- หน้าแรก
- ร้านของฉันเชื่อมหมื่นมิติพันพิภพ
- ตอนที่ 9 โรงทาน
ตอนที่ 9 โรงทาน
ตอนที่ 9 โรงทาน
ตอนที่ 9 โรงทาน
ธัญพืชที่อยู่ในมือพวกเขาไม่พอจริงๆ
หากยังหาธัญพืชมาเพิ่มไม่ได้ โรงทานแจกโจ๊กคงประคองไม่พ้นวันนี้ แล้วต้องเกิดเรื่องแน่
“ของเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากข้าวแล้ว ยังมีแป้งอีกบางส่วน พวกคุณสามารถต้มกับน้ำให้เป็นแป้งข้นได้ เร็วกว่าหุงโจ๊ก และยังประหยัดฟืนอีกด้วย”
เสิ่นโย่วลุกขึ้นเดินไปยังโรงจอดรถที่ใช้กองข้าวสารกับแป้งไว้ เปิดกระสอบป่านใบหนึ่งที่บรรจุข้าวให้พวกเขาตรวจดู
ทันทีที่ทั้งสองเห็นเมล็ดข้าวในถุงที่อวบเต็มเม็ด ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความยินดีในพริบตา
เป็นข้าวขาวชั้นดีทั้งหมด!
การตำข้าวเอาเปลือกออกเป็นงานที่สิ้นเปลืองแรงมาก ชาวบ้านทั่วไปที่กินกัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นข้าวกล้อง เปลือกรำยังไม่ได้ถูกขัดออกหมด จึงมีสีเหลืองอ่อน
ในที่อย่างอวิ๋นโจว สภาพความเป็นอยู่ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เดิมทีพวกเขาคิดว่า แค่พอหาข้าวกล้องมาได้บ้างก็นับว่าดีมากแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นธัญพืชชั้นดีถึงเพียงนี้ ส่วนแป้งพวกนี้ก็ละเอียดสะอาด หากอยู่ในเมืองหลวง แม้แต่ครอบครัวชาวบ้านทั่วไป เดือนหนึ่งก็ใช่ว่าจะได้กินสักครั้ง!
ต้องคัดสิ่งเจือปนออกก่อน แล้วยังต้องโม่ข้าวสาลีให้ละเอียดถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่เถ้าแก่กลับใช้เวลาเพียงสองวัน ถือว่าเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
จ้งจิ้งหยิบขึ้นมานิดหนึ่งวางบนฝ่ามือ ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้ตื้นตันจนแทบอยากร้องไห้
หากแคว้นต้าฉีของพวกเขาก็สามารถหาเสบียงแบบนี้ได้ทุกเมื่อ และตามใจต้องการ จะดีเพียงใด อย่างนั้นก็คงไม่มีผู้ประสบภัยที่ไม่มีข้าวกินจนอดตายอีก
“ขอบคุณเถ้าแก่มาก ท่านคือผู้มีพระคุณของชาวอวิ๋นโจวผู้ประสบภัย!” จ้งจิ้งโค้งคำนับเสิ่นโย่วอย่างลึกซึ้ง
“ถึงขั้นนั้นก็ไม่จำเป็นหรอก” เสิ่นโย่วยื่นมือไปห้าม
“ฉันเปิดร้านก็เพื่อทำการค้า อีกอย่าง ของพวกนี้สำหรับฉันไม่ได้ถือว่าเป็นของล้ำค่า”
ตำแหน่งผู้มีพระคุณแบบนั้นเธอรับไม่ไหว ทุกคนรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าอันเย็นชาก็พอ
เสิ่นโย่วคิดเช่นนั้น แต่ในใจของจ้งจิ้งกับหลิวเจิ้ง ภาพลักษณ์ของเธอกลับยิ่งสูงส่งขึ้นอีก
ในช่วงคับขันเช่นนี้ เธอลงมือช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนให้พวกเขาได้ แล้วยังพูดออกมาอย่างสบายๆ เช่นนี้อีก
ทั้งห้องของเธอเต็มไปด้วยหลิวหลี และของล้ำค่าประหลาดนานัปการ คิดแล้วคงไม่ใช่เพราะต้องการทรัพย์สินเงินทองถึงได้ช่วยเหลือพวกเขา
ยิ่งจ้งจิ้งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า นางเป็นผู้สูงส่งเหนือโลกีย์ เป็นเซียนโดยแท้
“เถ้าแก่ ของพวกนี้ใช้เป็นเงินซื้อธัญพืชพวกนี้พอหรือไม่?”
หลิวเจิ้งยกหีบไม้สองใบเข้ามา วางลงบนโต๊ะแล้วเปิดออก
“พอแล้ว” เสิ่นโย่วยกยิ้มแบบนักธุรกิจ ในใจดีใจจนแทบอยากกระโดดอยู่กับที่
ตัวหีบมองดูเหมือนไม้หวงฮวาหลี คุณภาพใช้ได้ ไม้ชนิดนี้ในสมัยโบราณตระกูลใหญ่ๆ นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ไม้หวงฮวาหลีสมัยหมิงชิงในงานประมูลมีราคาสูงมาก
หีบธรรมดาแบบนี้เทียบไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเอาไปใช้ตกแต่งร้านใส่ของก็ยังถือว่าไม่เลว
จุดสำคัญคือของที่อยู่ในหีบ
มีกล่องหยกที่แกะสลักจากหยกทั้งก้อน และยังกำไลหยกวงหนึ่งที่สลักเป็นลายมังกรคู่คาบไข่มุก
ข้างกล่องหยกมีเครื่องประดับวางอยู่หลายชิ้น ทั้งที่ทำจากหยก ทั้งที่ทำจากทองคำ ในจำนวนนั้นมีปิ่นปักผมสองอันที่ประณีตที่สุด
ไข่มุกถูกจัดเรียงเป็นรูปดอกไม้สามมิติ ตรงกลางเป็นอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่ง ภายใต้แสงดูราวกับมีประกายเคลื่อนไหวอยู่ภายใน
ไข่มุกทะเลธรรมชาติแบบนี้ แม้รูปทรงจะไม่กลมเท่ากับไข่มุกเพาะเลี้ยงสมัยใหม่ แต่คุณค่านั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว และเงางามก็ดูนุ่มนวลกว่ามาก
อีกอันหนึ่งแกะสลักจากหยกมรกต รายละเอียดวิจิตรอย่างถึงที่สุด งดงามจนดูมีไอเซียนในตัวเอง
ในหีบใบที่เล็กกว่านั้นมีพัดพับอยู่หนึ่งด้าม และยังเป็นของที่มีมูลค่ามากที่สุดอีกด้วย
ทั้งด้ามขาวราวหิมะ แกะสลักจากงาช้าง!
ดีที่เห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยถูกเก็บสะสม และหยิบมาชื่นชมเล่นอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นของสิ่งนี้คงเป็นปัญหาใหญ่แน่
ของที่ทำจากงาช้างซึ่งยังซื้อขายกันได้ในท้องตลาด ล้วนเป็นของเก่าสะสมเท่านั้น
“ก่อนหน้านี้ได้ยินพวกคุณพูดว่าอวิ๋นโจวหนาวเย็นกันดาร แล้วในสองวันมานี้ไปหาของล้ำค่าได้มากขนาดนี้มาจากไหน?” เสิ่นโย่วถามไปประโยคหนึ่ง
“เถ้าแก่วางใจได้ ที่มาของของเหล่านี้ไม่มีปัญหาแน่นอน” หลิวเจิ้งอธิบาย
“พัดพับเป็นของที่ยึดมาจากบ้านขุนนางฉ้อฉล เครื่องประดับพวกนี้เป็นของใหม่ทั้งหมด องค์รัชทายาทกำชับไว้ว่า ของที่จะส่งมาที่นี่ห้ามมีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย”
“กำไลกับปิ่นบุปผาไข่มุกเป็นของราชวงศ์ หลังจากการค้าครั้งก่อน องค์รัชทายาทก็ส่งคนไปจัดการทันที”
กล่าวให้ถูกก็คือ หลังจากพวกเขาได้เห็นแล้วว่า ยาที่ร้านนี้มอบให้นั้นเหมือนปาฏิหาริย์เพียงใด
องค์รัชทายาทบอกว่า ของกระจุกกระจิกที่วางอยู่ในร้านของหญิงสาวผู้นี้ ไม่มีชิ้นไหนที่ไม่ประณีต แสดงให้เห็นว่าเธอชอบของงดงามพวกนี้มากกว่าเงินเสียอีก
เสิ่นโย่วพยักหน้า ของราชวงศ์ไม่กี่ชิ้นนั้น เธอมองออกอยู่แล้ว
คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าสวมกำไลหยกที่สลักหัวมังกร?
คงเบื่อชีวิตแล้วจริงๆ
“พวกคุณดูสิ อาหารพวกนี้พอไหม?”
ของที่อีกฝ่ายให้เธอมามีมูลค่าสูงขนาดนี้ หากยังไม่พอ เธอก็ยังพอทำบริการหลังการขาย ไปซื้อกลับมาเพิ่มจากตลาดค้าส่งอีกแห่งได้
“ก็น่าจะพออยู่หรอก เพียงแต่...” จ้งจิ้งชะงักไป “ถ้ามีธัญพืชที่คุณภาพแย่กว่านี้ผสมเข้าไปด้วยจะดีกว่า แป้งที่ดีขนาดนี้ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนคิดไม่ซื่อ”
“ฉันพอหาปลายข้าวกับข้าวโพดบดหยาบมาได้ คุณภาพค่อนข้างแย่ จะเอาไหม?”
ปลายข้าวพวกนั้น ในยุคปัจจุบันไม่มีคนกินแล้ว ล้วนเอาไปหมักเหล้าข้าวราคาถูก หรือไม่ก็เอาไปเลี้ยงไก่ เป็ด ห่าน
ส่วนข้าวโพดบดหยาบก็เหมือนกัน ที่คนกินกันล้วนเป็นสายพันธุ์คุณภาพดีที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว ส่วนพันธุ์เก่าๆ ที่รสชาติไม่ดีล้วนตากแห้ง บดหยาบ แล้วขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ถ้าเธอเอาของแบบนี้มาให้คนเลยตรงๆ ก็คงไม่ได้ มันจะดูใจดำเกินไป ดังนั้นตอนแรกเธอถึงได้เอาธัญพืชคุณภาพปกติมาก่อน
ของแบบนี้ก็ต้องให้ลูกค้าเลือกเองว่าจะเอาหรือไม่เอา
“เอา เอา!” จ้งจิ้งพยักหน้ารัวๆ
สิ่งสำคัญที่สุดของโรงทานแจกโจ๊กบรรเทาทุกข์คืออย่าให้มีคนอดตาย ส่วนคุณภาพดีหรือไม่ดีไม่อยู่ในขอบเขตที่ต้องพิจารณาเลย
เดิมทีแป้งพวกนี้พวกเขาก็กะว่าจะเอาไปผสมข้าวกล้องแล้วต้มให้เป็นแป้งข้นอยู่แล้ว แบบนี้กินได้นานขึ้น ส่วนคนที่ไม่ได้ลำบากเรื่องอาหารอยู่แล้ว ย่อมไม่ไปแน่นอน
“อย่างนั้น คืนนี้พอถึงยามไห่ พวกคุณก็มาขนของได้เลย”
เสิ่นโย่วเปิดดูราคาบนโทรศัพท์
ถ้าจะซื้อธัญพืชแบบที่คนก็กินได้ สัตว์ก็กินได้ เหตุผลในการซื้อก็ง่ายขึ้นมาก
“ธัญพืชที่เพิ่มมาในรอบหลังนี้ ต้องใช้อะไรทำการค้า?”
หลิวเจิ้งคำนวณในใจ ก่อนหน้านี้เครื่องประดับที่จัดเตรียมไว้ก็ส่งมาหมดแล้ว ของล้ำค่าและประณีตที่สุดในหลายห้องที่ยึดมาจากบ้านขุนนางฉ้อฉล ก็มีพัดด้ามนั้นเพียงชิ้นเดียว
ของที่เหลืออีกหลายหีบเป็นทองคำ กับของชิ้นอื่นที่ไม่ได้ดีนัก เขาก็ไม่กล้าส่งมาที่นี่ กลัวว่าจะทำให้ดูแย่
“ไม่ต้องหรอก ของพวกนี้พอแล้ว” เสิ่นโย่วตอบ
ความประณีตของพัดงาช้างด้ามนั้น หากอยู่ในงานประมูล อย่างน้อยก็ต้องเริ่มต้นหลายล้านแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงของอย่างอื่นเลย
กำไรส่วนต่างที่เธอได้มาก็เยอะพอแล้ว จะเกินไปกว่านี้ไม่ได้ ยังไปเก็บของจากพวกเขาอีกหนึ่งรอบ
แถมวันนี้จำนวนแขกก็เต็มแล้วด้วย
พอหลิวเจิ้งกับอีกฝ่ายได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ก็กล่าวขอบคุณกันอีกระลอก ก่อนจากไป หลิวเจิ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เถ้าแก่ พวกเราขอถามได้หรือไม่ว่าท่านชื่ออะไร?”
“เสิ่นโย่ว”
กับลูกค้ารายใหญ่ที่ทำธุรกิจกันมาหลายครั้งแล้ว เสิ่นโย่วก็ไม่ได้ปิดบัง
“เช่นนั้น เถ้าแก่เสิ่น พวกเราขอตัวก่อน”
ทั้งสองออกจากร้านไป เสิ่นโย่วก็รีบโทรหาพ่อค้าคนกลางที่ขายธัญพืชให้ครั้งก่อนทันที
“น้องสาว เพื่อนของเธอเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ แต่ใช้ของดีขนาดนี้เลยหรือ?” เจ้าของร้านคนนั้นแนะนำว่า “ฝั่งผมยังมีอีกแบบ ถูกกว่า ผสมรำมาด้วย คุ้มค่ากว่าเยอะ”
“ไม่เอาหรอก ฟาร์มเลี้ยงสัตว์นั้นเขาเดินสายพรีเมียม แตงโมที่เอาให้หมูกินยังดีกว่าที่ฉันกินอีก ของถูกเขาไม่ชายตามองหรอก”
เสิ่นโย่ววางสาย แล้วโอนเงินมัดจำไปให้ทันที พร้อมกำชับว่าต้องส่งของมาภายในเย็นวันนี้ให้ได้
เวลาก็ใกล้ได้ที่แล้ว เธอเอาของออกจากหีบไปเก็บไว้ในช่องเก็บของ ส่วนตัวหีบก็ยกขึ้นไปเก็บที่ชั้นสอง
ปิดร้านฝั่งแคว้นต้าฉี แล้วเริ่มต้นวันแห่งความวุ่นวาย และดิ้นรนต่อสู้อีกวันหนึ่ง
ฟ้าสว่างเต็มที่แล้ว หน้าโรงทานมีคนมารออยู่ไม่น้อย
ร่างกายของทุกคนถูกห่อหุ้มด้วยชั้นฝุ่นเขม่าสีดำเทา เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแม้แต่เงินจะปะชุนยังไม่มี ใบหน้าซูบผอมกร้านแดดจ้องตรงไปยังแผงแจกโจ๊กอย่างไม่กะพริบ
ตรงกลางมีชายสามสี่คนเคาะชามแตกๆ พลางร้องตะโกน
“โจ๊กที่แจกยิ่งนานวันยิ่งเจือจาง ได้ยินว่าไม่มีเสบียงเหลือแล้ว ไม่รู้ว่าโรงทานจะยังเปิดอยู่หรือเปล่า”
“เช้ามืดวันนี้ คนที่มาบรรเทาทุกข์ก็ออกจากที่ว่าการไปแล้ว ถ้าพวกเขาหนีไปจริงๆ พวกเราจะทำยังไงกัน ต้องอดตายกันแน่ๆ!”
พร้อมกับเสียงพูดของคนไม่กี่คนนั้น แม้จะยังไม่ถึงเวลาแจกโจ๊ก แต่ผู้ประสบภัยรอบๆ ก็เริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว
จากที่ได้แต่มองอย่างกังวล ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปอยู่แถวหน้าของฝูงชน
ทุกปีพวกเขาจ่ายภาษี ส่งธัญพืชขึ้นไปหมด สุดท้ายเสบียงเหล่านั้นก็ไปอยู่ในมือพวกขุนนางใหญ่
แล้วปลายทางกลับต้องปล่อยให้พวกเขาอดตาย!
เสียงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนโรงทานแทบจะถูกพัง
หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าหน้าที่หน้าที่ว่าการยืนขวางอยู่ ฝูงชนจำนวนมหาศาลคงกรูกันเข้าไปแล้ว
ในจังหวะนั้นเอง หลิวเจิ้งกับจ้งจิ้งก็นำคนกลุ่มหนึ่งคุ้มกันรถเข็นที่บรรทุกธัญพืชเต็มคันกลับมา
“เสบียงมาถึงแล้ว! โรงทานจะเปิดตามเวลา ใครกล้าก่อความวุ่นวายอีก วันนี้ก็ไม่ต้องรับโจ๊กแล้ว!”
พอคำตะโกนนั้นดังขึ้น ผู้ประสบภัยที่กำลังยื้อยุดกันอยู่ก็หยุดมือพร้อมกัน แล้วมองไปยังถุงธัญพืชบนรถเข็น ดวงตาพลันลุกวาบด้วยความหวัง
แม้จะไม่เคยเห็นกระสอบแบบนี้มาก่อน แต่ของในมือจ้งจิ้งคือข้าวขาวจริงๆ!
เมื่อมีธัญพืชแล้ว ทุกคนก็เลิกก่อเรื่อง และไปต่อแถวรอรับโจ๊กกันอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นภาพนี้ จ้งจิ้งกับหลิวเจิ้งต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เป็นไปไม่ได้ ชั่วข้ามคืนจะหาธัญพืชมาได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร!”
สายสืบที่ยืนอยู่ตรงหัวมุมถนนมีแววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ บางทีอาจมีแค่กระสอบบนๆ ไม่กี่ใบที่บรรจุธัญพืช ส่วนที่เหลืออาจเป็นทรายก็ได้
เขาจ้อโรงทานเขม็ง รอจังหวะเริ่มแจกจ่ายอาหาร
เหล่าผู้ประสบภัยต่อแถวยาวเหยียด ไม่นานกลิ่นหอมของอาหารก็ลอยออกมาจากร้านโจ๊ก
คนที่อยู่แถวหน้าและได้รับอาหารก่อน มองดูแป้งข้นในชามที่ผสมข้าวกล้องสีเหลืองอ่อนของตนอย่างทะนุถนอม
หน้าตาอาจธรรมดามาก แต่กลิ่นกลับหอมชัดเจนไปด้วยกลิ่นเฉพาะของข้าว และแป้ง
เขาเป่าควันร้อนๆ แล้วรีบกินเข้าไปคำหนึ่งอย่างอดไม่ไหว
“หอมเกินไปแล้ว! ไม่ได้กินของดีแบบนี้มานานมาก!”
แป้งข้นละเอียดแบบนี้ ต่อให้ตอนปีที่ผลผลิตดี พวกเขาก็ยังไม่เคยกินเลย
คนที่อยู่ข้างหลังเห็นพวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ต่างพากันยืดคอมองเข้าไปทางโรงทานอย่างร้อนใจ
เร็วหน่อย เร็วอีกหน่อย ทุกคนต่างเร่งในใจ
กลัวเหลือเกินว่าพอถึงท้ายแถวแล้วแป้งข้นจะหมด ถึงขั้นอยากพุ่งเข้าไปให้ตักใส่ชามตัวเองสักสองทัพพีใหญ่ในทันที
สายสืบตรงหัวมุมถนนเฝ้ามองตั้งแต่ต้นจนจบ
ตามเหตุผลแล้ว เสบียงในยุ้งฉางที่เหลืออยู่มากที่สุดก็แจกได้แค่ครึ่งหนึ่งของคนทั้งหมด ถึงตอนนั้นผู้ประสบภัยที่เหลือต้องก่อจลาจลแน่
แต่ตอนนี้ ผู้ประสบภัยทุกคนที่มาต่อแถวต่างได้รับแป้งข้นกันอย่างทั่วถึง
เขาไม่อาจคิดให้ออกเลยว่าทำไม ทั้งที่ช่องทางขนเสบียงถูกปิดกั้นหมดแล้ว อีกทั้งเหล่าพ่อค้าในอวิ๋นโจวที่มีเสบียงก็ได้รับคำสั่งไว้แล้วว่า ห้ามขายธัญพืช
แล้วพวกเขาไปเอาธัญพืชมาจากไหนกันแน่?
“เบื้องบนส่งข่าวมา ให้จับตาดูเวลาเข้าไปในซอยนั้น หากสืบได้ว่าต้องเข้าไปอย่างไรจะยิ่งดี” คนติดต่อสั่งการ
“ขอรับ”
ในใจสายสืบเองก็อดสงสัยไม่ได้ หรือในที่แห่งนั้นจะมีผู้สูงส่งอยู่จริง?
…
ตอนเย็นหกโมงกว่า รถส่งของก็มาถึง
เสิ่นโย่วตรวจดูของอย่างละเอียด แน่ใจว่าไม่มีการปนกรวดหินไว้ข้างใน
เถ้าแก่โจวแห่งตลาดค้าส่งรับประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่มีลูกเล่นสกปรกใดๆ ทั้งนั้น สะอาดแน่นอน
“ธุรกิจนี้มีคนรู้จักแนะนำมาให้ ผมจะทำเสียลูกค้ารายใหญ่เพราะผลประโยชน์นิดเดียวได้ยังไง ทั้งตลาดค้าส่งนี้ คุณหาร้านที่คุ้มค่ากว่าร้านผมไม่ได้หรอก”
เจ้าของร้านที่คาดกระเป๋าดำไว้ตรงเอวพูดขึ้น
เสิ่นโย่วพยักหน้ารับ “ของไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว”
พอตรวจนับจำนวนเสร็จ เธอก็จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว
เถ้าแก่โจวตั้งใจรักษาลูกค้ารายใหญ่เอาไว้ จึงยิ้มแย้มพลางชมว่า “น้องสาว อายุยังน้อยแต่ทำธุรกิจเก่งจริงๆ ตอนรีโนเวทยังคิดปล่อยเช่าคลังสินค้าได้อีก”
เสิ่นโย่วรับมืออย่างใจเย็น “ก็เพื่อนๆ กับญาติในหมู่บ้านอยากให้ฉันได้กำไรบ้างน่ะค่ะ”
เถ้าแก่โจวเข้าใจทันที คนทำธุรกิจย่อมรู้ดีถึงความสำคัญของเส้นสาย
ในตลาดค้าส่งของพวกเขา ใครที่มีลูกค้ารายใหญ่ประจำอยู่บ้าง ก็ล้วนพัวพันกับญาติพี่น้องหรือคนรู้จักทั้งนั้น
“ถ้าคราวหน้าฝั่งคุณยังต้องการธัญพืชอีก อย่าลืมติดต่อผมนะ”
พอขึ้นรถแล้ว เถ้าแก่โจวก็ยังไม่ลืมพูดทิ้งท้าย