- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 91 - บททดสอบความเชื่อฟัง
บทที่ 91 - บททดสอบความเชื่อฟัง
บทที่ 91 - บททดสอบความเชื่อฟัง
บทที่ 91 - บททดสอบความเชื่อฟัง
เสียงฝีเท้าเร่งรีบของคนจากเมืองเจิ้นเจียงที่มารับศพดังแว่วมาจากนอกประตู
บุรุษผู้นั้นยกมือข้างหนึ่งชี้ไปทางหน้าต่างของสถานเก็บศพ "ห่างออกไปหนึ่งลี้ มีม้าสีดำผูกไว้ตัวหนึ่ง"
สิ้นคำพูด หลานซินก็ไม่มีเวลาให้คิดไตร่ตรอง นางแหงนหน้ากลืนยาเม็ดลงคอในรวดเดียว ก่อนจะกระโจนพุ่งตัวทะลุหน้าต่างออกไปทันที
สายตาของบุรุษผู้นั้นกวาดมองใบหน้าซีดเซียวของศพแม่นางกู้ในโลงแวบหนึ่ง งานเทคนิคอย่างการฆ่าคน สั่งสอนเพียงแค่ครั้งเดียวย่อมไม่เพียงพอ ในเมื่อต้องการจัดฉากการตายของแม่นางกู้ให้ดูเหมือนว่าถูกหลานซินฆ่าปิดปากเพราะดันไปเห็นตอนกำลังหลบหนี แล้วการตายเพราะถูกพิษจนเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด มันจะไปสมเหตุสมผลได้อย่างไร
เขาจึงถือวิสาสะแทงซ้ำไปอีกแผลเพื่อเก็บกวาดร่องรอยให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องเป็นที่ครหาให้ฮูหยินจู้เกิดความสงสัยได้อีก
บุรุษผู้นั้นมองลอดช่องประตูออกไป เห็นผู้คนที่ยืนรออยู่หน้าสถานเก็บศพล้วนสวมชุดขุนนางเต็มยศ ล้วนเป็นเสมียนในที่ว่าการทั้งสิ้น
แววตาของเขาพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที เสมียนชั้นผู้น้อยพวกนี้ ตกลงแล้วเป็นคนของราชสำนัก หรือเป็นแค่สุนัขรับใช้ที่ขุนนางเลี้ยงไว้กันแน่
มีคนกำลังเดินมาเปิดประตูไม้
บุรุษผู้นั้นดึงสายตากลับมา แตะปลายเท้าเบาๆ ก่อนที่ประตูไม้จะถูกเปิดออกกว้าง เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ถนนหน้าสถานเก็บศพทอดยาวตรงไปสู่ภูเขา บุรุษผู้นั้นร่อนลงมาจากฟากฟ้า พลิกตัวขึ้นนั่งบนหลังม้าตัวใหญ่ หันกลับไปมองเทือกเขาตานถูที่ทอดยาวสลับซับซ้อน สองขาหนีบท้องม้าแน่น เอ่ยคำสั่งเสียงขรึมกับผู้ติดตามที่ตามมาติดๆ "ไป พวกเราจะไปเมืองจินหลิง ไปพบใต้เท้าชิวสักหน่อย"
ผู้ติดตามนามว่าลั่วทิง เป็นคนพูดน้อยสืบทอดนิสัยมาจากผู้เป็นนาย "ขอรับ" เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "เมื่อเช้าตรู่วันนี้ ฮูหยินจู้เดินทางเข้าไปในป้อมปราการแล้ว นายท่านเห็นสมควรให้ทิ้งคนไว้คอยจับตาดูหรือไม่ขอรับ"
เซวียเซียวจับบังเหียนม้าไว้หลวมๆ ปล่อยให้ม้าย่ำเท้าไปมา สายตายังคงจับจ้องไปทางป้อมปราการที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกอย่างไม่วางตา ผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงส่ายหน้า "ไม่ต้อง นางรับมือได้"
ด้วยความสามารถของนาง ต่อให้ไม่ผ่านการคัดเลือก ก็คงไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตไปทิ้งหรอก
หากนางไม่มีความสามารถพอที่จะผ่านการคัดเลือกจริงๆ การปล่อยนางกลับบ้านเกิดไป ก็ถือเป็นเรื่องดีและมีเมตตาต่อตัวนางแล้ว
ท่านหมอเฉิงผู้ใจบุญและมีร่างกายอ่อนแอนั่น ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว หากไม่มีความสามารถที่จะก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด ก็จงกลับคืนสู่สามัญ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุขต่อไปเถอะ
เซวียเซียวใช้สองขาหนีบท้องม้าอย่างแรง ควบม้าทะยานฝุ่นตลบออกไปเป็นคนแรก แต่พอควบม้าไปได้ไม่ถึงหนึ่งลี้ เขาก็ดึงบังเหียนให้ม้าหยุดชะงัก สีหน้ายังคงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ หันหน้าไปสั่งการเสียงเบา "เจ้าอยู่คอยจับตาดูไว้ อย่าปล่อยให้ฮูหยินจู้วางอำนาจบาตรใหญ่จนเกินไปนัก จนก่อให้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นมาได้"
สิ้นคำสั่ง เซวียเซียวก็ควบม้าจากไป
ลั่วทิง: ...เอ่อ ถ้างั้นเมื่อกี้ก็ไม่น่าจะเสียเวลาควบม้าให้เหนื่อยเปล่ามาตั้งครึ่งลี้เลยนะ!
ภายในป้อมปราการ วันสุดท้ายของการคัดเลือก
ทุกอย่างเงียบสงบอย่างผิดคาด
เหลือเพียงซานเยว่และแม่นางเหวินแค่สองคนเท่านั้น
ห้องพักของทั้งสองอยู่ติดกัน แต่ความแข็งแรงแน่นหนาของป้อมปราการนี้เทียบไม่ได้กับจวนตระกูลเฉิงเลยแม้แต่น้อย เมื่อปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ก็เหมือนอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงัดตัดขาดจากโลกภายนอก สิ่งที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างก็ถูกกั้นไว้จนหมดสิ้น หน้าประตูของทั้งสองห้อง มีหญิงรับใช้สูงวัยสองคนยืนเฝ้าอยู่ พวกนางมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ทว่าท่าทีกลับแข็งกร้าวดุดัน
"แม่นางหลิว ฮูหยินยังไม่ได้เรียกพบ ท่านก็จงรออยู่ในห้องอย่างสงบเถอะเจ้าค่ะ" หญิงรับใช้สูงวัยค้อมตัวตอบด้วยรอยยิ้ม หลังจากไล่ชิวเถาที่เปิดประตูออกมาดูลาดเลาให้กลับเข้าไปแล้ว นางก็ปิดประตูดัง "ปัง" เข้าใส่ทันที
ชิวเถายิ่งหวาดกลัวกระวนกระวายใจหนักขึ้นไปอีก
ประตูถูกเปิดออกเพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่สาวใช้ตัวน้อยนำกล่องอาหารกลางวันมาส่ง
ชิวเถาเปิดฝากล่องออก ทว่าสิ่งที่อยู่ข้างในกลับกลายเป็นมีดสั้นอาบเลือดและหัวไก่ที่ถูกสับจนขาดกระเด็นวางอยู่บนจาน
ใบมีดแหลมคมวาววับ หัวไก่วางเอียงอยู่ ดวงตาของสัตว์ปีกที่เย็นชาและไร้แววชีวิตจ้องเขม็งไปข้างหน้า
"กรี๊ด—" ชิวเถามือสั่น ปัดฝากล่องอาหารตกลงพื้นด้วยความตกใจ ตัวเองก็ล้มหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น ร้องไห้โฮออกมาทันที "นี่! นี่มันอะไรกันเจ้าคะ!"
ซานเยว่หลุบตาลงต่ำ เงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากพูดเสียงเบา "ก็แค่เอามาขู่พวกเราเท่านั้นแหละ"
การทำสงครามสู้รบ หากทหารฝ่ายใดมีแต่ทหารใหม่ที่ยังไม่เคยลงสนามรบ ฝ่ายตรงข้ามก็จะแอบนำศพที่มีสภาพน่าสยดสยองนับพันศพมาวางเรียงรายไว้บนสมรภูมิในตอนกลางคืน จุดประสงค์ก็เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจของทหารใหม่ที่ไม่เคยเห็นเลือดมาก่อน หากแนวป้องกันทางจิตใจพังทลาย ผลแพ้ชนะของสงครามก็เห็นๆ กันอยู่แล้ว
ประตูถูกเปิดเป็นครั้งที่สอง เมื่อหญิงรับใช้สูงวัยที่อยู่หน้าประตูเปิดเข้ามาเพื่อขอโทษด้วยท่าทีนอบน้อม "คนในครัวสะเพร่าจริงๆ เจ้าค่ะ แม่ครัวเผลอเอาของคาวเลือดพวกนี้ใส่มาในกล่องอาหารของคุณหนูเสียได้—" หญิงรับใช้สูงวัยเปลี่ยนกล่องอาหารใบใหม่ให้ "นี่ต่างหากอาหารกลางวันของท่าน เชิญทานให้อร่อยนะเจ้าคะ ทานให้อร่อยเจ้าค่ะ"
ข้าวกล่องนี้ กินไม่ลงหรอก
คนที่ขี้ขลาดตาขาวและหวาดกลัว ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีทางกลืนข้าวลงคอได้อย่างแน่นอน
ซานเยว่ผลักกล่องอาหารออกไป นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หลับตาพักผ่อน ห้องพักเก็บเสียงได้ดีเยี่ยม นางจึงไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ จากฝั่งแม่นางเหวิน และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าลูกไม้แบบนี้ถูกนำไปใช้กับแม่นางเหวินด้วยหรือไม่ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะโดนเหมือนกัน การปล่อยให้รอคอยอย่างกระวนกระวายใจอย่างไร้จุดหมาย หัวไก่ที่ถูกสับ มีดสั้นอาบเลือด การกดดันทีละก้าวๆ เหล่านี้ คงไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบนางเพียงคนเดียวหรอก
การทดสอบเพียงฝ่ายเดียวนั้น ไร้ความหมายสิ้นดี
ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง วันที่ห้าที่ได้นัดแนะไว้ กำลังจะผ่านพ้นไปในพริบตา
ในที่สุดเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ชิวเถาลนลานรีบไปเปิดประตู
หญิงรับใช้สูงวัยค้อมตัว "แม่นางหลิว รบกวนท่านย้ายไปที่ห้องโถงเรือนหลักด้วยเจ้าค่ะ"
ซานเยว่หลุบตาลง มือข้างหนึ่งรวบชายกระโปรงขึ้น ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู
ชิวเถาราวกับสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง นางรีบคว้าชายเสื้อของซานเยว่ไว้แน่น น้ำเสียงปนสะอื้น "ท่านรีบกลับมานะเจ้าคะ"
หญิงรับใช้สูงวัยยิ้มแย้มแจ่มใส "ดูแม่นางเถาพูดเข้าสิ เจ้าก็ต้องไปด้วย นายบ่าวพากันไปที่ห้องโถงด้วยกันนั่นแหละ"
ซานเยว่ขมวดคิ้วฉับทันที เพียงชั่วพริบตาก็รีบเก็บสายตาลงก่อนที่หญิงรับใช้สูงวัยจะหันกลับมามอง นางกดเสียงต่ำเอ่ยขึ้น "ไปกันเถอะชิวเถา"
เมื่อมาถึงห้องโถง แม่นางเหวินก็มาถึงก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพราะความหวาดกลัวจากการรอคอยและหัวไก่ที่อาบเลือด ร่างกายของนางจึงห่อเหี่ยวคู้ตัว นั่งหดตัวอยู่ที่เก้าอี้ตัวล่างฝั่งซ้าย ตรงตำแหน่งประธานตรงกลาง มีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางมีรูปร่างหน้าตางดงามหมดจด เครื่องหน้ารูปสลัก คางเรียวแหลม ผิวพรรณขาวผ่อง คิ้วโก่งดั่งใบหลิวสีเขียวอมดำเป็นธรรมชาติ สวมเสื้อคลุมยาวสีแดงสดปักลายดิ้นทองลายฮกหลกซิ่ว สวมกระโปรงลายม้าสีเขียวมรกตปักลายดอกไม้ประณีตแบบซูโจว ผมเกล้ามวยทรงดอกโบตั๋น รวบขึ้นไปไว้กลางศีรษะ ประดับด้วยปิ่นปักผมทองคำฉลุลายดอกโบตั๋นและนกหลวนฝังอัญมณี ดูหรูหราฟู่ฟ่าตระการตา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามและมีระดับ
ซานเยว่หลุบตาลงทำความเคารพ
ฮูหยินจู้ยิ้มบางๆ "พวกเจ้าสองคนก็นับว่าดวงแข็งไม่เบา เมื่อคืนนี้แม่นางหลานที่มาจากเมืองจินหลิงเกิดคลุ้มคลั่งทำร้ายคน สังหารแม่นางกู้ที่บังเอิญเดินผ่านมาจนตายคาที วันนี้แม่นางกู้ต้องถูกจับใส่โลงส่งลงเขาไปเพื่อความสงบสุข โลงศพถูกย้อมไปด้วยเลือดสดๆ ช่างตายได้อย่างอยุติธรรมเสียจริง ตอนนี้จากสี่ดรุณีผู้เพียบพร้อมของแต่ละเมือง กลับเหลือเพียงพวกเจ้าสองคน ช่างน่าสะท้อนใจยิ่งนัก"
ซานเยว่: เอ๊ะ
ถูกปาดคอตายคาทีอย่างนั้นหรือ
ซานเยว่คิดว่าตัวเองหูฝาดไป
นางมั่นใจว่านางใช้เข็มอาบพิษลอบสังหารแม่นางกู้จนตาย แล้วทำไมถึงกลายเป็นถูกปาดคอตายไปได้ล่ะ
นางเก็บซ่อนความสงสัยไว้ในใจไม่ปริปากถาม เพราะฮูหยินจู้เริ่มพูดต่อแล้ว
"ในเมื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเหลือลดน้อยลง คำพูดที่เป็นทางการพวกนั้น พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความแล้ว"
ฮูหยินจู้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบกัน "แปะๆ" สองครั้ง มีคนยกถาดไม้เคลือบเงาสีแดงที่คลุมด้วยผ้าสีแดงสองใบเข้ามา
"ด่านสุดท้ายนี้ หากใครผ่านไปได้ก็กลับบ้านไปเตรียมตัวออกเรือน รอฤกษ์งามยามดีในปีหน้าเพื่อแต่งเข้าตระกูลเซวียของเราได้เลย บุตรบุญธรรมของข้าแม้ชะตาชีวิตจะอาภัพไปบ้าง แต่ช่วงหนึ่งถึงสองปีมานี้ เขาก็อาศัยความเด็ดขาดอำมหิต สร้างชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาไม่น้อย แม้แต่ท่านหญิงน้อยแห่งจวนคังหนิงจวิ้นหวังยังเคยเอ่ยปากชื่นชมเขาอยู่หลายครั้ง หากได้แต่งงานกับเขา ก็ถือว่าได้ก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในพริบตา ชีวิตในวันข้างหน้าก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกแล้ว"
ที่มุมปากของฮูหยินจู้ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ นางปรบมืออีกสองครั้ง
เหออู่มามาเลิกผ้าคลุมสีแดงออกรวดเดียว
เผยให้เห็นมีดสั้นเล่มเดียวกับที่ส่งไปผิดเมื่อตอนกลางวันพอดิบพอดี!
"ข้าหาลูกสะใภ้ ไม่ได้หาศัตรูเข้าบ้าน เหตุผลที่ข้าต้องพึ่งพา 'ชิงเฟิ่ง' ก็เพราะว่าไม่สามารถหาคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ที่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของข้าได้ คนที่จะมาเป็นสะใภ้ตระกูลเซวียของเรา ข้อแรกและสำคัญที่สุดเลยก็คือ ต้องว่าง่ายและเชื่อฟัง"
ฮูหยินจู้ยิ้มตาหยี "จงใช้มีดสั้นเล่มนี้ สังหารสาวใช้ตัวน้อยที่คอยปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้ามาตลอดห้าวันนี้เสีย ให้ฮูหยินอย่างข้าได้ดูเป็นขวัญตาสิว่า แท้จริงแล้วพวกเจ้านั้นว่าง่ายและเชื่อฟังจริงๆ หรือไม่"
[จบแล้ว]