- หน้าแรก
- นายทวารท้าลิขิต ระบบคัดกรองศิษย์ขออภัยสำนักนี้ไม่ต้อนรับคนบาป
- บทที่ 430 - ปฐมบรรพจารย์เข้าสู่โลกยุคบรรพกาล
บทที่ 430 - ปฐมบรรพจารย์เข้าสู่โลกยุคบรรพกาล
บทที่ 430 - ปฐมบรรพจารย์เข้าสู่โลกยุคบรรพกาล
บทที่ 430 - ปฐมบรรพจารย์เข้าสู่โลกยุคบรรพกาล
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล"
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไหลทะลักเข้ามาจากทะเลความโกลาหล ในใจวารีก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมีพลังงานมากมายมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา กลิ่นอายมรรคาที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดก็แผ่ซ่านออกไปทั่วทั้งร่างกาย
ชั่วพริบตา ในการรับรู้ของเขา โลกมหาพันภพแห่งหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในจิตสำนึก
ภูเขาปู้โจวอันสูงตระหง่าน ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาลล้วนหดเล็กลงอยู่ตรงหน้าเขา
วารีเข้าใจดีในใจว่า มรรคาของเขาสำเร็จแล้ว ก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา กลายเป็นฮุ่นตวิ้นอู๋จี๋เซียนทองคำคนแรกของโลกยุคบรรพกาล
ไม่จำเป็นต้องเหมือนเมื่อก่อน ที่ต้องรวบรวมจิตสัมผัสไปที่ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง จึงจะสามารถสัมผัสถึงฟ้าดินแห่งนั้นได้ บัดนี้ทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาล ล้วนอยู่ในการรับรู้ของเขาทั้งสิ้น
เขาหลุดพ้นจากร่างกายเดิม เขาไม่ใช่ภูเขาปู้โจวอีกต่อไป ไม่ใช่ทะเลโลหิตอีกต่อไป ไม่ใช่ห้วงอวกาศแห่งโลกยุคบรรพกาลอีกต่อไป ไม่ใช่สิ่งใดๆ ในโลกยุคบรรพกาลอีกต่อไป ทว่าเขากลับมีอยู่ทุกหนทุกแห่งท่ามกลางฟ้าดิน
และในวินาทีนี้ วารีก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นถึงเจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์ของโลกยุคบรรพกาล
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้" กลิ่นอายที่คุ้นเคย ทำให้วารีรู้สึกงุนงงอยู่ในใจ
เขาพบเจอกับหงจวินไม่บ่อยนัก เพียงไม่กี่ครั้งก็ล้วนแต่เป็นการประมือกันในช่วงเวลาสั้นๆ ทว่าสำหรับกลิ่นอายเจตจำนงอันเป็นเอกลักษณ์ของหงจวิน วารีรับรองได้เลยว่าเขาไม่มีทางสัมผัสผิดอย่างแน่นอน
เพียงแต่กลิ่นอายที่เคยคุ้นเคย บัดนี้กลับสับสนวุ่นวายอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกบ้าคลั่งอยู่อีกด้วย
ทว่าเมื่อเขาตั้งใจสัมผัสดูให้ละเอียด ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ช่างประหลาดล้ำเหลือเกินจริงๆ
วารีที่กำลังครุ่นคิด ทอดสายตามองไปยังทิศทางของวังเมฆาม่วง ณ ส่วนลึกของห้วงแห่งความโกลาหล
หลังจากที่หงจวินหลอมรวมกับวิถีสวรรค์แล้ว หงจวินก็คือวิถีสวรรค์ วิถีสวรรค์ไม่ใช่หงจวิน ทว่าเจตจำนงที่มักจะปรากฏตัวขึ้นบ่อยครั้งในโลกยุคบรรพกาล แทบทั้งหมดล้วนมาจากท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วง
ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ การที่หงจวินไม่เคยปรากฏตัวในโลกยุคบรรพกาลเลย ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เรียบง่ายปานนั้นเสียแล้ว
เมื่อมองไปยังทิศทางของความโกลาหลอย่างแปลกใจ วารีก็เลิกใส่ใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรีบดูดซับรางวัลจากมรรคาใหญ่ให้เร็วที่สุด
ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล สำหรับขั้นมรรคาแล้ว ล้วนแต่เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ส่วนท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วง บางทีอีกเดี๋ยวก็คงจะปรากฏตัวออกมา สถานการณ์เป็นเช่นไรเดี๋ยวก็รู้เอง
ท่ามกลางอานุภาพอันเก่าแก่และกว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนที่กำลังมองดูแม่น้ำแห่งกาลเวลาบนท้องฟ้ากลับมีสายตาหดเกร็ง
แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่เดิมทียิ่งสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้มองดูแล้วกลับมีความรู้สึกเลือนรางอยู่บ้าง จากนั้นห้วงอวกาศแห่งโลกยุคบรรพกาลที่ถูกมันบดบังเอาไว้ กลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในสายตาของทุกคน
ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ผู้คนในโลกยุคบรรพกาลมีสีหน้าประหลาดใจ
พวกเขาสามารถมองทะลุแม่น้ำแห่งกาลเวลาอันสว่างเจิดจ้า เห็นดวงดาวนับร้อยล้านดวงของโลกยุคบรรพกาลได้อย่างชัดเจน
จู่ๆ แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา ดูเหมือนจะไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งเสียแล้ว
และในขณะนี้บรรดาศิษย์ลัทธิท้าลิขิตที่อยู่ด้านนอกวังปี้โหยวบนเกาะเต่ามังกรทอง ก็มีคนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนเกาะ
"กลิ่นอายของสระน้ำวิเศษ กลิ่นอายของแม่น้ำวิญญาณพวกนี้เปลี่ยนไปแล้ว"
เสียงร้องอุทานสายหนึ่ง ดึงดูดความสนใจของทุกคน
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็พบว่าเป็นจ้าวกงหมิงที่รีบเร่งเดินทางกลับมายังเกาะเต่ามังกรทอง อีกฝ่ายกำลังมองไปยังสระน้ำวิเศษที่อยู่ไม่ไกลด้วยใบหน้าตกตะลึง
คำพูดอันน่าประหลาดใจของจ้าวกงหมิง ทำให้บรรดาศิษย์ลัทธิท้าลิขิต ต่างก็ส่งจิตสัมผัสไปตรวจสอบแม่น้ำรอบๆ ตัว
"กลิ่นอายของศิษย์พี่วารีหายไปแล้ว"
"หายไปแล้วจริงๆ ไม่มีคลื่นพลังอันคุ้นเคยหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย"
ท่ามกลางเสียงร้องอุทานเป็นระลอก ก็มีเสียงน้ำสาดกระเซ็นดังขึ้นมากมาย
บรรดาศิษย์ลัทธิท้าลิขิตบนท้องฟ้า รวมถึงพระแม่วิญญาณทองคำ ต่างก็ดำดิ่งลงไปในแม่น้ำรอบด้าน
"กลิ่นอายของท่านอาจารย์หายไปแล้วจริงๆ" ลิงหกหูโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ ในดวงตาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเห็นท่านอาจารย์วิวัฒนาการแม่น้ำแห่งกาลเวลา ลิงหกหูกก็รีบเร่งเดินทางกลับมายังเกาะเต่ามังกรทอง
ความเคลื่อนไหวที่เกิดจากการทะลวงระดับของท่านอาจารย์ทำให้เขาประหลาดใจและตื่นเต้น เพียงแต่กลิ่นอายของสระน้ำวิเศษในตอนนี้ กลับทำให้เขารู้สึกไม่เข้าใจ
เสียงน้ำดังปุดๆ มีหัวคนโผล่ขึ้นมารอบด้าน บนใบหน้าของพวกเขาล้วนแฝงไปด้วยความงุนงงสงสัย
แม่น้ำบนเกาะเต่ามังกรทองล้วนเป็นร่างกายของวารี ที่นั่นมีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ กฎเกณฑ์ไหลริน ศิษย์ลัทธิท้าลิขิตทุกคนล้วนเคยเข้าไปบำเพ็ญเพียรในนั้นมาแล้วทั้งสิ้น
เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาสงบจิตบำเพ็ญเพียรในแม่น้ำ ต่างก็สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของวารีได้อย่างชัดเจน
ทว่าบัดนี้ เมื่อพวกลงไปในแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำหลายสายนั้น หรือร่างต้นกำเนิดดั้งเดิมที่สุดของศิษย์พี่วารี ซึ่งก็คือสระน้ำวิเศษแห่งนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถสัมผัสถึงคลื่นกลิ่นอายอันแนบแน่นนั้นได้อีกแล้ว
และคนที่สังเกตอย่างละเอียดบางคนยิ่งพบว่า พวกเขาไม่สามารถเดินทางผ่านสระน้ำวิเศษไปยังแม่น้ำสวรรค์ หรือแม้กระทั่งทะเลโลหิตปรโลก ห้วงอวกาศแห่งโลกยุคบรรพกาลได้อีกต่อไป
พระแม่วิญญาณทองคำสัมผัสถึงอานุภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ส่งมาจากบนท้องฟ้า เอ่ยปากขึ้นมา "คงเป็นเพราะศิษย์พี่วารีก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา ได้สลัดคราบปุถุชนทิ้งไปแล้ว"
จ้าวกงหมิง ลิงหกหู และคนอื่นๆ ไม่ได้เอ่ยคำใด ต่างพากันเหาะเหินขึ้นมาจากแม่น้ำ เห็นได้ชัดว่าในใจก็คิดถึงความเป็นไปได้นี้เช่นกัน เพียงแต่สีหน้าของแต่ละคนดูผิดแผกไปเล็กน้อย
วารีในลัทธิท้าลิขิตทั้งหมดนั้นลึกลับยิ่งกว่าท่านอาจารย์เสียอีก ศิษย์ในสำนักแทบจะไม่ค่อยได้พบหน้าท่านผู้นี้เลย ทว่าทุกครั้งที่พวกเขาลงไปบำเพ็ญเพียรในแม่น้ำ ก็สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของวารีได้อย่างชัดเจน
ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในครั้งนี้ ทำให้ทุกคนรู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด
เมื่อมองดูแม่น้ำแห่งกาลเวลาบนท้องฟ้าที่ดูราวกับว่าล่องลอยอยู่ในมิติที่แยกตัวเป็นอิสระ ในใจของพวกเขาก็เข้าใจดีว่า ศิษย์พี่วารีอาจจะไม่ใช่แค่ศิษย์พี่แห่งลัทธิท้าลิขิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป บัดนี้เขาคือองค์ปฐมต้นกำเนิดแห่งโลกยุคบรรพกาลทั้งใบ
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดอีก ทำเพียงซึมซับอานุภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลบนท้องฟ้า
แมัในแม่น้ำบนเกาะจะไม่มีกลิ่นอายของวารีอีกต่อไป ทว่าเมื่อใดที่พวกเขาตั้งจิตระลึกถึง ก็ยังคงสามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของศิษย์พี่ได้
มรรคาขององค์ปฐมต้นกำเนิดสำเร็จแล้ว พวกเขาควรจะรู้สึกดีใจสิ
บรรดาศิษย์ลัทธิท้าลิขิตบนเกาะเต่ามังกรทองค้นพบความผิดปกติ เผ่าอสุราในทะเลโลหิตปรโลก เผ่าผีดิบในแม่น้ำลืมเลือน พวกเขาก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน
ทว่าพวกเขาไม่ได้คิดอะไรมาก ทำเพียงแหงนมองท้องฟ้า ในดวงตาแฝงไปด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
องค์ปฐมต้นกำเนิดทะลวงระดับ ประทานพรให้แก่ทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาล พวกเขาได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล
และในขณะนี้นอกโลกยุคบรรพกาล ท่ามกลางทะเลความโกลาหล หงจวินกำลังก้าวยาวๆ ตรงมา เจียอิ่นและจวิ่นถีรีบร้อนเดินตามอยู่ด้านหลัง
ยังไม่ทันถึงโลกยุคบรรพกาล คนทั้งหลายก็เห็นพลังงานอันมหาศาลขุมหนึ่งจากทะเลความโกลาหลไหลทะลักเข้าสู่โลกยุคบรรพกาล
"เจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่"
"กลิ่นอายนั้น หรือว่าจะเป็นต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล"
เสียงร้องอุทานสองสายดังขึ้น เจียอิ่นและจวิ่นถีมีใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำแห่งกาลเวลา พวกเขาเพิ่งจะได้เห็นกับตาตัวเองเมื่อครู่นี้ ก็พอจะรู้ว่าวารีอาจจะมีการทะลวงระดับครั้งใหญ่ ทว่าภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าก็ยังคงทำให้พวกเขาตกตะลึงอยู่ดี
เจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่ร่วงหล่นลงมา หมายความว่าวารีก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคาแล้วจริงๆ เพียงแต่พลังงานในความโกลาหลที่ไหลทะลักเข้าสู่โลกยุคบรรพกาลนั้น
สองมหาปราชญ์แดนประจิมที่กำลังพูดอยู่ มองไปยังหงจวินพร้อมกัน
แม้จะหันหลังให้ปฐมบรรพจารย์ แต่ในใจของทั้งสองก็รู้ดีว่า ปฐมบรรพจารย์ย่อมเข้าใจความหมายของพวกเขาอย่างแน่นอน
"ไม่เลวเลย นั่นคือต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลจริงๆ ด้วย" หงจวินมองไปยังโลกยุคบรรพกาลที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในดวงตาก็มีแววประหลาดใจพาดผ่านเช่นกัน
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียอิ่นและจวิ่นถีก็มีสายตาหดเกร็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล เป็นต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลจริงๆ ด้วย
หากไม่ใช่เพราะหลอมรวมกับกฎเกณฑ์สายหนึ่ง ก้าวเข้าสู่ระดับฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำ พวกเขาจะไปรู้ถึงการมีอยู่ของต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลได้อย่างไร
เมื่อได้รับต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลไหลทะลักเข้ามา ความแข็งแกร่งของวารีจะเพิ่มขึ้นถึงระดับใดกันแน่
ทว่าทั้งสองในตอนนี้ ยังมีความสงสัยอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในใจ
นับตั้งแต่ได้เข้าเฝ้าหงจวินในครั้งนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าปฐมบรรพจารย์ผู้สูงส่งในอดีต ดูเหมือนจะมีอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์มากขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในเวลานี้
"ท่านอาจารย์ จะปล่อยให้วารีได้รับต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลไปเช่นนี้เลยหรือขอรับ" เจียอิ่นขยับเข้าไปใกล้ระมัดระวัง เอ่ยถามเสียงเบา
จวิ่นถีที่ยืนรออยู่ด้านข้างชะงักไป เบิกตากว้างเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร
เจียอิ่นไม่ได้สนใจ ทำเพียงยืนรออยู่ข้างกายหงจวินอย่างนอบน้อม หากไม่ใช่เพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของปฐมบรรพจารย์ ก่อนหน้านี้เขาคงไม่กล้าพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาแน่
เป็นดังที่เจียอิ่นคิดไว้ในใจ ปฐมบรรพจารย์ไม่ได้โกรธเกรี้ยวเลย กลับมีคำพูดอันอ่อนโยนดังมา
"เจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่ปกคลุมอยู่ ผู้อื่นจะเข้าไปแทรกแซงได้อย่างไร"
คำพูดอันเป็นธรรมชาติของหงจวิน ทำให้จวิ่นถีอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงในใจ
ท่านอาจารย์เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ปฐมบรรพจารย์หลอมรวมกับวิถีสวรรค์ ตามหลักแล้ว มีแต่จะยิ่งสูญเสียความรู้สึกนึกคิดของตนเองไปเรื่อยๆ ไฉนถึงได้กลับกลายเป็นมีอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ขึ้นมาได้เล่า
เป็นเพราะการทะลวงระดับของวารี หรือว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้นในฟ้าดิน หรือว่าก่อนหน้านี้ปฐมบรรพจารย์แสร้งทำเป็นปิดบังมาโดยตลอด
เมื่อมองดูเงาร่างที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในใจเจียอิ่นก็ไม่กล้าคิดอะไรเพ้อเจ้ออีก บนตัวปฐมบรรพจารย์จะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด บัดนี้การที่ปฐมบรรพจารย์เปิดเผยนิสัยเช่นนี้ออกมา หมายความว่าเวลาที่เหมาะสมได้มาถึงแล้ว
ทั้งสองยืนรออยู่ข้างกายหงจวิน ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ อีก ทำเพียงเฝ้ามองดูแม่น้ำแห่งกาลเวลาอันงดงามตระการตาที่อยู่ไกลออกไปอย่างเงียบๆ มันช่างยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ไพศาล ทอดตัวพาดผ่านทั่วทั้งแผ่นดินยุคบรรพกาล
แรงกดดันที่แผ่มาเบาๆ นั้น ทำให้ทั้งสองรู้สึกขนลุกขนพองอยู่บ้าง
วารีในอดีตก็แข็งแกร่งจนน่าขนลุกแล้ว บัดนี้ก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา เกรงว่าจะยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม โชคดีที่ตอนนี้ปฐมบรรพจารย์ปรากฏตัวแล้ว จุดจบของวารีมาถึงแล้ว
สำหรับความแข็งแกร่งของปฐมบรรพจารย์ เจียอิ่นและจวิ่นถียังคงมีความเชื่อมั่นอยู่ในใจอย่างเปี่ยมล้น
ยิ่งไปกว่านั้น สีหน้าอันเรียบเฉยของปฐมบรรพจารย์ในตอนนี้ ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ปฐมบรรพจารย์ไม่ได้หวาดกลัววารีเลยแม้แต่น้อย
ก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคาแล้วอย่างไร ปฐมบรรพจารย์ก็ยังคงเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกยุคบรรพกาลอยู่ดี
ทันทีที่กำจัดวารีไป ลัทธิท้าลิขิตก็จะต้องล่มสลายอย่างแน่นอน บรรดาฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำที่มีความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนกับวารีก็จะต้องถูกหางเลขไปด้วยเช่นกัน
ภายภาคหน้าต่อให้ระดับพลังของพวกเขาจะไม่ก้าวหน้าขึ้นเลย โลกยุคบรรพกาลก็ยังคงมีพื้นที่ให้พวกเขาทั้งสองคนยืนหยัดอยู่ได้
เจียอิ่นและจวิ่นถีที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังในใจ สายตาจับจ้องไปยังต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลที่ไหลทะลักเข้ามาจากทะเลความโกลาหลอันไกลโพ้นอย่างไม่วางตา
ทันทีที่ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลหายไป หมายความว่าเจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมาได้ถอยร่นกลับไปแล้ว นั่นก็คือเวลาที่ปฐมบรรพจารย์จะลงมือ
"กฎเกณฑ์ทั้งสามพันสายล้วนสมบูรณ์พร้อม มรรคาสำเร็จแล้ว"
ภายในต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล แฝงไปด้วยต้นกำเนิดแห่งกฎเกณฑ์ที่บริสุทธิ์ที่สุด อีกทั้งยังรวบรวมกฎเกณฑ์ทั้งสามพันสายเอาไว้ในนั้น บัดนี้มรรคาใหญ่ทั้งสามพันสายของเขาล้วนสมบูรณ์พร้อมแล้ว
กฎเกณฑ์ทั้งสามพันสายที่ถักทอประสานกัน กลายสภาพเป็นผลมรรคาสีเทาผลหนึ่งภายในร่างกายของวารี
บนผลมรรคา มีลวดลายมรรคาอันหนาแน่นนับไม่ถ้วนเรียงรายและหมุนวนอยู่ ดูราวกับความโกลาหลที่เพิ่งเบิกออก แผ่ซ่านกลิ่นอายอันเก่าแก่และกว้างใหญ่ไพศาลออกมา
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแห่งต้นกำเนิดอันเข้มข้นที่ส่งมาจากผลมรรคา ในใจวารีก็คาดเดาว่า ต่อให้เป็นหงจวินก็คงจะทำไม่ได้ถึงขั้นเขา
เมื่อผลมรรคาควบแน่นสำเร็จ เจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่บนท้องฟ้าก็ถอยร่นกลับไป ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลที่ไหลทะลักเข้ามาก็หายวับไปจนหมดจดในพริบตาเช่นกัน
แม่น้ำสายใหญ่ที่สว่างไสวเจิดจ้า ห้วงอวกาศกะพริบวาบ กลายสภาพกลับมาเป็นรูปลักษณ์เดิมของวารี
มรรคาไร้รูปลักษณ์ไร้รูปทรง ทว่าสามารถเป็นได้ทุกสรรพสิ่ง รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงหนึ่งในการแสดงออกของเขาเท่านั้น
บรรดาฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำมากมายที่จับจ้องมองท้องฟ้าอย่างไม่วางตา เมื่อเห็นดังนั้น ต่างก็พากันเหาะเหินขึ้นไป
"วารี ยินดีด้วยนะ" คนแรกที่มาถึงกลับเป็นท่านทะลวงฟ้าแห่งลัทธิท้าลิขิต
เมื่อมองดูวารีที่อยู่เบื้องหน้า ในใจท่านทะลวงฟ้าก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก
ในตอนนั้นเขาที่กึ่งบังคับรับวารีเข้าสำนักมา จะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าแม่น้ำวิญญาณธรรมดาๆ สายหนึ่ง จะเติบโตมาจนถึงขั้นนี้ได้
ขั้นมรรคา เรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่หลุดพ้นจากโลกยุคบรรพกาลไปแล้ว
"ท่านอาจารย์" วารีมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ยังคงเป็นกันเองเหมือนเช่นเคย
หากไม่มีท่านทะลวงฟ้า ก็ไม่มีเขาในวันนี้ หลังจากก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา วารียิ่งเข้าใจถึงความไม่ธรรมดาของท่านอาจารย์ผู้นี้มากขึ้น
ไม่ว่าระดับพลังในตอนนี้จะเป็นเช่นไร สำหรับท่านทะลวงฟ้า เขายังคงเคารพเทิดทูนอย่างยิ่งยวด
เมื่อสบตากับวารี บนใบหน้าท่านทะลวงฟ้าก็ปรากฏแววประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อมีเจตจำนงแห่งมรรคาใหญ่ร่วงหล่นลงมา ท่านทะลวงฟ้าย่อมเข้าใจดีว่าวารีไม่ใช่แค่ขั้นมรรคาธรรมดาๆ แน่
ท้ายที่สุดแล้วในตอนที่หงจวินหลอมรวมกับวิถีสวรรค์ ก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอันใดเลย หากอีกฝ่ายไม่พูดออกมาชัดเจนในวังเมฆาม่วง ก็คงจะไม่มีใครล่วงรู้เรื่องพวกนี้เลย
ทว่าวารีกลับไม่เหมือนกัน ความเคลื่อนไหวใหญ่โตปานนี้ เรียกได้ว่าทั่วทั้งโลกยุคบรรพกาลล้วนมองเห็น
มีความสำเร็จถึงเพียงนี้ ทว่าก็ยังคงเคารพเขามากปานนี้ เรื่องนี้จะไม่ทำให้ท่านทะลวงฟ้าประหลาดใจได้อย่างไร
"ยินดีกับศิษย์พี่วารีที่ทะลวงระดับด้วยขอรับ"
"ยินดีกับท่านอาจารย์ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคาด้วยเจ้าค่ะ"
"ขอแสดงความยินดีกับองค์ปฐมต้นกำเนิดที่หลุดพ้นจากขั้นศักดิ์สิทธิ์ด้วยขอรับ"
"ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา เกรียงไกรสะท้านโลกยุคบรรพกาลด้วยขอรับ"
เงาร่างแต่ละสายบนแผ่นดินยุคบรรพกาลเหาะเหินขึ้นไปเบื้องบน ล้วนร้องตะโกนแสดงความยินดีเสียงดัง
สำหรับวารี เดิมทีพวกเขาก็เคารพเทิดทูนเป็นอย่างมากอยู่แล้ว บัดนี้วารีทะลวงระดับ ทำให้โลกยุคบรรพกาลเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง ยิ่งเหมาะสมแก่การบำเพ็ญเพียรของพวกเขามากยิ่งขึ้นไปอีก ที่สำคัญไปกว่านั้น ตอนที่วารีเพิ่งจะทะลวงระดับเมื่อครู่นี้ แทบทุกคนล้วนได้รับผลประโยชน์
หากไม่มีวารีที่อยู่เบื้องหน้า ก็ย่อมไม่มีพวกเขาในวันนี้อย่างแน่นอน
ทั่วทั้งแผ่นดินยุคบรรพกาล ยกเว้นมหาปราชญ์และคนอื่นๆ เพียงไม่กี่คนแล้ว ฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำที่เหลือแทบทั้งหมดล้วนมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าวารี บนใบหน้าของทุกคนล้วนแฝงไปด้วยความเคารพ
พวกจ้าวกงหมิงที่กำลังตื่นเต้น ในเวลานี้เพิ่งจะพบว่าท่านทะลวงฟ้ายืนรออยู่ด้านข้าง จึงรีบเดินเข้าไปทำความเคารพทีละคน
"คารวะท่านอาจารย์"
"คารวะท่านอาจารย์ปู่"
พวกจ้าวกงหมิงประสานมือคารวะ สีหน้าดูผิดแผกไปเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้สายตาของพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนพุ่งความสนใจไปที่วารี จะไปทันสังเกตเห็นท่านทะลวงฟ้าที่อยู่ด้านข้างได้อย่างไร
ไม่มีทางเลือกอื่น ความเคลื่อนไหวที่วารีก่อขึ้นเมื่อครู่นี้มันใหญ่โตเกินไปจริงๆ
บรรดาฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำที่เหลือรอบด้านเห็นดังนั้น ก็ประสานมือคารวะท่านทะลวงฟ้าทีละคนเช่นกัน
แม้จะเป็นฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำเหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วท่านทะลวงฟ้าก็เป็นถึงอาจารย์ของวารี ความสัมพันธ์ขั้นนี้ คุ้มค่าพอที่จะให้พวกเขาทำเช่นนี้
ท่านทะลวงฟ้าเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ทว่าสายตากลับทอดมองไปยังทิศทางของความโกลาหล
เมื่อเห็นสายตาของท่านทะลวงฟ้า ทุกคนในที่นั้นต่างก็มีสายตาหดเกร็ง
เมื่อครู่นี้พวกเขาเอาแต่จมดิ่งอยู่กับการทะลวงระดับของวารี จนแทบจะลืมความกังวลใจก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
วารีทะลวงระดับแล้ว ปฐมบรรพจารย์ในวังเมฆาม่วงตกลงจะปรากฏตัวหรือไม่
ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นผ่านเข้ามาในหัวของทุกคน ชั่วพริบตาก็ต้องสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ในดวงตาแฝงไปด้วยความหวาดสั่น
บริเวณชายแดนของโลกยุคบรรพกาล กฎเกณฑ์ทั้งสามพันสายร่วงหล่นลงมา ปราณเซวียนหวงอันเดือดพล่านพวยพุ่ง ท่ามกลางปรากฏการณ์นั้น มีร่างหนึ่งกำลังก้าวยาวๆ ตรงมา
อีกฝ่ายก้าวเดินมาหาทุกคนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ด้านหลังมีเงาร่างสองสายเดินตามมาอย่างนอบน้อม นั่นคือสองมหาปราชญ์แดนประจิมที่หายตัวไปนานแล้ว
"ปฐมบรรพจารย์"
"หงจวิน"
เสียงร้องอุทานดังขึ้นหลายสาย ทุกคนล้วนมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
แม้จะคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าปฐมบรรพจารย์อาจจะปรากฏตัว แต่เมื่อได้เห็นท่านผู้นี้กับตาจริงๆ ก็ยังคงทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหวาดตระหนก
ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของปฐมบรรพจารย์นั้น มันยิ่งใหญ่เกินไปจริงๆ
ความแข็งแกร่งมหาศาล ที่สำคัญคือมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม นั่นคือผู้ที่บรรลุมรรคเป็นยอดคนคนแรกของโลกยุคบรรพกาลเชียวนะ ทั้งยังหลอมรวมกับวิถีสวรรค์อีกด้วย
องค์ปฐมต้นกำเนิดมีความแข็งแกร่งไม่เลว บัดนี้ยิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นมรรคา แต่ท้ายที่สุดแล้วระยะเวลาที่ใช้บำเพ็ญเพียรก็ยังสั้นนัก
ต่อให้เป็นศิษย์ร่วมสำนักลัทธิท้าลิขิตสองสามคนที่เคยมีความเชื่อมั่นในตัววารีอย่างล้นเปี่ยมมาโดยตลอด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความกังวลใจขึ้นมา
[จบแล้ว]