- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 580 - หมากตากระดานแรก ความวุ่นวาย
บทที่ 580 - หมากตากระดานแรก ความวุ่นวาย
บทที่ 580 - หมากตากระดานแรก ความวุ่นวาย
บทที่ 580 - หมากตากระดานแรก ความวุ่นวาย
บนหอคอยเมืองฉางอัน
เวลานี้คือช่วงรอยต่อระหว่างกลางคืนกับกลางวัน เป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือน
ร่างของเซี่ยอวี่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะพลังงานกองทัพวิญญาณภูตผีสีดำสนิท
ข้างกายเขาคือไป๋ฉี่ในชุดเกราะดำเสื้อคลุมขาว และฮั่วชวี่ปิ้งในชุดเกราะดำเสื้อคลุมแดง
เซี่ยอวี่ยืนอยู่บนหอคอยเมือง ทอดสายตามองลงไปยังเมืองฉางอันที่มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ทั่วทั้งเขตเมืองฉางอันถูกโอบล้อมด้วยแสงสีทองจางๆ มีเพียงพระราชวังชั้นในสุดและพื้นที่โดยรอบบางส่วนที่ยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกดำ
"ฝ่าบาท ยึดเมืองฝั่งตะวันออกได้แล้ว ฝั่งตะวันตกยึดได้แล้ว ฝั่งใต้ก็ยึดได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กองทัพกำลังรุกคืบไปยังฝั่งเหนืออันเป็นที่ตั้งของพระราชวัง ก่อนฟ้าสางจะต้องโอบล้อมพระราชวังไว้ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน" ไป๋ฉี่กุมดาบคมกริบพร้อมกับประสานมือรายงานสถานการณ์ทหารต่อเซี่ยอวี่
ชุดเกราะวิญญาณจางหายไปบางส่วน เผยให้เห็นใบหน้าของเซี่ยอวี่ เขาเงยหน้าทอดสายตามองไปยังพระราชวังที่อยู่ห่างออกไป
"เผ่าปีศาจหยุดเคลื่อนไหวแล้วงั้นหรือ"
"พ่ะย่ะค่ะ เมื่อสองชั่วยามก่อนก็ไม่มีทหารปีศาจปรากฏตัวออกมาอีก ทหารปีศาจเซิ่งอู่ในเมืองฉางอันเองก็ถอยร่นเข้าไปในพระราชวังหมดแล้ว กลิ่นอายปีศาจบนท้องฟ้าลดต่ำลงและโอบล้อมทั่วทั้งฉางอันเอาไว้ ดูเหมือนอันลู่ซานคิดจะยื้อเวลาออกไปเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม การที่มันยอมลงมือใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ และเผ่าปีศาจเองก็คงไม่หยุดแค่นี้แน่พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋ฉี่บอกเล่าการวิเคราะห์สถานการณ์ของตนเองออกมาทีละประเด็น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮั่วชวี่ปิ้งก็ประสานมือขอรับคำสั่ง "ฝ่าบาท ให้กระหม่อมนำทหารบุกทะลวงอีกสักรอบเถอะพ่ะย่ะค่ะ จะมาเสียเวลากับแค่พระราชวังเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้"
เซี่ยอวี่ยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ต้องหรอก ทหารใต้บังคับบัญชาของเจ้าส่วนใหญ่เป็นทหารม้า พระราชวังของตระกูลหลี่ก็แข็งแกร่ง แถมยังมีพลังของเผ่าปีศาจคอยช่วยป้องกันอยู่อีก"
ฮั่วชวี่ปิ้งเป็นยอดขุนพลดาวรุ่ง มีความห้าวหาญทะลวงฟัน เขายังคงดื้อรั้นขอรับคำสั่งอีกครั้ง "การลอบจู่โจมและการช่วงชิงคือจุดแข็งของทหารม้าเพียวฉีของกระหม่อม ฝ่าบาท ให้กระหม่อมได้ลองอีกสักครั้งเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
เซี่ยอวี่เอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบาๆ "เซิ่งอู่วุ่นวายแล้ว พื้นที่อื่นๆ ในดินแดนภาคกลางก็ใกล้จะวุ่นวายตาม บรรลุเป้าหมายที่วางไว้แล้ว ฉางอันไม่ใช่สมรภูมิหลัก ไม่จำเป็นต้องเพิ่มยอดคนเจ็บคนตายให้เปล่าประโยชน์"
เป้าหมายตั้งแต่แรกของเซี่ยอวี่ก็คือการใช้ฉางอันเป็นสมอเรือ เพื่อลากเรือลำใหญ่อย่างดินแดนภาคกลางให้จมลงทะเลไป
วางหมากมาตั้งนาน ตอนนี้พายุได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
ทั่วทั้งเซิ่งอู่วุ่นวายสับสน ขุมกำลังอื่นๆ ก็ถูกจุดประกายไฟขึ้นมาแล้ว ขอเพียงถึงเวลาที่เหมาะสม ประกายไฟเล็กๆ จะลุกลามไปทั่วทั้งมหาทวีปดินแดนภาคกลาง เผาผลาญสิ่งเก่าเพื่อนำพาสิ่งใหม่มา
ดินแดนภาคกลางวุ่นวาย มิติเร้นลับปรากฏ
เซี่ยอวี่ต้องการดึงขุมกำลังทั้งหมดเข้าไปในมิติเร้นลับมังกรบรรพกาล ที่นั่นทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกสะสางบัญชี
มองจากมุมหนึ่ง สมรภูมิหลักที่จะตัดสินชะตากรรมของดินแดนภาคกลาง ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินภาคกลาง
ดังนั้นเวลานี้เซี่ยอวี่จึงไม่สนใจเลยว่าอันลู่ซาน สือซือหมิง และเผ่าปีศาจกำลังแอบวางแผนลับอะไรกันอยู่ในเมืองฉางอัน
ไม่ว่าพวกมันจะมีแผนการยิ่งใหญ่แค่ไหน ทันทีที่มิติเร้นลับมังกรบรรพกาลเปิดออกและเข้าสู่สมรภูมิแห่งใหม่ แผนการลับทั้งหมดที่ผ่านมาก็สูญเปล่า
การสู้แบบหนึ่งรุมหลายคน การเปิดสมรภูมิใหม่คือแผนการที่ดีที่สุด อีกทั้งการมีอยู่ของเนตรมหาจักรพรรดิ ทำให้เซี่ยอวี่สามารถเข้าใจรายละเอียดของมิติเร้นลับได้ดีกว่าขุมกำลังอื่นๆ นี่แหละคือข้อได้เปรียบ
หลังจากเซี่ยอวี่อธิบายให้ฟัง ฮั่วชวี่ปิ้งก็ไม่กล่าวอะไรอีก แต่เริ่มหันไปเตรียมความพร้อมสำหรับสมรภูมิมิติเร้นลับมังกรบรรพกาลที่จะมาถึงแทน
"ฮ่า"
ตามมาด้วยเสียงตะโกนดังกึกก้องจากแดนไกลอย่างต่อเนื่อง ทหารแดนบรรพชนที่เปล่งแสงสีทองค่อยๆ ยึดอำนาจควบคุมทั่วทั้งเมืองฉางอันได้สำเร็จ ยกเว้นเพียงพระราชวังเท่านั้น
เซี่ยอวี่ ไป๋ฉี่ และฮั่วชวี่ปิ้ง ทั้งสามคนเดินไปที่ริมหอคอยเมืองแล้วมองเข้าไปด้านใน
รอบนอกหมอกดำเต็มไปด้วยแสงสีทอง เสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าทหารหาญดังแว่วมาเป็นระยะ
ไป๋ฉี่ผู้มีใบหน้าเย็นชาเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา "ฝ่าบาท ครั้งนี้ตระกูลหลี่ถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เซี่ยอวี่พยักหน้ารับ ทอดสายตามองเส้นขอบฟ้าที่เพิ่งจะทอแสงสว่าง รุ่งอรุณมาเยือนแล้ว
"นั่นสินะ จบลงแล้ว ความวุ่นวายของเซิ่งอู่บรรลุเป้าหมาย สมรภูมิหลักควรย้ายไปที่อื่นได้แล้ว"
หว่างคิ้วของทั้งสามคนเต็มไปด้วยความยินดี
"รายงาน ฝ่าบาท มีจดหมายจากทางตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ มู่หรงเค่อนำทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนด้วยตัวเอง เตรียมยึดเมืองคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ทหารสอดแนมวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนหอคอยเมืองเพื่อรายงานข่าว
เซี่ยอวี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ทหารสอดแนมอีกคนก็วิ่งขึ้นมา
"รายงาน ฝ่าบาท มีจดหมายจากทางใต้พ่ะย่ะค่ะ กลุ่มคนต่างเผ่าถูกรับตัวเข้าไปในพระราชวังอู่โจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด หลังจากนั้นก็มีทหารสอดแนมอีกสองคนวิ่งมาจากคนละทิศทาง
"รายงานพ่ะย่ะค่ะ ตระกูลเฉียนกำลังกว้านขายที่ดินและขนย้ายทรัพย์สมบัติพ่ะย่ะค่ะ"
"รายงานพ่ะย่ะค่ะ สาขาของหอเทียนจีในแต่ละพื้นที่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ครอบคลุมทั่วทั้งดินแดนภาคกลาง ลามไปถึงทวีปอื่นๆ ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
มองดูแถวทหารสอดแนมที่อยู่ตรงหน้า ทั้งสามคนก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
"นี่ไง สมรภูมิหลักสมควรต้องเปลี่ยนได้แล้ว"
...
ภายในพระราชวัง เมืองฉางอัน
ภายในท้องพระโรงที่ปกคลุมไปด้วยหมอกดำ อันลู่ซานที่มักจะเย่อหยิ่งจองหองมาตลอดกลับมีใบหน้าเขียวคล้ำเป็นครั้งแรก
ในท้องพระโรง เหล่าขุนนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าปริปากพูดสักคน
หลี่จิ่งหงที่นั่งอยู่ด้านข้างในเวลานี้ไม่ปรายตามองสิ่งใด ตามองจมูก จมูกมองปาก ปากมองใจ แต่ทว่าภายในใจกลับเบิกบานอย่างถึงที่สุด
"ตีกันเข้าไป ตีกันให้ตายไปเลย จะเผ่าปีศาจ จะพวกขุนศึก จะเซี่ยอวี่หรือแดนบรรพชนอะไรนั่น สู้กันให้พินาศไปให้หมดเลยยิ่งดี ถึงตอนนั้นก็จะเป็นตาของข้าที่ออกมากอบโกยผลประโยชน์ไม่ใช่หรือไง"
"ควรทำอย่างไร ควรทำอย่างไรกันดี" อันลู่ซานที่อยู่ด้านบนโกรธจนมือสั่นเทา
เพียงชั่วข้ามคืน ทหารปีศาจนับหมื่นที่ตกลงกับเผ่าปีศาจไว้ดิบดี กลับตกเป็นของเชลยของกองทัพแดนบรรพชนจนหมดสิ้น เรื่องนี้เกินความคาดหมายของเขาไปมาก
เผ่าปีศาจเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนมากขึ้น ขุมกำลังที่ตัวเองวางหมากไว้ก็ถูกเหล่าขุนพลแดนบรรพชนสกัดกั้นจนขยับตัวไม่ได้ หวงซื่อหลางที่มีความทะเยอทะยานดุจหมาป่าก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ภายนอกพระราชวังไม่ได้มีแค่ฮั่วชวี่ปิ้งที่เป็นยอดขุนพลเพียงคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นหลี่จิ่งหงที่ตัวเองควบคุมไว้ก็มีแผนร้ายซ่อนอยู่
ประกอบกับพวกที่เรียกตัวเองว่าขุนนางบุ๋นบู๊เหล่านี้ มายืนหัวโด่อยู่ที่นี่ทั้งคืน กลับคิดแผนอะไรไม่ออกสักอย่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
โดยเฉพาะเมื่อมองลงไปยังหลี่จิ่งหงที่นั่งทำหน้าตายอยู่ด้านล่าง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ
"ไอ้บัดซบ ถึงแม้ข้าจะริบอำนาจของเจ้ามาหมดแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าก็ยังเป็นกษัตริย์ของเซิ่งอู่อยู่ กลับทำตัวเหมือนธุระไม่ใช่แบบนี้เนี่ยนะ"
"ถ้าข้าแพ้ คนที่ต้องรับเคราะห์ก็คือเจ้าไม่ใช่หรือไง"
ท่าทีของหลี่จิ่งหงทำให้เขาโกรธเกรี้ยวยิ่งขึ้น ปัง
เขาคว้าเชิงเทียนที่อยู่ข้างๆ ฟาดลงบนพื้นอย่างแรง อันลู่ซานชี้หน้าด่าทอลงไปด้านล่างอย่างเดือดดาล
"พวกเจ้าเหล่าขุนนางเก่าของตระกูลหลี่ ช่างไร้ค่ายิ่งนัก ผ่านไปทั้งคืน กลับคิดแผนการอะไรไม่ออกสักนิด ไอ้พวกขยะ สวะ ไร้ประโยชน์"
เหล่าขุนนางทั้งราชสำนักถูกคำพูดนี้ทำเอาสะดุ้งโหยง เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าอันลู่ซานจะต้องระเบิดอารมณ์ในไม่ช้า แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าพูดคำว่า ขุนนางเก่าของตระกูลหลี่ ออกมากลางท้องพระโรงเช่นนี้
แผ่นดินนี้โดยนิตินัยยังคงเป็นของตระกูลหลี่ กษัตริย์ก็ยังคงเป็นหลี่จิ่งหง อันลู่ซานและสือซือหมิงแม้จะนั่งอยู่บนแท่นสูงลิบ แต่ก็ยังใช้ฐานะราชครูของอาณาจักร ตราบใดที่ไม่ฉีกหน้ากากนี้ทิ้ง คนทั้งใต้หล้าก็จะหาข้ออ้างมาเล่นงานเขาไม่ได้
แต่ตอนนี้การที่อันลู่ซานพูดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน ทุกคนที่อยู่ที่นี่สามารถยัดเยียดข้อหา ขุนนางกบฏทรยศ ให้เขาได้ทันที หากคนผู้นั้นมีความกล้ามากพอ
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
เชิงเทียนที่อันลู่ซานทุบจนพังกลิ้งตกลงมาตามขั้นบันไดอย่างช้าๆ และหยุดลงที่แทบเท้าของหลี่จิ่งหงในที่สุด
บรรยากาศในท้องพระโรงที่ตึงเครียดจนถึงขีดสุดอยู่แล้ว ในเวลานี้กลับกลายเป็นความอึดอัดที่ยากจะอธิบาย
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เชิงเทียนอันนั้น
[จบแล้ว]