- หน้าแรก
- เศรษฐีรีเซ็ต
- บทที่ 37 - กลับมาเห็นเธอมีครอบครัวลูกเต็มบ้าน
บทที่ 37 - กลับมาเห็นเธอมีครอบครัวลูกเต็มบ้าน
บทที่ 37 - กลับมาเห็นเธอมีครอบครัวลูกเต็มบ้าน
บทที่ 37 - กลับมาเห็นเธอมีครอบครัวลูกเต็มบ้าน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ความก้าวหน้าของจ้าวฉางอันในการสอบครั้งที่สี่สร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ ขึ้นในห้องหกได้จริงๆ
แต่เมื่อเทียบกับระดับชั้นมอหกทั้งหมด คะแนนของพวกหัวกะทิ อย่างคะแนนรวม 697 ของเซี่ยเหวินจั๋ว ก็ถือว่าเรื่องของเขาเป็นเพียงเรื่องขี้ผงไปเลย
วันเวลาล่วงเลยมาถึงวันศุกร์ที่ 24 เมษายน
เนื่องจากเรียนหนักติดต่อกันมาสามสัปดาห์เต็มๆ แถมยังเพิ่งผ่านการสอบจำลองมาหมาดๆ ช่วงบ่ายวันนี้นักเรียนมอหกจึงได้หยุดครึ่งวัน
ตอนเที่ยงจ้าวฉางอันไปกินข้าวที่ไซต์ก่อสร้าง เขาก็ต้องกุมขมับเมื่อเห็นว่าจงเหลียนเหว่ยที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงยี่สิบวัน ดันสนิทสนมกับฟางอิงหลานถึงขั้นหยอกล้อกันอย่างเปิดเผยเสียแล้ว
แถมยังฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวทำมือนุ่มนิ่ม ทำตัวเหมือนข้าวใหม่ปลามันที่กำลังข้าวสารสุกก็ไม่ปาน
ส่วนฟางอิงหลานก็ปล่อยผมเปียหนาเตอะ เปลี่ยนมาหนีบผมตรงสลวยพลิ้วไหว
แถมยังกันคิ้วโก่งเป็นรูปใบหลิว ทำให้ดวงตากลมโตของเธอยิ่งดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
เพียงแค่จัดแต่งทรงผมเล็กน้อย เธอก็สวยงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่ง สะกดสายตาพวกหนุ่มกลัดมันในไซต์ก่อสร้างให้จ้องมองกันตาเป็นมัน
"เสี่ยวฝาง เธอต้องหัดทำกับข้าวกับจางลี่ซานให้เยอะๆ หน่อยนะ เดี๋ยวพอประมูลที่ดินริมแม่น้ำฝู่เหอตอนเหนือได้เมื่อไหร่ โครงการของเราจะใหญ่กว่านี้อีกสี่ห้าเท่า ถึงตอนนั้นเธอจะได้ฉายเดี่ยวได้ไง ไว้มีโอกาสก็ไปเรียนทำอาหารซะ แล้วเปิดร้านอาหารหรูๆ เป็นของตัวเองเลย"
ช่วงนี้ซ่านเส้าเวยที่ไม่ค่อยได้มากินข้าวที่ไซต์ก่อสร้าง จู่ๆ ก็เปลี่ยนนิสัย ถ้าไม่ได้ออกไปงานเลี้ยงรับรองที่ไหน เขาก็จะมากินข้าวที่โรงอาหารตึกหนึ่งเป็นประจำ
แถมยังชอบส่งยิ้มหวาน วาดฝันและป้อนคำหวานหลอกล่อฟางอิงหลานอยู่บ่อยๆ
พอมองดูซ่านเส้าเวยขับรถเก๋งคันหรูออกไปจากไซต์ก่อสร้าง แววตาของจงเหลียนเหว่ยก็เป็นประกายวาวโรจน์ราวกับใบมีดอันแหลมคม
"วางใจเถอะน่า นายขลุกอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างทั้งวัน พ่อแม่ฉันก็อยู่ที่นี่ แถมตอนไปกลับเธอมีพ่อครัวในหมู่บ้านเดินประกบตลอด"
จ้าวฉางอันตบไหล่จงเหลียนเหว่ยเบาๆ "ถ้าไข่ไม่มีรอยร้าว แมลงวันก็ไม่มีทางเจาะเข้าไปได้หรอก"
"ถ้าไอ้ซ่านเส้าเวยมันกล้าทำอะไร ฉันเอาตายแน่"
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของจงเหลียนเหว่ยเผยรังสีอำมหิตออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เห็นได้ชัดว่าเพียงเวลาแค่ยี่สิบวัน เขาก็ถลำลึกตกหลุมรักเข้าอย่างจังแล้ว
"ฟางอิงหลานเป็นคนฉลาด สวย สะอาดสะอ้าน นิสัยก็ดี รู้จักพูดจารู้จักวางตัว อ่อนโยนแถมยังมีเหตุผล"
แต่แล้วจ้าวฉางอันก็เปลี่ยนน้ำเสียง "แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนมองอะไรตื้นๆ ไม่บ้าวัตถุ ไม่ลุ่มหลงในอำนาจเงินตราหรอกนะ ถ้าเธอเป็นผู้หญิงแบบนั้นจริงๆ แกก็ตัดใจซะเถอะ ผู้หญิงแบบนั้นไม่คู่ควรกับแกหรอก"
"พี่ นี่พี่ยังเห็นฉันเป็นน้องอยู่หรือเปล่าเนี่ย"
จงเหลียนเหว่ยจ้องจ้าวฉางอันเขม็งด้วยความโกรธ
"อยากได้ผู้หญิงเหรอ รอฉันสอบเอนทรานซ์เสร็จก่อนเถอะ เดี๋ยวจะพาไปเปิดหูเปิดตาตามสถานที่เที่ยวกลางคืน ขอแค่แกมีแรงไหว จะจัดวันละกี่คนแบบไม่ซ้ำหน้าก็ยังได้ แต่แกอย่าเพิ่งไปจริงจังเรื่องความรักง่ายๆ สิ ไม่เคยได้ยินเหรอ ผู้หญิงดีจะหนุนนำสามี แต่ผู้หญิงไม่ดีจะทำลายยันลูกหลาน"
จ้าวฉางอันมองจงเหลียนเหว่ยด้วยสายตาจริงจัง "เชื่อพี่เถอะ แกอย่าไปพูดให้ร้ายซ่านเส้าเวยให้เธอฟัง แล้วก็อย่าไปพูดจาประชดประชันทำร้ายจิตใจว่าเขาคงไม่มาจริงจังกับผู้หญิงบ้านนอกอย่างเธอหรอก ก็แค่เห็นเป็นของเล่นเท่านั้นแหละ
ถ้าเธอเป็นผู้หญิงฉลาด การที่แกพูดแบบนั้น มันก็แปลว่าแกมองว่าเธอเป็นคนหน้าเงิน แต่ถ้าเธอเป็นคนบ้าวัตถุจริงๆ คำพูดพวกนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มีแต่จะยิ่งผลักไสให้เธอไปซบอกไอ้หมาซ่านเส้าเวยเร็วขึ้นเท่านั้น"
"ฉันไปนอนล่ะ"
จงเหลียนเหว่ยผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห แล้วเดินปึงปังตรงไปยังตึกหนึ่งที่สร้างใกล้จะเสร็จ
โดยไม่หันไปมองสายตาของฟางอิงหลานที่มองตามมาเลยสักนิด
"พี่ฉางอัน เหลียนเหว่ยโกรธเหรอคะ"
จ้าวฉางอันเพิ่งเดินมาถึงขอบอ่างเตรียมจะล้างจาน ก็เห็นฟางอิงหลานเดินเข้ามาถาม
"ข้อแรก เขากำลังกังวล ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แล้วก็กำลังหึงเธอด้วย"
ใบหน้าสวยหวานของฟางอิงหลานแดงซ่านขึ้นมาทันที
เธอไม่คิดว่าจ้าวฉางอันจะพูดออกมาตรงๆ แบบนี้
"ข้อสอง แม่ของจงเหลียนเหว่ยแต่งงานใหม่ไปหลายปีแล้ว ส่วนพ่อก็ขี้เมา รับจ้างลากรถเข็นไปวันๆ เมาทีไรก็ชอบทุบตีคนในครอบครัว บ้านก็เป็นตึกแถวเก่าๆ แคบๆ สร้างมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ จงเหลียนเหว่ยเป็นแค่กรรมกรแบกอิฐแบกปูน เรียนก็ไม่จบ ทักษะวิชาชีพก็ไม่มี มองไม่เห็นอนาคตเลยว่าจะมีเงินได้ยังไง ต่อให้เธอเต็มใจ แล้วพ่อแม่เธอจะยอมงั้นเหรอ"
สีหน้าของฟางอิงหลานเปลี่ยนจากแดงกลายเป็นซีดเผือดทันที
สองมือบีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
"ข้อสาม ฉันไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบอะไรเทือกนั้นหรอก พวกเธอเพิ่งรู้จักกันแค่ยี่สิบวัน ยังไม่เคยผ่านเรื่องราวอะไรมาด้วยกันเลยไม่ได้จะยุยงอะไรนะ แต่ถ้าอยากจะคบกันจริงๆ ก็อย่าไปทำตัวงี่เง่า เอาแต่ใจ ทำเรื่องความรักให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตวุ่นวาย มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน
เดี๋ยวสอบเอนทรานซ์เสร็จฉันก็จะไปเรียนต่อต่างมณฑล จงเหลียนเหว่ยก็จะตามไปแบกปูนที่ต่างมณฑลเหมือนกัน"
จ้าวฉางอันจ้องหน้าฟางอิงหลาน "พอไปอยู่ที่อื่น ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอมีความกล้าพอที่จะหนีออกจากบ้าน แล้วตามจงเหลียนเหว่ย เด็กหนุ่มที่เธอยังไม่ทันได้รู้จักดีคนนี้ ไปทนกัดก้อนเกลือกิน ทนลำบากแบบที่มองไม่เห็นอนาคตด้วยกันไหมล่ะ"
"พี่มั่นใจเหรอคะว่าเหลียนเหว่ยจะยอมไปกับพี่"
แววตาของฟางอิงหลานฉายแววแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ยอมให้จ้าวฉางอันข่มอยู่ฝ่ายเดียว
"ไปจากที่นี่พวกเธอถึงจะมีโอกาสได้คบกัน ถ้าไม่ไป เธอก็ต้องทนดูเขาเป็นแค่กรรมกรในไซต์ก่อสร้างแบบนี้ต่อไป ปีนี้เธออายุ 18 แล้วใช่ไหม ตามธรรมเนียมบ้านเธอ อย่างมากอีกปีสองปี พ่อแม่เธอจะยอมให้เธอแต่งงานกับคนแบบนี้งั้นเหรอ
หรือว่าจงเหลียนเหว่ยออกไปแล้วอาจจะไม่ได้เรื่องอะไรเลย ต้องทนใช้ชีวิตอย่างหมาหัวเน่าในต่างแดน หรือบางทีอีกสิบปีให้หลังเขาอาจจะได้ดี กลับมาอย่างสง่าผ่าเผย แล้วกลับมาเห็นเธอมีครอบครัวลูกเต็มบ้านงั้นสิ"
ฟางอิงหลานเดินจากไปอย่างเหม่อลอย
ส่วนพ่อแม่ของจ้าวฉางอันกับเซี่ยฉางไห่และภรรยาก็มองมาที่เหตุการณ์นี้เช่นกัน
ตั้งแต่ฟางอิงหลานเปลี่ยนลุคจนสวยขึ้นผิดหูผิดตา พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของซ่านเส้าเวย พวกเขาก็ย่อมเห็นอยู่เต็มอก
แต่นี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น คนนอกอย่างพวกเขาจะไปก้าวก่ายอะไรได้
อย่างไรก็ตาม จ้าวฉางอันยังล้างชามและแปรงฟันไม่ทันเสร็จ หางตาก็เหลือบไปเห็นซ่านไฉ่เดินเข้ามาใกล้
"ยัยนี่มาทำอะไรเนี่ย"
จ้าวฉางอันอดสงสัยในใจไม่ได้
ครั้งล่าสุดที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับยัยเด็กนี่ขนาดนี้ก็คือตอนอยู่ที่เยวี่ยเจียงโหลว
หลังจากนั้นไม่ว่าจะตอนมาเรียน เลิกเรียน กินข้าว หรือล้างจาน ระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคนไม่เคยน้อยกว่าสิบห้าเมตรเลย
ไม่เคยพูดกันสักคำ สายตาก็ไม่เคยมองสบกัน
ซ่านไฉ่เดินมาหยุดอยู่ที่ก๊อกน้ำข้างๆ จ้าวฉางอัน เธอเปิดน้ำเสียงดังซู่ซ่า แล้วเริ่มล้างกล่องข้าวแก้วคริสตัลบอโรซิลิเกตของตัวเอง
จ้าวฉางอันรู้สึกอึดอัดที่ต้องแปรงฟันอยู่ข้างๆ รีบอมน้ำบ้วนปากรัวๆ เตรียมจะเดินหนี
"เพลงของนาย แม่ฉันบอกว่าทางสถานีโทรทัศน์ตกลงเลือกแล้วนะ จะเอาไปใช้เป็นเพลงประกอบรายการ เล่าขานตำนานขุนเขาและสายน้ำ แล้วก็จะเอาไปร้องในงานกาลาวันแรงงานแห่งชาติของสถานีโทรทัศน์ประจำมณฑลด้วย แม่ฉันฝากมาถามว่าจะใช้ชื่อจริงหรือนามปากกา แล้วก็มีหนังสือมอบอำนาจวางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานน่ะ"
"เดี๋ยวผมเอาชามไปเก็บในครัวก่อนนะ"
จ้าวฉางอันเอาชามตะเกียบไปเก็บในครัว 'ซ่านไฉ่มาถามโจทย์ผมข้อนึงน่ะ' เขาอ้างกับพ่อแม่แบบขอไปที แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของหัวหน้าคนงาน
ซ่านไฉ่ไปนั่งรออยู่ที่นั่นแล้ว บนโต๊ะมีเอกสารสัญญาหน้าตาเหมือนกันวางอยู่สองชุด
จ้าวฉางอันนั่งลงแล้วอ่านรายละเอียดอย่างละเอียด
ซ่านไฉ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบหนังสือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ระดับมัธยมศึกษาขึ้นมาอ่านเงียบๆ
จ้าวฉางอันใช้เวลาอ่านคร่าวๆ ประมาณยี่สิบนาที สัญญาในยุคนี้ถือว่ายังมีความเป็นธรรมอยู่มาก ไม่ได้มีหมกเม็ดอะไร
เขาโน้มตัวไปข้างหน้า คว้าปากกาหมึกซึมที่ซ่านไฉ่เพิ่งวางลง มันยังหลงเหลือไออุ่นจากมือของเธออยู่เลย
ฟาดฟาดฟาด
จ้าวฉางอันเซ็นชื่อตัวเองลงไปในช่องชื่อจริง ส่วนนามปากกา เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เขียนคำว่า 'จ้าวฉางอัน' ลงไปเหมือนเดิม
อย่างที่เขาว่ากันไว้ ลูกผู้ชายตัวจริงไปไหนมาไหนย่อมไม่เปลี่ยนชื่อแซ่
จากนั้นเขาก็หยิบสมุดจดเล่มเล็กออกมา จดเลขที่บัญชีธนาคารและเลขบัตรประชาชนลงไป
เขาวางปากกาทับลงบนเอกสารสัญญา แล้วเลื่อนส่งคืนให้ซ่านไฉ่ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวเดินออกไป
"เรื่องซ่านเส้าเวย เดี๋ยวฉันจะจัดการเตือนเขาให้เอง แต่ถ้าบริษัทอันจวีเจี้ยนจู้ประมูลที่ดินริมฝั่งแม่น้ำฝู่เหอตอนเหนือไม่ได้ พวกเธอควรจะไปเกลี้ยกล่อมให้ฟางอิงหลานเลิกทำงานที่ไซต์ก่อสร้างซะนะ"
จ้าวฉางอันหยุดเดิน หันกลับมามองซ่านไฉ่
"ซ่านเส้าเวยไม่ใช่หมูตู้ ถ้าขืนจับกรอกเหล้ามอมยาแล้วใช้กำลังขืนใจ มีหวังโดนชาวบ้านเจียเหอสามพันกว่าคนรุมตื้บตายคาทีแน่ แถมอาจจะพาลมาทุบโครงการหมู่บ้านจอหงวนของพวกเธอทิ้งด้วย
แต่ถ้าเขาใช้เงินฟาด ซื้อดอกไม้ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อทองให้ แล้วผู้หญิงบ้าสมบัติคนนั้นทิ้งน้องชายฉันไปเพราะของพวกนี้ ฉันกลับจะต้องขอบคุณไอ้หมาซ่านเส้าเวยด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น เธอไม่ต้องมายุ่งเรื่องนี้หรอก"
พอมองดูจ้าวฉางอันเดินส่ายอาดๆ ออกไป ซ่านไฉ่ที่อุตส่าห์หวังดีแต่กลับได้ร้ายก็ถึงกับจุกจนพูดไม่ออก
[จบแล้ว]