- หน้าแรก
- พ่อสั่งให้เลือกเมียคนเดียว แต่ผมขอเหมาหมด
- (ฟรี) บทที่ 510 - ถงซีลั่ว
(ฟรี) บทที่ 510 - ถงซีลั่ว
(ฟรี) บทที่ 510 - ถงซีลั่ว
(ฟรี) บทที่ 510 - ถงซีลั่ว
◉◉◉◉◉
"จริงเหรอคะ"
เจียงอวี่จ้องมองหลิวเนี่ยนและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตอนนี้ระดับพลังของฉันยังต่ำเกินไป มองไม่เห็นหรอก รอเดี๋ยวนะ"
พูดจบเจียงอวี่ก็หลับตาลง
วิ้ง
พริบตาต่อมา รอบกายเขาก็ปรากฏสัญลักษณ์ลึกลับมากมายลอยวนเวียนอยู่
สัญลักษณ์ลึกลับเหล่านี้ดูคล้ายกับอักษรเจี่ยกู่เหวินมาก
มันปกคลุมไปทั่วทั้งร่างของเจียงอวี่
แครก
แครก
แครก
สัญลักษณ์ลึกลับเหล่านี้แตกสลายและกลายเป็นแสงจางหายไปทีละตัว
เมื่อสัญลักษณ์หายไป กลิ่นอายบนร่างของเจียงอวี่ก็ยิ่งแผ่ซ่านรุนแรงขึ้น
เฟิงหลินมีสีหน้าตะลึงงัน ภายในใจเกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดกระหน่ำ
เดิมทีเขาอยู่เพียงแค่ระดับทวารเทพช่วงกลาง แต่เมื่อสัญลักษณ์เหล่านี้สลายไปได้ครึ่งหนึ่ง เฟิงหลินก็สัมผัสพลังของเขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
"คุณอา นี่มัน..."
เฟิงหลินไม่อยากจะเชื่อเลย
เจียงอวี่คนนี้คือบุคคลระดับไหนกันแน่
"อย่าคิดมากไปเลย ระดับพลังของฉันอยู่แค่ระดับทวารเทพช่วงกลางนั่นแหละ ระดับพลังต่ำจะช่วยให้ฉันมีอิสระมากขึ้น"
เมื่อสัญลักษณ์บนร่างของเจียงอวี่แตกสลายไปครึ่งหนึ่งก็หยุดลง "อีกอย่างตระกูลเจียงของเราก็มีน้องชายที่เก่งกาจคอยดูแลอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีฉัน ตระกูลเจียงก็ไม่มีวันตกต่ำหรอก"
เจียงอวี่วางมือลงบนไหล่ของหลิวเนี่ยน สัญลักษณ์ลึกลับลอยออกมาจากมือของเขา
มันก่อตัวเป็นวงกลมล้อมรอบศีรษะของหลิวเนี่ยนเอาไว้
พริบตาต่อมา ร่างของหลิวเนี่ยนก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อนๆ
ทว่าบริเวณศีรษะของหลิวเนี่ยนกลับเปล่งประกายแสงสีดำออกมา
ครอบคลุมพื้นที่ขนาดเท่ากำปั้น
"มีกลิ่นอายมลทินจริงๆ ด้วย"
เจียงอวี่ชี้ไปที่บริเวณสีดำ "สีฟ้าคือปราณในร่างกาย ส่วนสีดำคือมลทิน"
เดิมทีหลิวเนี่ยนยังแอบสงสัยในตัวเจียงอวี่อยู่ แต่เมื่อเห็นแสงสีดำเปล่งประกายออกมาบริเวณศีรษะของตัวเอง
เธอก็เชื่อคำพูดของเจียงอวี่อย่างสนิทใจ
"คุณอา แบบนี้จะทำยังไงดีครับ"
เฟิงหลินถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"การจะกำจัดออกทีละคนนั้น ต่อให้เป็นพี่เฉินก็คงหมดปัญญา นับประสาอะไรกับฉัน"
เจียงอวี่ดึงพลังกลับคืนมา สีหน้ากลับมาเรียบเฉยดังเดิม "แต่ถ้าจะกำจัดออกพร้อมกันทั้งหมดล่ะก็ง่ายนิดเดียว แค่ทำลายดวงตาทวารเทพที่เป็นต้นเหตุทิ้งซะ"
เกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะ
จ้าวชิงชิงยังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนโซฟา
แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม
ส่วนเจียงป้านเซี่ยไม่สนใจเรื่องนี้เลย เธอสวมที่ปิดตากลับคืนและก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ต่อไป
หลิวเนี่ยนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นั่นก็หมายความว่าต้องทำลายดวงตาทวารเทพของเหลียงอิงเหยี่ยนงั้นสิ"
"พวกเธอไม่มีทางทำลายมันด้วยวิธีปกติหรอก เอามาให้ฉันดีกว่า"
จู่ๆ เจียงอวี่ก็ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง "รู้ไหม มลทินพวกนี้ได้ลุกลามไปยังคนธรรมดาในฮว๋าซย่าแล้วนะ"
สีหน้าของเฟิงหลินเริ่มเย็นชาขึ้น ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าทำไมพ่อถึงได้ต่อต้านของล้ำค่าชิ้นนี้หนักหนา
"ฉันพูดมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ข้อมูลพวกนี้ยังไม่เหมาะกับระดับพลังของพวกนาย"
เจียงอวี่ก้มมองดวงตาทวารเทพในมือแล้วยิ้มหยัน "แต่พวกนายไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ตราบใดที่มีพี่เฉินอยู่ แผนการชั่วร้ายพวกนี้ก็เป็นได้แค่ฝุ่นผงเท่านั้นแหละ"
เฟิงหลินถึงกับกลอกตา ที่แท้เจียงอวี่ก็เป็นแฟนคลับตัวยงของพ่อตัวเองนี่เอง
แต่พ่อก็ดูลึกลับขนาดนั้น บางทีเขาอาจจะศึกษาเรื่องพวกนี้มาจริงจังก็ได้
...
เฟิงหลินโทรหาท่านผู้เฒ่าอีกครั้งเพื่อบอกว่าช่วยจ้าวชิงชิงออกมาได้แล้ว
โดยไม่ต้องใช้ฉินหลี่หลี่เป็นข้อแลกเปลี่ยน
ทุกคนนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับมายังเมืองอวิ๋น
เฟิงหลินยืนคุยกับเจียงอวี่และเจียงป้านเซี่ยอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์อีกสองสามประโยค
ก่อนที่พวกเขาจะขับรถจากไป
ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจียงอวี่บอก เขาค่อนข้างรีบ เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ช่วยคนออกมาได้แล้ว
เมื่อสวีรั่วอิ่งและคนอื่นๆ เห็นจ้าวชิงชิงกลับมาก็รีบเข้าไปรุมล้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
ส่วนเฟิงหลินนั้นเอาแต่จ้องมองเยี่ยตานที่กำลังเดินหมากรุกกับเอ้อร์เหยียด้วยความเงียบงัน
เยี่ยตานพกดวงตาทวารเทพติดตัวมานานกว่ายี่สิบปี ร่างกายของเธอย่อมต้องแปดเปื้อนไปด้วยมลทินอย่างแน่นอน
เขากำลังคิดอยู่ว่าจะบอกเรื่องนี้ให้เธอรู้ดีหรือไม่
"ลูกพี่ ร่างกายของฉัน ให้คุณลุงช่วยตรวจดูหน่อยได้ไหมคะ"
น้ำเสียงของหลิวเนี่ยนฟังดูเศร้าสร้อย
เพราะความฝันของเธอได้พังทลายลงแล้ว
ตอนแรกเธอคิดว่าการผ่าตัดกับดวงตาทวารเทพจะช่วยเสริมพลังให้เธอได้ราวกับพยัคฆ์ติดปีก
แต่นั่นมันก็แค่สิ่งที่เธอคิดไปเองฝ่ายเดียว
เฟิงหลินจ้องมองหลิวเนี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้า การไปช่วยชิงชิงครั้งนี้ เธอก็มีส่วนช่วยอย่างมาก
ดังนั้นเขาจึงกดโทรศัพท์หาเฟิงเฉิน
"ฮัลโหล ว่าไง"
เสียงของเฟิงเฉินดังมาจากปลายสาย
เฟิงหลินยื่นโทรศัพท์ให้หลิวเนี่ยน
หลิวเนี่ยนรับโทรศัพท์มาและเล่าเรื่องที่เธอเคยไปผ่าตัดกับองค์กรมนุษย์ที่แท้จริงให้เฟิงเฉินฟัง
"เฮ้อ เธอนี่ใจร้อนเกินไปแล้ว"
เฟิงเฉินถอนหายใจจากปลายสาย "ฉันเป็นหมอก็จริง แต่ก็ไม่เคยจับการผ่าตัดดัดแปลงของพรรค์นี้เลย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของหลิวเนี่ยนก็ยิ่งดูหนักใจขึ้นไปอีก
"เป้าหมายหลักของเธอตอนนี้คือ รีบก้าวขึ้นสู่ระดับหลอมกายาให้เร็วที่สุด ถึงตอนนั้นร่างกายของเธอจะได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น น่าจะช่วยยืดอายุขัยได้บ้าง"
เฟิงเฉินอธิบายผ่านทางโทรศัพท์ "ถึงตอนนั้นแล้วค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ฉันหมดหนทางจริงๆ"
"ขอบคุณค่ะคุณลุง"
หลิวเนี่ยนกดวางสายและยื่นโทรศัพท์คืนให้เฟิงหลิน
เฟิงหลินมองดูท่าทางหดหู่ของหลิวเนี่ยนแล้วเอ่ยถามเสียงเบา "แล้วเธอจะเอายังไงต่อ"
"ตอนนี้แผนชีวิตของฉันพังไม่เป็นท่าแล้วล่ะ"
หลิวเนี่ยนเอามือไพล่หลังและเผยรอยยิ้มสดใส "แต่ฉันก็จะใช้ชีวิตต่อไปในแบบของฉัน ต่อให้ต้องกลายเป็นคนเลวที่ทำชั่วช้าสารพัดก็ตาม"
"เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะฆ่าเธอโดยไม่ปรานีเลย" เฟิงหลินมองหลิวเนี่ยนด้วยสายตานิ่งสงบ
"หึหึ ดูเหมือนว่าฉันกับลูกพี่คงมีวาสนาต่อกันแค่นี้จริงๆ"
หลิวเนี่ยนโบกมือลาเฟิงหลิน "ลูกพี่ ฉันจะไม่เป็นราชินีแห่งเก้าปรโลกแล้ว ฉันน่าจะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นนะ"
พูดจบหลิวเนี่ยนก็เดินจากไป
เฟิงหลินเหม่อมองแผ่นหลังของหลิวเนี่ยนที่เดินจากไป
แน่นอนว่าเฟิงหลินได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับพ่อเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน
ชีวิตของหลิวเนี่ยนช่างเป็นตัวอย่างของคำว่า...
คนน่าสงสารย่อมมีส่วนที่น่ารังเกียจจริงๆ
เมิ่งฉางเซิงกับเยี่ยตานเล่นหมากรุกจบไปอีกกระดาน ผลก็ลงเอยเหมือนเช่นเคย
เยี่ยตานบิดขี้เกียจและเดินกลับเข้าคฤหาสน์ไป
เฟิงหลินเดินเข้าไปนั่งแทนที่เยี่ยตาน เขาเท้าคางและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เมิ่งฉางเซิงฟัง
เมื่อเล่าจบ เฟิงหลินก็สังเกตเห็นว่าเมิ่งฉางเซิงยังคงสูบยาเส้นอย่างนิ่งสงบ ไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย
เขาจึงพูดเตือนความจำ "เอ้อร์เหยีย นั่นมันฟางซื่อในตำนานเลยนะ"
"หึหึ เพื่อนของพ่อแกมีใครเป็นคนธรรมดาบ้างล่ะ ฉันไม่แปลกใจเลยสักนิด"
เมิ่งฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้ม
"น่าหมั่นไส้ชะมัด ดันมาขี้แอ็คใส่ซะได้"
เฟิงหลินส่ายหน้ายิ้มๆ
ตานี้ช่างขี้แอ็คได้อย่างมีชั้นเชิงเสียจริง
ไม่ได้เอ่ยชื่อตัวเอง แต่กลับยกยอตัวเองทางอ้อม
เพื่อนของพ่อ แล้วเมิ่งฉางเซิงไม่ใช่เพื่อนของพ่อหรือไง
...
ทะเลหลวง
บนเกาะร้างแห่งหนึ่ง
เฉินเอ๋อและเฉินคงเดินทางมาถึงใจกลางของเกาะ
ที่นี่มีปากถ้ำรูปร่างบิดเบี้ยวแห่งหนึ่ง
ปากถ้ำกว้างประมาณสองเมตรกว่าๆ
ภายในถ้ำมีน้ำขังอยู่
ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำ
เมื่อดำลึกลงไปก้นบึ้ง พวกเขาก็พบว่ามีถ้ำแยกออกไปทั้งสี่ทิศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง
สำนักที่หนึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ทั้งสองคนทยอยกันว่ายเข้าไปในถ้ำ
และพบว่าน้ำจากภายนอกไม่สามารถไหลเข้ามาภายในถ้ำได้ ราวกับถูกกำแพงล่องหนสกัดกั้นเอาไว้
ทั้งสองคนมุ่งหน้าเข้าไปลึกเรื่อยๆ จนกระทั่งมาโผล่ในโลกใบใหม่
เบื้องบนไม่ใช่ท้องฟ้า แต่กลับเป็นผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล
ทว่าเบื้องล่างกลับเป็นป่าเขาลำเนาไพรและผืนดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
"นายท่าน"
ทหารยามที่เฝ้าประตูเห็นเฉินเอ๋อและเฉินคงก็รีบก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ทั้งสองคนไม่ได้สนใจทักทายตอบ พวกเขาเร่งฝีเท้าเดินลึกเข้าไปด้านใน
มุ่งหน้าสู่ส่วนลึกที่สุดของโบราณสถาน
พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางใหญ่โตมาก บนยอดเขามีอาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายอยู่
ผู้คนพลุกพล่านราวกับเป็นเมืองเมืองหนึ่ง
บนยอดเขาที่อยู่ลึกที่สุดคือปราสาทที่สร้างด้วยหินสีขาว
เมื่อเฉินเอ๋อและเฉินคงเดินเข้าไปก็พบว่าถงซีลั่วกำลังจัดการประชุมครอบครัวอยู่
พวกเขายืนพิงกำแพงและเฝ้ารออย่างเงียบๆ
บนแท่นประทับของปราสาทอันโอ่อ่า มีชายวัยกลางคนผมยาวนั่งอยู่
ใบหน้ายาว หนวดเคราถูกโกนจนเกลี้ยงเกลา
ให้ความรู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวและห้าวหาญ
คนผู้นี้คือถงซีลั่ว
ประมุขแห่งสำนักที่หนึ่งของดินแดนเก้าปรโลก
เขาสังเกตเห็นเฉินเอ๋อและเฉินคงที่ยืนอยู่ไกลๆ จึงส่งยิ้มให้ "ในฐานะที่พวกเธออยู่ต่อหน้าฉันและลูกๆ ทั้งสองร้อยสิบสามคน พวกเธอมีข่าวดีอะไรมาแจ้งบ้าง"
[จบแล้ว]