- หน้าแรก
- เศรษฐีรีเซ็ต
- บทที่ 27 - ผลประโยชน์ของนายล่ะ
บทที่ 27 - ผลประโยชน์ของนายล่ะ
บทที่ 27 - ผลประโยชน์ของนายล่ะ
บทที่ 27 - ผลประโยชน์ของนายล่ะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งคุณและผมงั้นเหรอ"
ซ่านเฉียงและหนิวเหมิงเอินสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็มองเห็นรอยยิ้มในแววตาของอีกฝ่าย ต้องรู้ก่อนนะว่าธุรกิจที่สามีภรรยาคู่นี้คุยกัน ล้วนเป็นธุรกิจระดับสิบล้านร้อยล้านทั้งนั้น
ถ้าไอ้เด็กนี่มันมีความสามารถอยู่บ้าง พ่อแม่ของเขาก็คงไม่ต้องตกระกำลำบากไปเป็นกรรมกรกับแม่ครัวที่ไซต์ก่อสร้างหรอก แถมผลการเรียนของตัวเองก็ยังย่ำแย่จนดูไม่จืดอีก
กล้าดีตีกรรเชียงมาพูดว่า 'ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งคุณและผม'
ช่างกล้าพูดเนาะ
นี่แหละที่เขาเรียกว่าคนไม่รู้ย่อมไม่กลัว!
พูดตามความเป็นจริง ถ้าไม่ใช่เพราะความรู้สึกขอบคุณล่ะก็ อย่าว่าแต่สามีภรรยาคู่นี้จะเลี้ยงข้าวเลย แค่สิทธิ์ที่จะพูดต่อหน้าพวกเขาสักประโยค จ้าวฉางอันก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!
"การพลั้งเท้าเตะไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถือเป็นการซื้อสิทธิ์ สิทธิ์ในการเจรจาครั้งนี้ครับ"
แน่นอนว่าจ้าวฉางอันรู้ดีว่าสองสามีภรรยาตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ พูดตามตรงถ้าลูกเตะของเขาไม่ได้ดึงดูดความสนใจของปลาตัวใหญ่อย่างซ่านเฉียงและสามี แถมอีกฝ่ายยังดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักตอบแทนบุญคุณ ซึ่งจุดนี้เขาสังเกตเห็นได้จากปฏิกิริยาของซ่านไฉ่ก่อนหน้านี้
เขาคงเลือกที่จะไม่คิดอะไรให้วุ่นวาย แล้วก้มหน้าก้มตาพัฒนาตัวเองเงียบๆ ดีกว่า
สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ แล้วโบยบินออกไป
จากนั้นค่อยๆ สร้างตัวและขยายอิทธิพลทีละก้าว
สุภาพบุรุษล้างแค้นสิบปีก็ยังไม่สาย เขาจะไม่ยอมเลือกวิธีเผชิญหน้าปะทะกับเซี่ยเหวินหยางโดยตรงตั้งแต่ตอนนี้หรอก
เพื่อหาทางเด็ดหัวเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในอนาคตตั้งแต่ยังเป็นแค่ต้นกล้า
ต้องรู้ไว้ว่าใน 'ยุคที่แม้แต่หมูก็ยังบินได้' แบบนี้ บางครั้งแค่ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว หรือเดินหมากผิดไปตาเดียว
เมื่อผ่านไปอีกสิบหรือยี่สิบปีในอนาคต มันอาจจะกลายเป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหวเลยก็ได้!
"ลองว่ามาสิ"
ครั้งนี้หนิวเหมิงเอินเริ่มจริงจังขึ้นมาแล้วจริงๆ แม้ว่าการเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนอย่างจ้าวฉางอัน จะทำให้เขารู้สึกว่ามันทั้งไร้สาระและแปลกประหลาดก็ตาม
"สาเหตุที่บริษัทอันจวีเจี้ยนจู้สามารถคว้าที่ดินผืนนี้มาได้ในราคาถูกเมื่อปลายปีที่แล้ว ข้อแรกคือในตอนนั้นเมืองซานเฉิงยังไม่มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนรายไหนที่มีศักยภาพพอจะแข่งขันได้ ข้อสองคือการขายบ้านจัดสรรแบบนี้ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองซานเฉิง จึงไม่มีใครกล้าทุ่มเงินหลายสิบล้านเพื่อเสี่ยงดวงกับชิ้นปลามันที่ยังไม่เห็นผลกำไรชัดเจนแบบนี้
แต่ยอดขายถล่มทลายของหมู่บ้านจอหงวน ทำให้ที่ดินฝั่งเหนือของแม่น้ำฝู่เหอที่อยู่ติดกัน กลายเป็นขุมทองไปในพริบตา
ที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงสามปีมานี้เซี่ยเหวินหยางสร้างตลาดเสื้อผ้าจนเสร็จ เขามีทั้งเงินทุน เครื่องจักร และคอนเนคชั่น แถมในมือยังมีคนงานอีกสามสี่ร้อยชีวิตที่กำลังหิวโหยและต้องการไซต์ก่อสร้างแห่งใหม่
โดยเฉพาะไซต์ก่อสร้างที่สามารถทำเงินก้อนโตได้"
เมื่อเห็นว่าทั้งหนิวเหมิงเอินและซ่านเฉียงต่างก็ตั้งใจฟัง จ้าวฉางอันจึงหยิบกระติกน้ำร้อนขึ้นมา เติมน้ำลงในป้านชาดินเผาสีม่วงของหนิวเหมิงเอิน
"เมืองซานเฉิงยังคงเป็นเมืองเล็กๆ ในต่างจังหวัดที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม บริษัทอันจวีเจี้ยนจู้ใช้แต่คนงานจากต่างถิ่น รวมถึงปูนซีเมนต์ อิฐ และเหล็กเส้น ก็ล้วนสั่งซื้อมาจากหัวเมืองทางเหนือทั้งสิ้น
ในสายตาของคนใจแคบบางกลุ่ม สิ่งนี้มันกลายเป็นการสูบเลือดสูบเนื้อออกนอกพื้นที่..."
จ้าวฉางอันรินชาเขียวให้ซ่านเฉียงและซ่านไฉ่คนละแก้ว "ความจริงชาเขียวของเมืองซานเฉิงก็รสชาติดีมากนะ รสชาติดีกว่าชาอื่นๆ ในมณฑลนี้ตั้งเยอะ เมืองซานเฉิงก็มีความดื้อรั้นและหยิ่งทะนงในแบบของตัวเองเหมือนกัน"
จ้าวฉางอันพูดไม่จบ และไม่ได้อธิบายให้ทะลุปรุโปร่ง
เพราะมันฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนัก
แต่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างก็เข้าใจความหมาย
ซ่านเฉียงและหนิวเหมิงเอินมองหน้ากันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างเห็นความประหลาดใจในแววตาของกันและกัน
เพราะสิ่งที่จ้าวฉางอันเดามานั้นถูกต้องทั้งหมด วันนี้เธอเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ในฐานะผู้ใหญ่ที่พูดจาตรงไปตรงมา ความหมายที่ท่านสื่อสารมาก็แทบจะเหมือนกับที่จ้าวฉางอันเพิ่งพูดไปเป๊ะเลย
'อันจวีเจี้ยนจู้ของเธอข้ามถิ่นมา แต่กลับไม่ยอมใช้วัสดุจากโรงงานปูนซีเมนต์และโรงงานอิฐของคนในพื้นที่ที่กำลังย่ำแย่ ไม่แม้แต่จะเหลียวแลความยากลำบากของเมืองซานเฉิงที่กำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านจนทำให้คนงานจำนวนมากต้องตกงาน ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือสร้างงานให้คนในพื้นที่เลยสักนิด
บริษัทเหวินหยางมีคนงานท้องถิ่นสามสี่ร้อยคนรอให้ป้อนงานให้ เซี่ยเหวินหยางยังรับปากว่าอย่างช้าที่สุดต้นปีหน้า จะจ้างคนงานหนึ่งพันคนเข้าสู่อุตสาหกรรมชา และโรงงานเบียร์ที่เขาร่วมทุนสร้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาคนตกงานได้อีกสามสี่ร้อยคน
ฉันจะไม่พูดอะไรมากหรอกนะเฉียงเวย เธอต้องจำไว้ การหาเงินน่ะฉันไม่คัดค้าน แต่ในขณะที่หาเงิน เธอเคยคิดที่จะตอบแทนสังคมบ้างไหม โดยเฉพาะคนในพื้นที่ ถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วใครเขาจะยอมให้เธอเข้ามากอบโกยล่ะ'
"เข้าเรื่องเถอะ ฉันฟังอยู่"
ซ่านเฉียงดึงบุหรี่มวนเรียวออกมาอีกหนึ่งมวน
"ข้อแรก ภายใต้คุณภาพและราคาที่ใกล้เคียงกัน วัสดุก่อสร้างของหมู่บ้านจอหงวน ควรพยายามใช้ของที่ผลิตจากโรงงานในเมืองซานเฉิงให้มากที่สุด"
"ได้"
ซ่านเฉียงพยักหน้า
ความจริงหลังจากได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่ท่านนั้นในวันนี้ เธอกับหนิวเหมิงเอินก็บรรลุข้อตกลงในเรื่องนี้กันแล้ว
"ข้อสอง ประกาศออกไปว่าไซต์ก่อสร้างของบริษัทอันจวีในเมืองซานเฉิงหลังจากนี้ จะพยายามใช้คนท้องถิ่นให้มากที่สุด อย่างน้อยแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนงานต้องเป็นชาวเมืองซานเฉิง ส่วนคนงานของหมู่บ้านจอหงวนในตอนนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงอยากทำงานใกล้บ้านตัวเองมากกว่า ซึ่งตรงนี้พวกคุณต้องไปหาทางจัดการกันเอาเอง"
ครั้งนี้ซ่านเฉียงกับหนิวเหมิงเอินสบตากันหลายครั้ง
ทั้งสองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
"ข้อสาม ทำกิจกรรมการกุศลให้มาก ออกหน้าไปเยี่ยมเยียนกลุ่มคนยากไร้ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้านพักคนชรา โรงเรียนสอนคนพิการ จัดการแข่งขันประกวดภาพถ่าย บทกวี หรือภาพวาดในหัวข้อฉันรักเมืองซานเฉิง
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ประกาศอัดฉีดเงินรางวัลให้เด็กที่สอบเอนทรานซ์ได้คะแนนสูงสุดในปีนี้แบบปังๆ ไปเลย
หมายความว่า ถ้ามีนักเรียนในเมืองซานเฉิงสอบได้ที่หนึ่งของสายวิทย์หรือสายศิลป์ระดับภูมิภาค ก็ให้เงินรางวัลอัดฉีดไปเลยสามแสนหยวน... แน่นอนว่า"
จ้าวฉางอันยิ้มพลางพูดต่อ "ห้าแสนหยวนก็ได้นะ หนึ่งล้านหยวนก็ไม่ได้ถือว่าเยอะเกินไปหรอก"
"ข้อแรกๆ น่ะพอเข้าใจได้ แต่แค่รางวัลสามแสนหยวนให้กับคนคนเดียวมันจะไปมีความหมายอะไร ถ้าอยากจะสร้างกระแสจริงๆ เอาเงินไปบริจาคสักสองสามหมื่นก็น่าจะดูดีกว่าแล้วนะ... พวกเธอสองแม่ลูกมองฉันแบบนั้นทำไม"
หนิวเหมิงเอินทำหน้าไม่เข้าใจ
ซ่านเฉียงไม่สนใจสามีตัวเอง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก "นี่คือข้อเสนอทั้งหมดของเธอเหรอ"
"ไม่ใช่ข้อเสนอของผมทั้งหมดหรอกครับ ในนี้มีแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่เป็นข้อเรียกร้องส่วนตัวของผม ส่วนที่เหลือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้พวกคุณได้ที่ดินฝั่งเหนือของแม่น้ำฝู่เหอมาครอง หลังจากนั้นผมจะเป็นคนออกโรงสกัดกั้นความเพ้อฝันของเซี่ยเหวินหยางที่จะฮุบที่ดินผืนนั้นเอง"
"จะสกัดกั้นยังไง"
เห็นได้ชัดว่าหนิวเหมิงเอินไม่เชื่อ
จ้าวฉางอันยิ้มแต่ไม่ตอบ
"ทำเป็นลึกลับซับซ้อน!"
เมื่อเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้ของจ้าวฉางอัน ซ่านไฉ่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำเบาๆ "ในเมื่อฉายเดี่ยวได้ แล้วจะมาดึงพวกเราเข้าไปเกี่ยวทำไม"
"แน่นอนว่าในช่วงเวลาสำคัญที่สุดในอนาคต ผมอาจจะต้องขอยืมแรงพวกคุณช่วยผลักดันสักหน่อย แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่พวกคุณทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว"
จ้าวฉางอันพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ "ความจริงสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดมันมีแต่ข้อดีสำหรับพวกคุณนะ เค้กมันก็มีอยู่แค่นี้ การจัดการคู่แข่งก็คือการสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเอง ถ้าพวกคุณไม่อยากปล่อยตลาดทางใต้ของมณฑลนี้ไป แล้วทำไมจะไม่ลงมือทำล่ะ"
"เอาเถอะ สมมติว่าสิ่งที่นายพูดมันมีเหตุผล ก่อนหน้านี้นายบอกว่า 'ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งคุณและผม' แล้วผลประโยชน์ของนายคือการแก้แค้นอย่างเดียวงั้นเหรอ"
หนิวเหมิงเอินรู้สึกว่าไอ้หนุ่มที่หน้ายังละอ่อนคนนี้มันขี้โม้เกินไปแล้ว ดูพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย
แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดมาก่อนหน้านี้ จะฟังดูมีเหตุผลและมีคุณค่ามากก็ตาม
"เด็กๆ ถึงจะพูดเรื่องบุญคุณความแค้นและถูกผิด ส่วนผู้ใหญ่เขาคุยกันแค่เรื่องผลประโยชน์เท่านั้นแหละครับ"
จ้าวฉางอันก้มลงจิบชาเขียว รสชาติหอมหวานชุ่มคอ ช่างเป็นชาชั้นดีจริงๆ
แถมยังได้โชว์ความเท่ไปอีกหนึ่งกรุบ
"แล้วผลประโยชน์ของนายล่ะ"
หนิวเหมิงเอินยังคงไม่เข้าใจ
"พ่อ พ่อยังฟังไม่ออกอีกเหรอ หมอนี่หมายความว่าปีนี้เขาจะเป็นอันดับหนึ่งสายวิทย์ของทั้งเจ็ดอำเภอและหนึ่งเขตเมืองในซานเฉิง แล้วจะเอาความสามารถนี้มาคว้าเงินสามแสนของพ่อไปอย่างสง่าผ่าเผยไง!"
เป็นเพราะการแสดงของจ้าวฉางอันนั้นยอดเยี่ยมเกินไป ยอดเยี่ยมจนซ่านไฉ่หมดอารมณ์จะพลิกหานิตยสารบทกวี เธอแอบหัวเราะเยาะในใจ 'ขี้โม้เก่งจริงๆ นึกว่าตำแหน่งที่หนึ่งสายวิทย์มันได้มาง่ายๆ หรือไง'
"นายเนี่ยนะ"
หนิวเหมิงเอินชี้หน้าจ้าวฉางอันด้วยความตกตะลึง
ก่อนจะถามต่อว่า "คะแนนสอบจำลองครั้งที่สามของนายได้แค่สี่ร้อยเอ็ดคะแนน อยู่อันดับหกร้อยแปดสิบสามของสายวิทย์ทั้งโรงเรียนไม่ใช่เหรอ"
จ้าวฉางอันพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากย้อนเวลากลับมาได้สิบเอ็ดวัน จ้าวฉางอันก็พบว่าสวรรค์ยังคงใจดีมอบตัวช่วยพิเศษให้กับเขา
ความทรงจำของเขาดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ความสามารถในการวิเคราะห์ก็เฉียบแหลมจนแม้แต่ตัวเขาเองยังต้องตกใจ
ความจริงแล้วความสามารถระดับเด็กเรียนเก่งในช่วงมัธยมต้นทั้งสามปี ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าจ้าวฉางอันมีสติปัญญาและทักษะการเรียนรู้ที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
และตอนนี้เมื่อมีสวรรค์คอยหนุนหลัง เขาก็ยิ่งเหมือนเสือติดปีก
เขาไม่จำเป็นต้องพยายามเค้นความทรงจำเกี่ยวกับข้อสอบในปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับการสอบเอนทรานซ์แล้ว
[จบแล้ว]