด้วยความสับสน เขาจำไม่ได้มาก่อนว่าเคยพบอีกฝ่ายที่ไหน ดังนั้นเขาจึงถามว่า “ข้าขอทราบได้ไหมว่าท่านเป็นใคร?”

“ข้าชื่อลู่หยวน ข้าเพิ่งย้ายเข้ามาในเมืองนี้เมื่อวาน”

ลู่หยวนโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วแนะนำตัวเอง จากนั้นจึงเข้าสู่หัวข้อหลัก “ข้าได้ยินมาว่าท่านซุนมีความรู้ลึกล้ำและเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในเมือง ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อขอเรียนรู้จากท่าน”

เมื่อพูดเช่นนั้น เขาก็มอบกล่องของขวัญที่เขาเตรียมมาให้กับอีกฝ่าย

ในโลกนี้ นอกเหนือจากการจ่ายค่าเล่าเรียนแล้ว เรายังต้องมอบผลไม้และเนื้อแปรรูปให้กับอาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย

ว่ากันว่าประเพณีนี้มีต้นกำเนิดมาจากครูผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง

เดิมที เมื่อปราชญ์สอนศิษย์ของเขา เขาจะไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ดังนั้นศิษย์เหล่านั้นซึ่งมีฐานะยากจนจึงมักจะนำผลไม้ดองและเนื้อแปรรูปที่พวกเขาทำเองขึ้นมาไปถวายแก่อาจารย์ของตนเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ธรรมเนียมการปฏิบัตินี้ก็ค่อยๆ กลายมาเป็นประเพณี และตอนนี้มันก็ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นพิธีการ

“เรียนรู้จากข้าหรอ?”

เมื่อมองไปที่กล่องของขวัญตรงหน้าเขา จากนั้นก็มองไปที่ลู่หยวนผู้กำลังแสดงความคารพ หัวใจของซุนซือเหวินก็เต้นระรัว

มีคนกำลังขอเรียนจากเขา?

เขาจะสามารถเป็นครูสอนคนได้อย่างงั้นหรอ?

ความเหลือเชื่อปรากฎท่วมท้นจิตใจของซุนซือเหวิน มันทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง...

จบบทที่ บทที่ 17 : การแสวงหาความรู้

คัดลอกลิงก์แล้ว