เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 600 หยางหลานผู้ขวยเขิน

บทที่ 600 หยางหลานผู้ขวยเขิน

บทที่ 600 หยางหลานผู้ขวยเขิน


บทที่ 600 หยางหลานผู้ขวยเขิน

หยางหลานเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ยังไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของคุณชายเลยเจ้าค่ะ"

"ซูเฉิงเฉียน"

ซูเฉินตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งอาการขวยเขินใดๆ ก่อนจะถามกลับด้วยรอยยิ้ม "แล้วแม่นางมีนามว่ากระไรรึ"

พวงแก้มของหยางหลานแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู การแลกเปลี่ยนชื่อแซ่กันเช่นนี้ มันดูเหมือนการเกี้ยวพาราสีกันไม่มีผิด

ในโลกของผู้ฝึกตน โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะไม่เที่ยวถามชื่อเสียงเรียงนามของคนอื่นพร่ำเพรื่อ การถามชื่อกันตรงๆ เช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน และอยากจะสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ยิ่งถ้าเป็นชายหญิงต่างเพศกันล่ะก็ นั่นย่อมหมายถึงการสานสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว

"คุณชาย ชื่อนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ท่านไม่ใช่คนของจักรวรรดิจิ่วซิงงั้นรึเจ้าคะ"

หยางหลานเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

โจวลี่อันที่ยืนอยู่ด้านข้างลอบมองหยางหลาน เขาอยากจะเอ่ยเตือนคุณหนูเหลือเกินว่า อย่าไปซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัวของยอดฝีมือระดับราชันเซียนให้มากนัก

ทว่าเมื่อเห็นซูเฉินไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ เขาก็เลยรูดซิปปากเงียบต่อไป

หยางหลานดูจะมีความสุขมาก รอยยิ้มหวานหยดย้อยประดับอยู่บนใบหน้าของนางตลอดเวลา

ซูเฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ข้าไม่ได้มาจากแคว้นจงโจวหรอก แต่มาจากแคว้นเป่ยโต่วน่ะ"

ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ ราวกับมีเรื่องให้คุยกันไม่รู้จบ ท้ายที่สุดหยางหลานถึงขั้นเชิญให้ซูเฉินเข้าไปนั่งร่วมรถม้าคันเดียวกัน แถมยังลงมือชงชาให้เขาด้วยตัวเองอีกด้วย

ปกติแล้วรถม้าคันนี้จะมีเพียงนาง หรือไม่ก็สาวใช้คนสนิทเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา นี่เป็นครั้งแรกที่นางเชิญบุรุษเข้ามานั่งร่วมรถม้าด้วย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่านางให้ความสำคัญกับซูเฉินมากเพียงใด

หลังจากชงชาเสร็จ หยางหลานก็ยื่นถ้วยชาส่งให้ซูเฉินด้วยมืออันขาวผ่อง

"คุณชายซู ลองชิมชาฝีมือข้าดูสิเจ้าคะ"

ซูเฉินพยักหน้ารับ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ รสชาติชาหอมกรุ่นกลมกล่อม ส่วนคนชงก็น่ารักน่ามอง

เขาปรายตามองมือเรียวเล็กของหยางหลาน ก่อนจะถือวิสาสะกอบกุมมือของนางเอาไว้หลวมๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แม่นางหลานเอ๋อร์ เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่"

หลานเอ๋อร์งั้นรึ!

ใบหน้าของหยางหลานแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก แม้แต่บิดาของนางยังเรียกนางแค่ว่าเสี่ยวหลาน ทว่าตอนนี้กลับมีบุรุษแปลกหน้ามาเรียกนางว่าหลานเอ๋อร์ จะไม่ให้นางเขินอายได้อย่างไร

ความประหม่าทำให้นางลืมดึงมือกลับ

ในเวลานี้ ภายในใจของหยางหลานปั่นป่วนไปหมด สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก

สำหรับสตรีส่วนใหญ่ในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนางมีความรู้สึกดีๆ ให้กับอีกฝ่าย การรุกจีบแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด

เฉกเช่นหยางหลานที่ไม่เคยมีบุรุษใดมาสารภาพรักอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน นางจึงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะตอบโต้ซูเฉินอย่างไรดี

จนกระทั่งซูเฉินนำมืออีกข้างมาทาบทับลงบนมือของนาง หยางหลานถึงได้สติ นางรีบดึงมือกลับ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาด้วยความขวยเขิน

"คุณชาย...ข้าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเจ้าค่ะ"

น้ำเสียงของนางเบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน บรรยากาศภายในรถม้าอบอวลไปด้วยความโรแมนติกขั้นสุด

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หยางหลานกลับรู้สึกประทับใจบุรุษที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกผู้นี้มาก การที่เขาพูดจาแทะโลม สัมผัสมือ หรือแม้แต่เรียกนางว่าหลานเอ๋อร์ นางกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังแอบดีใจอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ

ซูเฉินยังไม่หยุดมือแค่นั้น เขายื่นมือไปสัมผัสแก้มแดงปลั่งของหยางหลานอย่างแผ่วเบา ปัดปอยผมที่ปรกหน้าออกให้ ก่อนจะลูบไล้พวงแก้มยุ้ยๆ นั้นเบาๆ พลางเอ่ยชมจากใจจริง

"งดงามเหลือเกิน"

คำชมนี้ทำเอาหยางหลานยิ่งทำตัวไม่ถูก นางไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาตอบโต้ ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตาซูเฉินตรงๆ

หยางหลานที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมในตระกูล มีหรือจะทนทานต่อลูกอ้อนวอนอันแสนหวานของซูเฉินได้ ไม่กี่ประโยคก็ทำเอานางใจละลายไปหมดแล้ว

หยางหลานเอ่ยด้วยความขวยเขินสุดขีด "คุณชาย อย่าพูดแบบนี้สิเจ้าคะ เดี๋ยวมีคนมาได้ยินเข้ามันจะไม่งามนะเจ้าคะ"

ซูเฉินส่งยิ้มอ่อนโยน "ข้ากางค่ายกลปิดกั้นพื้นที่ตรงนี้เอาไว้แล้ว คนนอกไม่มีทางได้ยินหรอก นอกเสียจากว่าจะเป็นยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่าระดับราชันเซียน แต่ถึงจะเป็นยอดฝีมือระดับนั้นมาแอบฟัง ข้าก็สัมผัสได้อยู่ดี"

คำพูดของซูเฉินทำเอาหยางหลานไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูดต่อ

จู่ๆ หยางหลานก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"คุณชายมีสตรีในดวงใจแล้วหรือยังเจ้าคะ"

พอพูดออกไปนางก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเอง ทำไมถึงไปถามเรื่องแบบนั้นได้นะ แม้จะเป็นเพียงคำถามธรรมดาๆ แต่มันก็เหมือนเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่านางมีใจให้เขา

มันตรงไปตรงมาเกินไปแล้ว

หยางหลานรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน น้ำเสียงลุกลี้ลุกลน "ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้นแหละเจ้าค่ะ ถือซะว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันนะเจ้าคะ"

ซูเฉินจ้องมองหยางหลานด้วยสายตาแน่วแน่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เจ้าลองเดาดูสิว่าข้ามีหรือยัง"

แม้นี่จะไม่ใช่คำตอบที่ตรงคำถาม ทว่ากลับทำเอาหัวใจของหยางหลานเต้นไม่เป็นจังหวะ

เขาพูดแบบนี้เพื่อข้าจริงๆ งั้นรึ

ซูเฉินไม่ได้สนใจอารมณ์ขวยเขินของนาง เขาคว้ามือของหยางหลานมากุมไว้อีกครั้ง พลางลูบไล้อย่างเพลิดเพลิน ผิวพรรณของนางทั้งเนียนนุ่มและขาวผ่องราวกับงานศิลปะชิ้นเอก สัมผัสเย็นเฉียบให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาด

ลูบไปลูบมา ซูเฉินก็จับมือนางประสานสิบนิ้วเสียเลย

"ทะ...ท่าน...คุณชาย พวกเราทำแบบนี้มันจะเร็วไปหน่อยนะเจ้าคะ"

หัวใจของหยางหลานเต้นระรัว นางพยายามจะดึงมือกลับ ทว่าไม่ได้ออกแรงดึงมากนัก จึงไม่อาจหลุดพ้นจากการกอบกุมของเขาได้

ซูเฉินกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ความรักไม่ได้วัดกันที่เวลาเร็วหรือช้า ทว่าวัดกันที่ความลึกซึ้งต่างหาก บางคนรู้จักกันมาเป็นหมื่นปี ทว่าก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่บางคนเพียงแค่สบตากันก็สามารถฝากฝังชีวิตให้กันและกันได้ เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ"

เขาแอบสะใจลึกๆ การได้หยอกล้อสาวงามเช่นนี้มันช่างรู้สึกดีเสียจริงๆ

เมื่อเห็นว่าซูเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง หยางหลานก็เริ่มคล้อยตามคำพูดของเขา ดูเหมือนว่า...มันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะ

นางกับซูเฉินเพิ่งจะรู้จักกันก็จริง ทว่านางกลับรู้สึกสนิทสนมและคุ้นเคยกับเขาอย่างน่าประหลาดใจ เพียงแค่สนทนากันไม่กี่ประโยค นางก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษที่มีต่อเขาแล้ว

หรือนี่จะเป็นความรักอย่างที่ท่านแม่เคยบอกเอาไว้กันนะ คิดได้ดังนั้น แววตาที่หยางหลานใช้มองซูเฉินก็แฝงไปด้วยความรักใคร่ และความขวยเขิน

ทว่านางก็ไม่ได้ดึงมือกลับ ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการยอมรับการกระทำอันล่วงเกินของซูเฉินไปโดยปริยาย

ซูเฉินไม่ได้รุกคืบไปมากกว่านี้ เรื่องแบบนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปถึงจะสนุก ช่วงเวลาแรกรักมักจะเป็นช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดเสมอ เมื่อก่อนซูเฉินไม่เคยสนใจเรื่องพรรค์นี้เลย

ทว่าตอนนี้อารมณ์ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปแล้ว สำหรับเรื่องพวกนี้ ซูเฉินกลับรู้สึกคาดหวังขึ้นมาอย่างประหลาด

เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกับหยางหลานหลังจากนี้

ทว่ามรรควิถีคู่บำเพ็ญดูเหมือนจะไม่ได้ทรงพลังถึงขั้นไร้ขีดจำกัดขนาดนั้น ในระหว่างที่เขาอยู่กับหยางหลาน ก็ไม่มีสตรีอื่นมาเสนอตัวให้เขาอีกเลย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมรรควิถีคู่บำเพ็ญไม่อยากทำ หรือทำไม่ได้กันแน่

ทว่าสำหรับมรรควิถีสายนี้ ซูเฉินเองก็ไม่อาจควบคุมมันได้ ทำได้เพียงปล่อยให้มันทำงานไปตามธรรมชาติ

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ขืนต้องคอยสับรางรับมือกับผู้หญิงหลายๆ คนพร้อมกัน คงได้เหนื่อยตายกันพอดี

ตลอดการเดินทาง หยางหลานและซูเฉินพูดคุยกันอย่างออกรส แรกๆ หยางหลานก็ยังมีท่าทีเกร็งๆ อยู่บ้าง ทว่าด้วยทักษะการชวนคุยของซูเฉิน กำแพงในใจของนางก็ทลายลงอย่างรวดเร็ว

หยางหลานถึงขั้นเล่าเรื่องราวชีวิตของนางให้ซูเฉินฟังเสียหมดเปลือก ทั้งเรื่องสมัยเด็ก เรื่องภายในสมาคมการค้า ตราบใดที่ไม่ใช่ความลับระดับสุดยอด นางก็เล่าให้ซูเฉินฟังจนหมด

ซูเฉินสัมผัสได้ว่า ตอนนี้หยางหลานมีใจให้เขาเกินร้อยแล้ว

แน่นอนว่าเขาไม่ใช่พวกเสือผู้หญิงที่จะมาฟันแล้วทิ้งทำให้หยางหลานต้องเสียใจ สำหรับโลกใบนี้ การที่บุรุษจะมีภรรยาหลายคนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก หากในภายภาคหน้าหยางหลานเต็มใจจะติดตามเขา เขาก็พร้อมจะดูแลนางอย่างดี

ทว่าหากนางไม่ยินยอม ก็แค่ทางใครทางมัน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 600 หยางหลานผู้ขวยเขิน

คัดลอกลิงก์แล้ว