- หน้าแรก
- เศรษฐีรีเซ็ต
- บทที่ 120 - ชิงไหวชิงพริบ
บทที่ 120 - ชิงไหวชิงพริบ
บทที่ 120 - ชิงไหวชิงพริบ
บทที่ 120 - ชิงไหวชิงพริบ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เวลาสิบโมงเช้าของวันที่ 9 หลังจากหมดคาบเรียนแรก จ้าวฉางอันก็วิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรไอซีการ์ด แล้วกดเบอร์มือถือของเยว่ไห่หลาน
"สวัสดีค่ะ ฉันเยว่ไห่หลาน ไม่ทราบว่าใครสายคะ"
"ผมจ้าวฉางอัน"
เยว่ไห่หลานพูดแทรกขึ้นมาทันที "คุณจ้าวฉางอัน! รู้ไหมคะว่าพวกเรารอโทรศัพท์ของคุณมานานมากแล้ว ดูเหมือนคุณจะตัดสินใจได้แล้วสินะคะ ว่ามาเลยค่ะ"
"ตอนเที่ยงที่โรงแรมจิ่นซี ห้องมู่ตานชั้นสาม"
"ตกลงค่ะ แล้วเจอกันนะคะ"
ปลายสายเยว่ไห่หลานรีบเอามือปิดไมโครโฟนของมือถืออย่างรวดเร็ว แล้วพูดกับความว่างเปล่าต่อไปว่า "ฉันกับพี่เจี๋ยรอฟังคำอธิบายของคุณอยู่นะคะ ว่าทำไมคุณถึงก๊อปเพลงวันเวลาปีเหล่านั้นไป!"
ตอนเที่ยงหลังเลิกเรียน จ้าวฉางอันเดินออกจากห้องเรียนท่ามกลางสายตาให้กำลังใจอย่างรู้กันของพี่น้องห้อง 506 ทั้งห้าคน
เขาปั่นจักรยานตรงดิ่งไปยังโรงแรมจิ่นซีที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร
เมื่อไปถึงโรงแรมและผลักประตูห้องอาหารเข้าไป เยว่ไห่หลานก็อยู่ในชุดแต่งหน้าอ่อนๆ สไตล์สาวใสวัยบริสุทธิ์พร้อมกับผมยาวสลวยสีดำขลับ
แตกต่างจากภาพลักษณ์สาวสวยทรงภูมิเมื่อช่วงหยุดยาววันชาติอย่างสิ้นเชิง
ถ้าจ้าวฉางอันไม่เห็นมือปลาหมึกของสวี่อี้เจี๋ยที่ลูบคลำต้นขาของเธอในวันนั้น เขาอาจจะหลงเชื่อไปแล้วจริงๆ ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์
"กว่าจะเลิกเรียนก็สายไปหน่อย สั่งอาหารหรือยัง บ่ายสองผมมีเรียนอีก ขอเป็นน้ำชาก็แล้วกัน"
จ้าวฉางอันพยักหน้าให้เยว่ไห่หลานที่กำลังยิ้มหวาน "พูดตามตรงผมคิดมาทั้งคืน ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีอะไรต้องคุยกับพวกขโมยผลงาน ในฐานะบุคคลสาธารณะที่มีอิทธิพล ศีลธรรมจรรยาควรจะสำคัญกว่าความสามารถนะ ถ้าไม่มีก็อย่าเสนอหน้าออกสื่อเลย หลบอยู่หลังม่านขายแผ่นซีดีไปเงียบๆ ก็พอแล้ว"
"เพราะอย่างนี้แหละค่ะฉันถึงนัดคุณมา เพื่อพยายามหาจุดร่วมให้พวกเราเข้าใจตรงกัน"
เยว่ไห่หลานหมุนถาดกระจกบนโต๊ะอาหาร ส่งบุหรี่ฮว๋าจื่อซองอ่อนกับไฟแช็กซิปโป้เงินแท้ไปตรงหน้าจ้าวฉางอัน
หันไปบอกพนักงานเสิร์ฟที่ยืนอยู่ข้างประตู "เริ่มเสิร์ฟอาหารได้เลยค่ะ"
แล้วยื่นเมนูให้จ้าวฉางอัน "สั่งได้เต็มที่เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ขอเกี๊ยวหมูใส่ผักจี้ไช่ครึ่งกิโลกรัม"
จ้าวฉางอันหยิบบุหรี่หงจินหลิงของตัวเองขึ้นมาจุดสูบ
หลังจากนั้นไม่นาน อาหารชุดใหญ่ก็ทยอยนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ พร้อมกับเหล้าฝรั่งที่ยังไม่ได้เปิดขวดอีกหนึ่งขวด
ภายในห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบ การเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี
"ต้นเหตุของเรื่องนี้ก็คือพี่เจี๋ย"
เยว่ไห่หลานตักซุปรังนกใส่ถ้วยใบเล็ก
"ว่ามาสิ"
เธอจิบซุปคำเล็กๆ แล้ววางช้อนลง มองจ้าวฉางอันด้วยรอยยิ้ม "ตอนที่เจอบนรถเมล์วันที่ 2 หรือ 3 นั่นแหละ พี่เจี๋ยใช้สมุดบรรทัดห้าเส้นของคุณแต่งเพลงวันเวลาปีเหล่านั้นขึ้นมา คุณบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก พี่เจี๋ยก็เลยคืนสมุดบรรทัดห้าเส้นที่เขียนเพลงเสร็จแล้วให้คุณ จ้าวฉางอัน เป็นเพราะเรื่องนี้ใช่ไหมคะที่คุณโกรธที่พี่เจี๋ยออกแถลงการณ์ชี้แจงที่สนามกีฬาเจียงตู"
"คุณคิดว่าไงล่ะ"
จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะ การเว้นจังหวะพูดของเธอทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้อาจจะกำลังแอบอัดเสียงอยู่ก็ได้
ในยุคนี้เรื่องแบบนี้ยังถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่หลังจากถูกหล่อหลอมด้วยหนังสายลับมานับไม่ถ้วนเมื่อยี่สิบปีให้หลัง จ้าวฉางอันก็ชินชาไปเสียแล้ว
"ได้ยินมาว่าคุณเป็นจอหงวนระดับมณฑล ได้รับเงินรางวัลตั้งห้าหกแสนเลยเหรอคะ เงินชดเชยห้าแสนหยวนเป็นยังไงบ้าง พี่เจี๋ยบอกว่าคุณเรียนหนักมาก ถ้าเงินห้าแสนหยวนโอนเข้าบัญชีปุ๊บ เรื่องนี้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่รังเกียจที่จะรับคุณเป็นน้องชายและพาเข้าสู่วงการเพลงด้วย คุณลองเก็บไปคิดดูนะคะ
ขอแค่คุณตกลง เราก็จะไม่บังคับให้คุณออกแถลงการณ์อะไรให้ลำบากใจ และจะไม่มีผลกระทบต่ออนาคตของคุณด้วย ทั้งสองฝ่ายจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก พอนานวันเข้าเรื่องมันก็จะค่อยๆ เงียบหายไปเอง"
"ห้าแสนหยวนเหรอ ถึงผมจะชอบเงิน แต่ผมก็ไม่มีวันก้มหัวประนีประนอมกับพวกขี้ขโมยอย่างสวี่อี้เจี๋ยเด็ดขาด"
จ้าวฉางอันลุกขึ้นยืนทันที จากวิธีการพูดที่จงใจชักนำให้เกิดความเข้าใจผิดของเยว่ไห่หลาน ทำให้เขามั่นใจเกินแปดส่วนแล้วว่าเธอต้องพกเครื่องอัดเสียง หรือไม่ก็อาจจะเป็นกล้องวิดีโอมาด้วยแน่ๆ
อย่างเช่นกระเป๋าหนังสีดำใบใหญ่ที่วางหลบมุมอยู่นั่นไง ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย
"ดูเหมือนผมจะมาเสียเวลาเปล่าจริงๆ! ค่าเกี๊ยวผมจ่ายเอง ไม่รบกวนหรอก"
จ้าวฉางอันพูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้องอาหารไป
เยว่ไห่หลานเดินไปที่หน้าต่าง สักพักก็เห็นจ้าวฉางอันเดินออกจากประตูโรงแรม ในมือยังหิ้วกล่องโฟมใส่อาหารมาด้วย
"ไอ้เด็กเวร!"
เธอสบถด่า แล้วหยิบมือถือขึ้นมา "พี่เจี๋ย มันไปแล้วค่ะ เข้ามาได้เลย"
"พี่เห็นแล้ว คุยกันเป็นไงบ้าง ดูเหมือนจะจบไม่ค่อยสวยนะ"
เสียงของสวี่อี้เจี๋ยดังมาจากปลายสายเจือความกังวล
"เหนือความคาดหมายนิดหน่อย แต่ไม่มีปัญหาค่ะ"
ประมาณสี่นาทีต่อมา ประตูห้องอาหารก็ถูกผลักออก
สวี่อี้เจี๋ยสวมหมวกและแว่นกันแดด เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มสวมแว่นตาสายตาสั้นเตอะอีกคนหนึ่ง
หลังจากปิดประตู
เยว่ไห่หลานก็เปิดกระเป๋าหนังใบใหญ่ที่วางแอบอยู่มุมห้อง หยิบกล้องวิดีโอดิจิทัลขนาดกะทัดรัดออกมา
ทั้งสามคนเปิดหน้าจอแอลซีดีเล็กๆ ของกล้องเพื่อดูภาพที่บันทึกไว้
เนื่องจากมุมกล้อง ภาพที่ได้จึงเห็นแค่ลำตัวของทั้งสองคน ไม่เห็นริมฝีปาก
ซึ่งนี่ก็คือมุมกล้องที่พวกเขาต้องการพอดี
"ไอ้เด็กนี่ เอาเงินห้าแสนฟาดหัวมันยังไม่ยอมหลุดคำว่า 'ตกลง' ออกมาสักคำ!"
สวี่อี้เจี๋ยสบถด่าด้วยความหงุดหงิด แล้วหันไปถาม "ซิ่งย่าง พอจะทำอะไรได้บ้างไหม"
"พี่เจี๋ย เวลาสั้นเกินไปแถมบทสนทนาก็น้อยด้วย คงทำได้แค่ตัดคำว่า 'สิ' ของพี่ไห่หลานออก แล้วก็ตัดประโยคที่ว่า 'แต่ผมก็ไม่มีวันก้มหัวประนีประนอม' ทิ้งไป"
ต้วนซิ่งย่างมองเยว่ไห่หลานด้วยความเลื่อมใส "พี่ไห่หลาน แก่นแท้ของคำพูดทั้งหมดของพี่ อยู่ที่คำว่า 'สิ' คำเดียวเลยนะเนี่ย!"
ตอนค่ำหลังเลิกเรียน พี่น้องทั้งหกคนจากห้อง 506 ก็พากันเดินออกจากมหาวิทยาลัย
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดเทอมที่ทั้งหกคนออกไปทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากกิจกรรมของห้องเรียน
พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงโรงแรมจิ่นซีในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำและชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่รออยู่ที่ประตูโรงแรม
"ท่านน้า นี่เพื่อนร่วมชั้นของผมครับ ส่วนนี่ท่านน้าของผมเอง"
ซุนอี้หยางแนะนำแบบคลุมเครือ จากนั้นทั้งหมดก็พากันขึ้นไปที่ชั้นสามและเดินเข้าห้องมู่ตาน
ภายในห้องมีบันไดอะลูมิเนียมพับได้วางเตรียมไว้แล้ว
ชายหนุ่มคนนั้นกางบันไดออก แล้วแหวกพู่ประดับที่มุมห้อง เผยให้เห็นกล้องวิดีโอที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนบนฝ้าเพดาน
กล้องตัวนั้นยังคงเชื่อมต่อกับสายไฟอยู่
"บันทึกได้แค่สามสิบนาทีครับ เริ่มอัดตั้งแต่ตอนที่คุณเดินเข้าห้องมาตอนเที่ยง"
ชายหนุ่มคนนั้นอธิบายให้จ้าวฉางอันฟัง "พอถึงนาทีที่ยี่สิบห้า ผมก็ถอดปลั๊กจากห้องข้างๆ หลังจากที่คุณกลับไป พวกเขาก็ยังนั่งคุยกันต่ออีกประมาณสองชั่วโมง"
หลังจากที่ท่านน้าของซุนอี้หยางและชายหนุ่มคนนั้นเดินออกจากห้องไป ซุนอี้หยางก็รีบเปิดหน้าจอแอลซีดีของกล้องวิดีโออย่างใจร้อน
"กว่าจะเลิกเรียนก็สายไปหน่อย สั่งอาหารหรือยัง บ่ายสองผมมีเรียนอีก ขอเป็นน้ำชาก็แล้วกัน"
บนหน้าจอขนาดเล็ก ปรากฏให้เห็นแต่อาหารเต็มโต๊ะ และภาพครึ่งท่อนบนของชายหญิงคู่หนึ่ง
พร้อมกับเสียงสนทนาที่ชัดเจน
"โคตรเลวทราม!"
"หน้าด้านชะมัด!"
"ใส่ร้ายกันแบบนี้ก็ได้เหรอ"
"เยว่ไห่หลานคนนั้นหน้าตาสะสวยใช้ได้เลยนะ สวี่อี้เจี๋ยนี่โชคดีจริงๆ!"
"ไอ้โรคจิต!"
"หิวโซมาจากไหน ถึงกล้าเอาผู้หญิงอันตรายแบบนั้นมาทำเมีย"
ทุกคนกำลังด่าทออย่างเมามัน จู่ๆ ประโยคเดียวของซุนอี้หยางก็พาทุกคนออกทะเลไปไกลเลย
คืนนั้น พี่น้องทั้งหกซัดเบียร์กันไปสามลัง
จ้าวฉางอันยืนกรานจะจ่ายเงินเอง ท่านน้าของซุนอี้หยางก็ไม่ยอมรับเงิน
สุดท้ายด้วยความคะยั้นคะยอของจ้าวฉางอัน ท่านน้าของซุนอี้หยางกับโจวเฮ่าเผิงญาติหนุ่มคนนั้น ก็ถูกลากตัวไปที่ร้านอาหารข้างทางซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
จ้าวฉางอันเดินไปที่ร้านขายเหล้าชื่อดังข้างๆ แล้วหิ้วเหล้าอู่เหลียงเย่กลับมาสี่ขวด
ทั้งแปดคนลุยกันต่อ
ซี่โครงแกะย่าง เนื้อแกะเสียบไม้ ไตแกะย่าง หอยเชลล์ กุ้งตัวโต ปลาหมึก... ทยอยนำมาเสิร์ฟจนล้นโต๊ะ
ผลก็คือ ฉู่ซง เจิงหนิง เหออวี่ โจวเฮ่าเผิง และซุนอี้หยาง เมาพับไปตามๆ กันทั้งห้าคน
เช้าตรู่วันเสาร์ จ้าวฉางอันตื่นแต่เช้า ปั่นจักรยานไปรับเซิงเสี่ยวเสี่ยวที่วิทยาลัยการพาณิชย์
จากนั้นก็ไปสมทบกับเหวินเย่ที่จัตุรัสอู่เจี่ยวฉ่าง เพื่อไปรับจงเหลียนเหว่ย
เมื่อทั้งสามคนไปถึงหน้าสถานกักกัน ก็เห็นรถแลนด์โรเวอร์คันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก
ชายหนุ่มที่จ้าวฉางอันเคยเจอที่หน้าสถานีตำรวจเมื่อคราวก่อน กำลังนั่งคาบบุหรี่อยู่ในรถ
เมื่อเห็นพวกจ้าวฉางอัน เฉียนเสี่ยวกังก็ปรายตามองอย่างเย็นชา
แต่พอสายตาไปปะทะกับเซิงเสี่ยวเสี่ยวในชุดโลลิต้าสุดน่ารัก ชายหนุ่มก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
ประกายตาหื่นกระหายราวกับสัตว์ป่าสว่างวาบขึ้นมาในดวงตา
จากนั้นก็ตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้าของจ้าวฉางอัน พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่แฝงความโหดเหี้ยม
"ฉางอัน ฉันว่าไอ้หมอนี่ต้องกำลังคิดจะจีบเซิงเสี่ยวเสี่ยวเพื่อแก้แค้นนายแน่ๆ"
เหวินเย่พูดกลั้วหัวเราะ "ทำไมโลกนี้ถึงมีแต่พวกงี่เง่าที่หลงตัวเองเต็มไปหมดเลยนะ"
"ปล่อยให้มันเข้ามาเถอะ ลุงยามที่โรงเรียนของหนูเคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนะ ลุงๆ รปภ. หลายคนก็เป็นอดีตลูกน้องของลุงยามทั้งนั้น พวกเขาชอบสั่งสอนพวกอันธพาลให้รู้จักทำตัวเป็นคนดีที่สุดเลยล่ะ!"
เซิงเสี่ยวเสี่ยวทำท่าฮึดฮัดกระตือรือร้น "ให้หนูเอาเลขห้องพักให้มันเลยไหม"
"จะเอาหรือไง"
จ้าวฉางอันถลึงตาใส่เซิงเสี่ยวเสี่ยวอย่างดุดัน ทำเอาเธอหัวเราะคิกคักพลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา
"ปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้ไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อยหรอก ปล่อยให้จงเหลียนเหว่ยจัดการก็แล้วกัน"
จ้าวฉางอันปรายตามองเฉียนเสี่ยวกังด้วยความเย็นชา "ก็ถือซะว่าสองพ่อลูกคู่นี้เป็นหินลับมีดก้อนแรกของจงเหลียนเหว่ยในการก้าวเข้าสู่ป่าธุรกิจอันโหดร้ายก็แล้วกัน ลับมีดให้คมไว้ก่อน!"
"ฉางอัน ฉันว่านายคิดผิดแล้วนะ"
แต่เรื่องที่ทำให้จ้าวฉางอันแปลกใจก็คือ เหวินเย่กลับเสนอความเห็นคัดค้านขึ้นมาดื้อๆ
"หมายความว่าไง"
จ้าวฉางอันยื่นบุหรี่ให้เหวินเย่ แต่เขากลับโบกมือปฏิเสธ
จ้าวฉางอันพูดด้วยความหงุดหงิดว่า "นายเนี่ยสูบบุหรี่แปลกคนจริงๆ บทจะสูบก็สูบ บทจะไม่สูบก็ไม่สูบซะงั้น!"
"ในเมื่อนายอยากให้จงเหลียนเหว่ยดูแลเว็บไซต์พวกนั้นของนาย แล้วยังอยากให้เขาพาลูกน้องไปประกอบคอมพิวเตอร์ขายอีก เขาเป็นเทวดาหรือไง จะเอาเวลาที่ไหนไปลับมีดกับนายอีก"
เหวินเย่พูดด้วยความมั่นใจ "อีกอย่าง จงเหลียนเหว่ยเก่งแค่เรื่องชกต่อยกับเรื่องคอมพิวเตอร์ แต่เรื่องเล่นสกปรกน่ะ เขายังอ่อนหัดเกินไป ฉันนำหน้าเขาไปไกลลิบเลยล่ะ!"
"นี่นายกำลังเสนอตัวงั้นสิ"
"ก็เออสิวะ!"
"ฮ่าๆ"
จ้าวฉางอันหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ อันที่จริงเขารอประโยคนี้ของเหวินเย่มาตั้งนานแล้ว
เขาพูดกลั้วหัวเราะ "ต่อจากนี้ไป โลกนี้จะสูญเสียทนายความผู้ปราดเปรื่องไปหนึ่งคน แต่จะได้สุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์แห่งวงการธุรกิจเพิ่มขึ้นมาแทน!"
[จบแล้ว]