- หน้าแรก
- ลิขิตใหม่หัวใจดวงเดิม
- บทที่ 13: เผชิญหน้า
บทที่ 13: เผชิญหน้า
บทที่ 13: เผชิญหน้า
ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน
หูเจ๋อเอ่ยลาลั่วหนิง
"ไปล่ะ ฉันกลับไปอาบน้ำก่อนนะ อิจฉานายชะมัดที่ไม่ได้อยู่หอพัก ไม่ต้องไปแย่งห้องน้ำกับใคร"
ลั่วหนิงพยักหน้ารับ "เออๆ ช่วงเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนค่ำก็ตั้งใจทบทวนบทเรียนในห้องไปล่ะ ไม่ต้องมาตามหาฉันนะ ฉันก็ต้องอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านเหมือนกัน"
ลั่วหนิงนึกย้อนไปถึงช่วงคาบเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนค่ำในอดีต หูเจ๋อมักจะแอบโดดเรียนออกมา แล้วพวกเขาก็จะไปขลุกอยู่ที่ร้านเกมโต้รุ่งด้วยกันทั้งคืน
"รู้แล้วน่าๆ จะพยายามก็แล้วกัน"
พูดจบหูเจ๋อก็วิ่งหน้าตั้งออกไป ดูท่าทางจะรีบกลับจริงๆ คงจะกลัวไม่ได้คิวอาบน้ำล่ะสิ
ลั่วหนิงนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองก่อนจะหันไปมองลูเหยาที่ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่
"ไปกันเถอะ กลับไปค่อยอ่านต่อที่บ้านก็ได้"
ลูเหยาพยักหน้า "อืม ขอเก็บของแป๊บนะ"
"ลูเหยา"
ทั้งสองคนหันขวับไปตามเสียงเรียก ฉินเสวี่ยยืนอยู่ตรงนั้น เธอมองทั้งคู่ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"ฉันออกไปก่อนนะ เดี๋ยวรอข้างนอก"
ลั่วหนิงคว้ากระเป๋าเป้แล้วหันหลังเดินออกไป เขาไม่อยากเห็นหน้าเธอเลยจริงๆ และในเมื่อเธอไม่ได้มาหาเขา ลั่วหนิงก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ลูเหยาปรายตามองฉินเสวี่ย พลางปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและเย็นชาดังเดิม
"มีอะไรเหรอ?"
"แผนผังที่นั่งน่ะ"
"อ้อ"
ลูเหยายื่นกระดาษให้เธอด้วยท่าทีเป็นงานเป็นการ
"เปลี่ยนเสร็จแล้วก็เอามาคืนด้วยล่ะ"
พูดจบลูเหยาก็ทำท่าจะเดินหนี
"เดี๋ยวก่อนสิ"
ลูเหยาหันกลับมา "มีอะไรอีกงั้นเหรอ?"
ฉินเสวี่ยปรายตามองลั่วหนิงที่กำลังยืนชมวิวอยู่ตรงระเบียงทางเดิน ก่อนจะหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรนัก "เธอไปพูดเป่าหูอะไรเขากันแน่?"
"ฉันไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า" ลูเหยาสบตาเธออย่างไม่สะทกสะท้าน
"นี่ยังไม่ตรงอีกหรือไง?"
ฉินเสวี่ยไม่อาจซ่อนความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ได้ "เธอต้องไปพูดอะไรกับลั่วหนิงแน่ๆ เขาถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้ แถมยังไม่ยอมสนใจฉันอีกต่างหาก"
"ถึงพวกเธอจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน แต่จำเป็นต้องทำตัวจุ้นจ้านขนาดนี้เลยเหรอ? เรื่องความสัมพันธ์ของเราเธอก็ต้องเข้ามาสอดด้วยใช่ไหม? ตอนนี้เธอเป็นแค่คนนอก เข้าใจไหม? จำเป็นต้องใช้อำนาจหัวหน้าห้องมาทำลายความสัมพันธ์ของเราด้วยงั้นเหรอ?"
คำพูดของฉินเสวี่ยราวกับเข็มแหลมทิ่มแทงหัวใจของลูเหยาอย่างจัง แต่เธอก็ยังคงปั้นหน้าเรียบเฉยต่อไป
"เหอะ ฉันไม่มีเวลาว่างมาสนใจเรื่องไร้สาระของพวกเธอหรอกนะ"
ลูเหยาพูดถูกแล้วล่ะ ตั้งแต่ลั่วหนิงมอบกายถวายหัวให้กับฉินเสวี่ย เธอก็เลิกสนใจเขาไปแล้ว เธอทำได้เพียงเฝ้ามองเขาอยู่เงียบๆ จากเบื้องหลัง คอยเป็นห่วงเป็นใยเรื่องการเรียนของเขาเท่านั้น เธอไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของพวกเขาหรอก
"ยังจะมาเสแสร้งอีกนะ?" ฉินเสวี่ยแค่นหัวเราะ
"จะคิดยังไงก็ช่าง ฉันไม่ได้พูดอะไรกับเขาทั้งนั้น"
ลูเหยาส่ายหน้า ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเธออีก จึงคว้ากระเป๋าเป้เตรียมตัวเดินออกไป
"เธอเคยลองคิดบ้างไหมว่าเป็นเพราะตัวเธอเองนั่นแหละ? ลั่วหนิงคงจะเอือมระอาเธอมาตั้งนานแล้ว ทุกคนเขารู้สันดานแย่ๆ ของเธอหมดแหละ แล้วนี่ยังมีหน้ามาตั้งคำถามกับฉันอีกเหรอ? น่าขำสิ้นดี" ลูเหยาสวนกลับพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างไม่ไว้หน้า
หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลั่วหนิง ลูเหยาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ
"ฉัน..."
ฉินเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยมองหาข้อบกพร่องของตัวเอง แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะปฏิเสธมัน
เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดเลยแม้แต่นิดเดียว
"ลืมบอกไป สิ่งเดียวที่ฉันจัดการก็คือเรื่องเรียนของลั่วหนิง ส่วนเรื่องความรักของเขา ฉันไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย และไม่เคยเอาเธอไปพูดเสียๆ หายๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะโกรธแย่"
พูดจบลูเหยาก็เดินออกไปทันที
ฉินเสวี่ยยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวางแผนผังที่นั่งลงแล้ววิ่งตามออกไป
ลั่วหนิงเห็นลูเหยาเดินออกมา เขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเธอไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"เป็นอะไรไป?"
ลูเหยาไม่ตอบ เธอเดินกระแทกไหล่เขาผ่านไปและมุ่งหน้าไปยังบันไดที่สุดทางเดิน
"นี่"
ลั่วหนิงรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
"ลั่วหนิง!"
ลั่วหนิงหันขวับไปตวาดใส่ฉินเสวี่ยอย่างเหลืออด "ต้องการอะไรอีก?"
ฉินเสวี่ยสะดุ้งเฮือก ก่อนที่ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจะตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
เขาถึงกับกล้าตะคอกใส่เธอเชียวหรือ?
"นายลืมที่ฉันพูดเมื่อเช้าไปแล้วหรือไง?"
"จำไม่ได้หรอก"
ลั่วหนิงขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอ จึงหันหลังเดินหนีไปอย่างเด็ดขาดและไร้เยื่อใย ไม่ปล่อยให้เธอได้ทันตั้งตัว
เขาไม่รู้ว่ายัยนั่นไปพูดอะไรให้ลูเหยาฟังถึงได้ทำหน้าตาเย็นชาขนาดนั้น เขาต้องรีบตามไปง้อเธอแล้ว
"นี่ ลั่วหนิง ห้ามไปนะ!"
ฉินเสวี่ยโกรธจัดและวิ่งตามเขาไป แต่ด้วยความไม่ระวังจึงสะดุดล้มลงกับพื้น
ฉินเสวี่ยสูดปากด้วยความเจ็บปวดพลางก้มมองแขนตัวเอง ผิวหนังถลอกเป็นรอยแดง มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นมาทันที
เมื่อมองลงไปที่บันได ร่างของลั่วหนิงก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว
เขาไม่แม้แต่จะหยุดรอเธอเลยสักนิด
ฉินเสวี่ยรู้สึกน้อยใจจนแทบทนไม่ไหว เธอนั่งคุดคู้กอดเข่าตัวเอง น้ำตาเริ่มเอ่อล้นและไหลรินอาบสองแก้ม
เจ้าหญิงน้อยผู้หยิ่งยโส บัดนี้กลับต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนาและหมดสภาพ
...
"เหยาเหยา"
"เหยาเหยา"
ลั่วหนิงเดินวนเวียนอยู่รอบตัวลูเหยา พร่ำเรียกชื่อเธอไม่หยุดปากเพื่อหวังจะง้อขอคืนดี อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแต่ก็ไม่กล้า
ราวกับผึ้งน้อยที่บินตอมดอกไม้ไม่มีผิด
ลูเหยาหยุดเดิน ลั่วหนิงที่เกือบจะเดินชนเธอก็เบรกตัวโก่งและหยุดตาม
"ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย เล่าให้ฉันฟังเถอะ อย่างมากก็ยอมให้เธอซ้อมสักทีสองทีเอ้า" ลั่วหนิงฉีกยิ้มแหยๆ
ลูเหยามองใบหน้าทะเล้นของเขาแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา อารมณ์ของเธอดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังคงตีหน้าขรึมเอาไว้
คำพูดของฉินเสวี่ยแทงใจดำเธออย่างจัง ราวกับค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจ ทิ้งรอยแผลเป็นฝังลึกเอาไว้
ลูเหยาหลุบตาต่ำ ความรู้สึกสูญเสียทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ก็ใช่น่ะสิ ใครๆ ก็คิดว่าพวกเขาสองคนไม่ถูกกัน ลั่วหนิงเกลียดขี้หน้าเธอ และคู่ของลั่วหนิงกับฉินเสวี่ยต่างหากที่เป็นคู่รักกันจริงๆ
ลั่วหนิงสังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอ และในชั่วขณะนั้น หัวใจของเขาก็ปวดแปลบขึ้นมา
"เหยา..."
"ลั่วหนิง"
ลูเหยาพูดแทรกขึ้นมา
"อืม ว่ามาสิ" ลั่วหนิงมองเธอด้วยความเป็นห่วง
"เรารู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วนะ?"
"18 ปีมั้ง"
"ใช่ 18 ปีแล้วสินะ"
ลูเหยาพึมพำกับตัวเอง รำลึกถึงเรื่องราวในอดีตของพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง
"แล้วเราก็ทะเลาะกันมาตั้งหลายปีด้วย"
"..."
ในอดีต พวกเขาก็เหมือนเพื่อนสมัยเด็กทั่วๆ ไป ไปโรงเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน ความสัมพันธ์ก็ดูน่ารักดี แม้ว่าลูเหยาจะเกิดก่อนเขาไม่กี่นาที แต่สำหรับลั่วหนิงแล้ว เธอเป็นแค่ยัยเด็กข้างบ้านที่ชอบทำตัวติดหนึบ เป็นลูกไล่ที่คอยเดินตามตูดเขาต้อยๆ ทุกวัน
แต่พอนานวันเข้า พ่อแม่ของลั่วหนิงเริ่มยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาดูแลเขาเหมือนแต่ก่อน เขาจึงเริ่มต่อต้าน ปิดกั้นตัวเอง และในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มรำคาญที่ลูเหยาเอาแต่เดินตามเขาต้อยๆ
เขามองว่าเธอจู้จี้จุกจิก และน่ารำคาญ
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงเรื่อยๆ ลูเหยารู้สึกไร้หนทาง เธอไม่รู้จะจัดการกับความสัมพันธ์นี้ยังไง ได้แต่รู้สึกว่าคนที่เธอแอบชอบกำลังตีตัวออกห่างจากเธอไปทุกที
ผลการเรียนของลั่วหนิงดิ่งลงเหว เขากลายเป็น 'เด็กมีปัญหา' ในสายตาของครูบาอาจารย์ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ร้านเกมและโดดเรียนเป็นว่าเล่น ในขณะที่ลูเหยากลายเป็นเด็กเรียนดี พวกเขาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และการพูดคุยกันก็น้อยลงเรื่อยๆ
เห็นได้ชัดว่าเธอคือคนที่มาก่อน ตอนที่เธออยู่กับลั่วหนิง ไม่รู้ว่าป่านนั้นฉินเสวี่ยไปมุดหัวอยู่ที่ไหน
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่พัฒนาไปถึงขั้นนั้น เธอจึงไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของฉินเสวี่ยได้เลย
เป็นเพื่อนสมัยเด็กก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป พวกเขาก็เป็นได้แค่คนนอก ไม่มีทางสู้ตัวจริงได้หรอก
"เหยาเหยา ไม่ว่าฉินเสวี่ยจะพูดจาหมาๆ อะไรใส่เธอ ขอร้องล่ะ เลิกโกรธก่อนเถอะนะ"
ลั่วหนิงสบตาที่แดงก่ำของลูเหยาด้วยความปวดร้าว เขาตทนเห็นลูเหยาเสียใจแบบนี้ไม่ได้จริงๆ
"ฉัน... ฉันขอโทษ"
คำพูดนับพันหมื่นคำถูกกลั่นกรองออกมาเหลือเพียงคำขอโทษสั้นๆ คำเดียว
อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตมาแล้วถึงสองชาติภพ เคยเป็นทั้งเถ้าแก่ใหญ่และตาแก่ที่เอาแต่ทำตัวเป็น 'ไอ้หน้าโง่' ตามตื้อผู้หญิงมาตั้งนาน แต่เขากลับไม่รู้วิธีง้อเด็กผู้หญิงให้หายโกรธเลยสักนิด
ลูเหยาไม่พูดอะไร เธอเริ่มออกเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
เธอกลัวว่าเขาจะเห็นสภาพที่น่าสมเพชของเธอ สภาพที่น้ำตาจวนจะเอ่อล้นออกมาอยู่รอมร่อ
ลั่วหนิงรีบสาวเท้าตามไป
"อย่าตามมานะ" ลูเหยาตวาดเสียงแข็งโดยไม่หันกลับมามอง
ลั่วหนิงชะงักฝ่าเท้า ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองลูเหยาเดินจากไปและก้าวขึ้นรถประจำทาง
"เวรเอ๊ย"
ลั่วหนิงกลั้นหายใจ สบถออกมาอย่างเหลืออด
เป็นความผิดของยัยนั่นคนเดียวเลย ถ้ารู้แบบนี้ เขาคงไม่ปล่อยให้ลูเหยาอยู่กับฉินเสวี่ยตามลำพังแน่ๆ
ลั่วหนิงเดินคอตกไปที่ป้ายรถเมล์ ยืนรออยู่นานสองนานกว่ารถจะมาถึง เขาเดินขึ้นรถเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
...
ลูเหยาดันประตูเปิดออกและเดินเข้าไปในบ้าน ภายในบ้านว่างเปล่าไร้ผู้คน เธอชะงักไปครู่หนึ่ง
พอตั้งสติได้ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู และเห็นข้อความจากแม่ที่ส่งมาตอนประมาณสี่โมงเย็น บอกว่าพ่อกับแม่มีธุระต้องออกไปข้างนอก ให้เธอหยิบเงินไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารกับลั่วหนิง
มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย
"ใครจะไปอยากกินข้าวกับไอ้บ้านั่นกันล่ะ"
ลูเหยาแค่นเสียงเย็นชา กดปิดหน้าจอโทรศัพท์ เดินไปที่โต๊ะหนังสือในห้องนอน ทิ้งตัวลงนั่ง เปิดหนังสือออกและเริ่มอ่าน