เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 580 ราชวงศ์มิอาจล่วงเกินงั้นรึ?

บทที่ 580 ราชวงศ์มิอาจล่วงเกินงั้นรึ?

บทที่ 580 ราชวงศ์มิอาจล่วงเกินงั้นรึ?


บทที่ 580 ราชวงศ์มิอาจล่วงเกินงั้นรึ?

ซูเฉินหันไปมองหญิงสาวที่มีกลิ่นอายอ่อนรวยรินผู้นั้น กลิ่นอายที่เขาสัมผัสได้จากภูเขาจิ้งจอกก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับกลิ่นอายของนางในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่คราวนี้มันช่างเบาบางเหลือเกิน

ซูเฉินสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของหญิงสาวผู้นี้กำลังลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานนางก็คงจะสิ้นใจจริงๆ

แววตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม เรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้วงั้นหรือ หรือว่านี่จะเป็นแผนการของใครบางคน

ทุกอย่างมันดูประจวบเหมาะเกินไปหน่อยแล้ว

ทว่าเขาก็คร้านที่จะเก็บมาใส่ใจ หากนี่เป็นแผนการของใครบางคนจริงๆ อย่างมากเขาก็แค่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ของรางวัลที่ได้จากการลงชื่อเข้าใช้ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับเวลาเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่านางจะอยู่หรือตายก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเวลาอยู่แล้ว

เพียงไม่นานกลิ่นอายบนร่างของหญิงสาวก็เลือนหายไปอีกครั้ง ไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ เอาไว้เลย ราวกับว่ามันได้สูญสลายไปจากโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์

ร่างของซูเฉินหายวับไปในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของคนกลุ่มนั้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"คนผู้นี้ ข้าขอรับไว้"

น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเด็ดขาดและไม่อนุญาตให้โต้แย้งโดยสิ้นเชิง

เมื่อเห็นดังนั้น ชายสองคนที่กำลังลากตัวหญิงสาวอยู่ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน พวกมันไม่ได้ไร้เหตุผลถึงขั้นพุ่งเข้าโจมตีทันที ทว่ากลับกวาดสายตามองประเมินซูเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"สหายมรรควิถี คุณชายของพวกเราเป็นคนของราชวงศ์ เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการจะตั้งตนเป็นศัตรูกับคุณชายของพวกเรา"

ชายคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ราชวงศ์คือขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิจิ่วซิง แม้คุณชายของพวกเขาจะไม่ได้มีสถานะสูงส่งนักในราชวงศ์ ทว่าก็ไม่ใช่ใครหน้าไหนจะกล้ามาล่วงเกินได้ง่ายๆ

ดั่งคำกล่าวที่ว่าตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ ภูมิหลังที่เป็นถึงคนของราชวงศ์ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนมากมายไม่กล้าตอแยแล้ว

แววตาของซูเฉินเย็นเยียบลง เขาตวัดนิ้วปล่อยปราณไร้รูปออกไปสองสาย สังหารชายทั้งสองคนในทันที

เศษสวะพรรค์นี้ตายไปก็ไม่นับว่าสลักสำคัญอันใด ซูเฉินคร้านที่จะเปลืองน้ำลายกับพวกมัน ราชวงศ์ของจักรวรรดิจิ่วซิงอาจจะมีชื่อเสียงโด่งดังในจักรวรรดิหรือแม้แต่ทั่วทั้งแคว้นจงโจว ทว่ามันจะมาเป็นภัยคุกคามอะไรต่อเขาได้ล่ะ

"เวรเอ๊ย ชายคนนี้เป็นใครกัน ถึงกล้าสังหารคนของคุณชายหลี่เลี่ยง"

"ถึงอย่างไรหลี่เลี่ยงก็เป็นคนของราชวงศ์ ทำเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะไปล่วงเกินราชวงศ์เข้าหรือไง"

"นั่นน่ะสิ ราชวงศ์มิอาจล่วงเกิน การไปตั้งตัวเป็นศัตรูกับหลี่เลี่ยงเพียงเพื่อผู้หญิงคนเดียว มันช่างไร้สาระสิ้นดี ดูจากพลังของไอ้หนุ่มนี่ก็คงอยู่แค่ระดับครึ่งก้าวสู่เซียนเสวียนกระมัง รนหาที่ตายชัดๆ"

ตอนนี้ในเมืองสุ่ยเยว่เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนมากมาย การกระทำของซูเฉินย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกเขาไปได้ หลายคนต่างพากันหันมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หากซูเฉินเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง พวกเขาก็คงไม่อยากจะพูดอะไร ทว่าพลังแค่ระดับครึ่งก้าวสู่เซียนเสวียนซึ่งถือว่าครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้ กลับกล้าไปกระตุกหนวดเสืออย่างราชวงศ์เนี่ยนะ

นี่มันไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายเลยไม่ใช่หรือ

มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้ถึงสถานะของหลี่เลี่ยง แม้เขาจะเป็นเพียงสายเลือดสาขาของราชวงศ์ ทว่าถึงอย่างไรก็ยังมีสายเลือดของตระกูลหลี่ไหลเวียนอยู่ในกาย

เฉกเช่นเดียวกับหลี่เมิ่งเอ๋อร์ แม้นางจะไม่ได้รับความสำคัญใดๆ ในราชวงศ์ ทว่าเมื่อมาเยือนมณฑลเฟิ่งหยาง ผู้คนมากมายก็ยังต้องไว้หน้าราชวงศ์และให้เกียรตินาง

การลงมือสังหารคนอย่างโจ่งแจ้งเฉกเช่นที่ซูเฉินทำ พวกเขาแทบจะไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย

"ไอ้สวะ รนหาที่ตายนัก!"

ทันใดนั้น เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้น ห้วงมิติเบื้องหน้าถูกฉีกกระชากออก ร่างสองร่างค่อยๆ ก้าวเดินออกมา ชายผู้เป็นหัวหน้ามีสีหน้ามืดครึ้ม แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเหน็บหนาว

ส่วนชายอีกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างกลับมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เขาคือยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่ต้าหลัวจินเซียน

ในหมู่ราชวงศ์ ผู้ที่มีผู้พิทักษ์มรรควิถีระดับราชันเซียนคอยคุ้มครอง ย่อมแสดงให้เห็นถึงสายเลือดอันสูงส่งและเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของเหล่าองค์ชาย

ส่วนพวกที่มีระดับยอดเซียนจินเซียนคอยติดตาม ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีสถานะสูงสุดในราชวงศ์เช่นกัน

สำหรับผู้ที่พกพาผู้คุ้มกันระดับครึ่งก้าวสู่ต้าหลัวจินเซียนเช่นนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่สถานะต่ำต้อยที่สุดในราชวงศ์แล้ว

ทว่าเมื่อมาอยู่ในมณฑลเฟิ่งหยางก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะในสถานที่แห่งนี้ ระดับต้าหลัวจินเซียนก็นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากแล้ว เฉกเช่นในสำนักเฮ่าหราน ผู้ที่บรรลุระดับต้าหลัวจินเซียนก็มีสถานะเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักเลยทีเดียว

หลี่เลี่ยงจ้องมองซูเฉินด้วยสายตาเย็นชา "เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกมันเป็นคนของใคร"

ซูเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ของเจ้าล่ะมั้ง"

"สามหาว!"

หลี่เลี่ยงรู้สึกไม่สบอารมณ์กับท่าทีเฉยเมยของซูเฉินเป็นอย่างมาก เขาเป็นถึงคนของราชวงศ์ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในเมืองสุ่ยเยว่แห่งนี้ มีใครบ้างที่ไม่ปั้นหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงเขา ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับต้าหลัวจินเซียนก็ยังไม่กล้าพูดจาเช่นนี้กับเขาเลย

"ไอ้หนุ่ม จงบอกนามและเบื้องหลังของเจ้ามาเสีย มิฉะนั้นวันนี้เจ้าต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่"

เขายังไม่ถึงขั้นสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเสียหมด ตอนนี้ในเมืองสุ่ยเยว่ยังมียอดฝีมือระดับต้าหลัวจินเซียนจากขุมกำลังต่างๆ อยู่ไม่น้อย หากเบื้องหลังของซูเฉินมียอดฝีมือระดับต้าหลัวจินเซียนคอยหนุนหลังอยู่ วันนี้ขอเพียงซูเฉินยอมก้มหัวขอโทษ เขาอาจจะยอมปล่อยไปก็ได้

แต่หากอีกฝ่ายเป็นเพียงคนไร้หัวนอนปลายเท้า เขาก็จะสังหารทิ้งเสีย

ใบหน้าของซูเฉินเผยให้เห็นถึงความเย้ยหยัน "ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ แล้วถ้าข้าบอกว่าข้าไม่มีเบื้องหลังอะไรเลยล่ะ"

แววตาของหลี่เลี่ยงมืดทะมึนลง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด "นายน้อยอย่างข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เรียกผู้หลักผู้ใหญ่ของเจ้าออกมาซะ มิฉะนั้นเจ้าก็จงไปตายเสียเถอะ"

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจองหอง ราวกับเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของซูเฉินเอาไว้ ในราชวงศ์สถานะของเขาอาจจะต่ำต้อย ทว่าเมื่ออยู่โลกภายนอก สถานะของเขากลับสูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะในเมืองสุ่ยเยว่แห่งนี้

"ไอ้หนุ่มนี่มันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว ยังไม่ทันสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างก็ดันไปฆ่าคนสุ่มสี่สุ่มห้าเสียแล้ว"

"คนหนุ่มก็เลือดร้อนแบบนี้แหละ รอให้ผ่านโลกมามากกว่านี้ก็จะเติบโตขึ้นเอง"

หลายคนต่างพากันส่ายหน้าและถอนหายใจ วันนี้ต่อให้ซูเฉินไม่ตายก็คงต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่ เพราะดูจากบุคลิกท่าทางแล้ว ซูเฉินไม่เหมือนพวกผู้ฝึกตนพเนจรไร้สังกัดเลยสักนิด

เบื้องหลังของเขาจะต้องมีคนคอยหนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน

แต่ถึงจะมีผู้หนุนหลังแล้วอย่างไรเล่า

ในจักรวรรดิจิ่วซิงแห่งนี้ จะมีใครกล้าต่อกรกับราชวงศ์ได้อีก

ซูเฉินหรี่ตาลง ในขณะที่เขากำลังจะลงมือสังหาร ร่างของผู้อาวุโสสามก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เขาตวัดมือคราเดียวก็บังเกิดปราณพายุอันรุนแรงพัดร่างของหลี่เลี่ยงจนปลิวละลิ่วไปไกล ร่างของผู้พิทักษ์ระดับครึ่งก้าวสู่ต้าหลัวจินเซียนก็กระเด็นลอยไปเช่นเดียวกัน

"คุณชายหลี่เลี่ยง พูดจาเช่นนี้กับคนของสำนักเฮ่าหรานเรา คงจะอวดดีเกินไปหน่อยมั้ง"

สำนักเฮ่าหรานงั้นรึ

ผู้คนมากมายต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป นี่คือสำนักที่กำลังรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลที่สุดในมณฑลเฟิ่งหยาง แทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก เรียกได้ว่าในมณฑลเฟิ่งหยางแห่งนี้ นอกจากท่านเจ้าเมืองแล้ว สำนักเฮ่าหรานก็คือขุมกำลังเดียวที่มีผู้ฝึกตนระดับราชันเซียนคอยนั่งประจำการ

มิน่าล่ะถึงได้ไม่ไว้หน้าหลี่เลี่ยงเลยแม้แต่น้อย

หลี่เลี่ยงโซเซยันตัวลุกขึ้นมา ร่างกายของเขามอมแมมคลุกฝุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น "ดี ดีมาก สำนักเฮ่าหราน ข้าจะจดจำพวกเจ้าเอาไว้"

"ไป!"

ภายในใจของเขาโกรธแค้นจนแทบจะระเบิด ทว่าสำนักเฮ่าหรานก็ไม่ใช่ขุมกำลังที่เขาจะไปตอแยได้ นอกเสียจากว่าสำนักเฮ่าหรานจะลงมือสังหารเขา มิฉะนั้นทางราชวงศ์ก็คงทำได้เพียงปิดตาข้างเดียวปล่อยผ่านไปเท่านั้น

"ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วงั้นรึ"

น้ำเสียงอันเย็นชาของซูเฉินดังก้องขึ้น หญิงสาวผู้นี้มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับเขา เขาย่อมไม่อาจทนดูนางถูกรังแกได้

เขายื่นมือออกไปคว้าจับกลางอากาศ ร่างของหลี่เลี่ยงก็ระเบิดเป็นจุลกลางอากาศทันที กลิ่นอายชีวิตสูญสลายไปในพริบตา

ซูเฉินหันไปมองผู้พิทักษ์คนนั้นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "กลับไปบอกราชวงศ์ว่าข้าเป็นคนฆ่า หากมีปัญหาอะไรก็ไปหาข้าที่สำนักเฮ่าหราน"

จิตสังหารพวยพุ่งออกจากร่างของเขา พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 580 ราชวงศ์มิอาจล่วงเกินงั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว