- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 530 นอกหุบเขาปีศาจร่วงหล่น
บทที่ 530 นอกหุบเขาปีศาจร่วงหล่น
บทที่ 530 นอกหุบเขาปีศาจร่วงหล่น
กระบี่สุริยันสวรรค์ขนาดยักษ์ฟาดฟันลงมาอย่างบ้าคลั่ง ผ่าเสาเพลิงสีดำเจือสีเลือดสายนั้นออกเป็นสองซีก จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าฟาดฟันใส่ร่างของวานรดุร้ายสองหัวอย่างไม่ลดละ!
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา กระบี่สุริยันสวรรค์ขนาดยักษ์ถึงกับผ่าวานรปีศาจที่มีความสูงถึงสามสิบจั้งตัวนี้ ออกเป็นสองซีกโดยเริ่มจากกึ่งกลางระหว่างหัวทั้งสองของมัน
อาการบาดเจ็บสาหัสปางตายเช่นนี้ ต่อให้เป็นสัตว์อสูรโบราณที่มีพลังชีวิตแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่อาจทนรับได้ ดวงตาทั้งสี่ของวานรดุร้ายสองหัวพลันหม่นแสงลงในทันที
ร่างของมันสูญเสียพลังปีศาจคุ้มกายไป ภายใต้อานุภาพของกระบี่สุริยันสวรรค์ขนาดยักษ์ มันจึงถูกแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิงวิญญาณที่ลุกโชน!
แม้จะสามารถใช้กระบี่เดียวสังหารคู่ต่อสู้ลงได้ แต่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห้าวหาญของฟานเมิ่งอีกลับไม่มีทีท่าผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย นางรีบกล่าวเสียงร้อนรนว่า
"ศิษย์น้องหญิงเฉิน รีบลงมือเร็วเข้า!"
เมื่อถูกเตือนสติ เฉินหรงที่เดิมทีตกตะลึงไปกับพลังกระบี่เดียวของฟานเมิ่งอี ก็รีบดึงสติกลับมา แล้วรีบเรียกสมบัติวิเศษเชื่อมจิตของตัวเองออกมาทันที
เห็นเพียงขวดขนาดเล็กสีม่วงทองใบหนึ่งลอยขึ้นมาจากใจกลางฝ่ามือของนาง เมื่อลอยไปอยู่เหนือศีรษะของเฉินหรงแล้ว ปากขวดก็พ่นสายลมวิญญาณสีเหลืองหม่นสายหนึ่งออกมา พุ่งตรงไปยังซากศพของวานรดุร้ายสองหัวทันที
และในเวลานี้เอง คลื่นพลังปีศาจที่บ้าคลั่งและสับสนอลหม่าน ก็แผ่ซ่านออกมาจากซากศพของวานรดุร้ายสองหัว
ฟานเมิ่งอีร้องแย่แล้วในใจ นางพุ่งตัวเพียงครั้งเดียวก็ไปปรากฏตัวอยู่ข้างกายเฉินหรง ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปยังจุดที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟานเมิ่งอีสังหารสัตว์อสูรโบราณระดับสูงในบริเวณรอบนอกของหุบเขาปีศาจร่วงหล่น แต่ถึงแม้ว่าหลายครั้งก่อนหน้านี้ นางจะสามารถสังหารสัตว์อสูรโบราณได้สำเร็จ แต่อีกฝ่ายล้วนใช้วิธีระเบิดเน่ยตานทิ้งในยามที่สิ้นหวังอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ฟานเมิ่งอีที่ไม่เคยพบเจอคู่ต่อสู้ที่ดุดันเด็ดเดี่ยวเช่นนี้มาก่อน จึงต้องเสียเปรียบไปไม่น้อย
ด้วยความจนใจ ฟานเมิ่งอีจึงทำได้เพียงเรียกตัวเฉินหรง ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนคนใหม่ของสำนักมาช่วย สมบัติวิเศษเชื่อมจิตของนางมีอานุภาพในการล่อลวงวิญญาณได้ดีเยี่ยม หากลงมือได้ทันเวลา ก็จะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ก่อนที่จิตวิญญาณของสัตว์อสูรโบราณจะทำการระเบิดเน่ยตาน
ทว่า เฉินหรงผู้นี้ท้ายที่สุดแล้วก็ยังอ่อนหัดเกินไป ประสบการณ์ในการต่อสู้มีไม่เพียงพออย่างหนัก ถึงกับเหม่อลอยไปในช่วงเวลาสำคัญ จนพลาดโอกาสที่ดีที่สุดไปเสียได้
ในเวลานี้ แม้แต่ฟานเมิ่งอีก็ไม่กล้ารับประกันแล้วว่าแผนการนี้จะสำเร็จหรือไม่ นางทำได้เพียงยืนคุ้มกันอยู่ข้างกายอีกฝ่าย เพื่อเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือนางหลบหนีในยามที่สถานการณ์เลวร้ายจนไม่อาจแก้ไขได้
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจอันบ้าคลั่งสายนั้น เฉินหรงก็ร้อนใจเป็นอย่างมาก นางกัดฟันกรอด พยายามทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อขับเคลื่อนสมบัติวิเศษ
ทว่า ในขณะที่สายลมสีเหลืองยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายจั้ง ความผันผวนอันรุนแรงของกลิ่นอายปีศาจก็ใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว
ฟานเมิ่งอีเห็นได้ในทันทีว่าไม่ทันการแล้ว นางเอื้อมมือไปคว้าไหล่ของเฉินหรง เตรียมที่จะพานางถอยฉากหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เฮ้อ ต้องเหนื่อยเปล่าอีกแล้วสินะ!
เซียวชุ่ยเอ๋อร์ถอนหายใจออกมา นางเรียกสมบัติวิเศษคุ้มกายออกมาเช่นกัน เตรียมที่จะพุ่งทะยานหลบหนีไปให้ไกลจากสถานที่แห่งนี้
ผลปรากฏว่า ในวินาทีต่อมา ความรู้สึกใจสั่นที่ปกคลุมอยู่ภายในใจของหญิงสาวทั้งสาม กลับมลายหายไปในพริบตา
เมื่อลองสัมผัสดูให้ดีๆ อีกครั้ง กลิ่นอายปีศาจที่เดิมทีบ้าคลั่งจนถึงขีดสุด กลับสงบลงในพริบตา กลายเป็นความสงบเสงี่ยมอย่างผิดหูผิดตา
ปรากฏการณ์อันน่าประหลาดใจเช่นนี้ ทำให้หญิงสาวทั้งสามต้องหันขวับกลับไปมองพร้อมๆ กัน
เห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดบัณฑิตสีฟ้าคราม ผู้ซึ่งไม่อาจหยั่งรู้ระดับความแข็งแกร่งได้ กำลังใช้นิ้วคีบเน่ยตานของวานรดุร้ายสองหัวเอาไว้ พลางจ้องมองพวกนางด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่แสนจะธรรมดาของอีกฝ่าย ผู้ฝึกตนคงต้องคิดว่าเป็นคนธรรมดาอย่างแน่นอน
"อาจารย์อาลั่ว!"
เซียวชุ่ยเอ๋อร์เป็นคนแรกที่เอ่ยชื่อของผู้มาเยือนออกมา
ลั่วหงพยักหน้าให้เบาๆ เพื่อเป็นการตอบรับ
"ท่านอาจารย์! ดีจังเลย ในที่สุดก็ไม่เหนื่อยเปล่าแล้ว!"
เมื่อฟานเมิ่งอีเห็นลั่วหง นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าสายตาของนางกลับจับจ้องไปที่เน่ยตานมากกว่าตัวลั่วหงเสียอีก
"ดีอะไรกัน! ทำไมถึงไม่ยอมใช้วิชาเนตรวิญญาณเงินที่อาจารย์ถ่ายทอดให้?"
เมื่อสายตาเลื่อนมาตกอยู่ที่ฟานเมิ่งอี สีหน้าของลั่วหงก็เคร่งขรึมลงทันที เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตำหนิอย่างรุนแรง
"ก็ศิษย์ยังไม่เข้าใจถ่องแท้นี่นา อยากจะใช้ก็ใช้ไม่ออกหรอกเจ้าค่ะ!"
เมื่ออยู่ต่อหน้าลั่วหง ท่าทางห้าวหาญดุดันของฟานเมิ่งอีเมื่อครู่นี้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ดูน่าสงสาร
"ฮึ่ม! อาจารย์ว่าเจ้าไม่ได้ไม่เข้าใจหรอก แต่เจ้าไม่ได้ใส่ใจต่างหากล่ะ! ก็แค่วิชาศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ ที่ใช้สัมผัสเทวะวิชาเดียว เจ้าใช้เวลาตั้งสิบปียังเรียนไม่สำเร็จอีกงั้นหรือ!"
มีหรือที่ลั่วหงจะไม่รู้ความคิดของฟานเมิ่งอี นางเอาแต่หลงใหลในวิถีกระบี่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจวิชาศักดิ์สิทธิ์จำพวกหล่อหลอมร่างกายหรือหล่อหลอมจิตวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
แม้จะกล่าวกันว่ากระบี่เดียวทำลายได้หมื่นวิถี แต่การมีวิชาติดตัวเพียงอย่างเดียวถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงสำหรับผู้ฝึกตน หากละเลยในยามปกติ ในอนาคตก็อาจจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตได้
ฟานเมิ่งอีเองก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาต้าเหยี่ยนมาเช่นกัน การจะเรียนรู้วิชาเนตรวิญญาณเงินจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
หากวันนี้นางมีวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้ติดตัว ไหนเลยจะต้องพึ่งพาให้ผู้อื่นมาช่วยสนับสนุน
เพียงแค่ดวงตาสาดประกายสีเงิน ก็สามารถทำให้วิญญาณปีศาจเป็นรูพรุนได้แล้ว!
"ศิษย์รู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปจะตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้น"
ฟานเมิ่งอีรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของลั่วหงดี การเถียงกลับในเวลานี้ก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว นางจึงรีบเอ่ยปากยอมรับผิดทันที
"ฮึ่ม! เอาไปเถอะ"
หลังจากสั่งสอนไปยกหนึ่ง ลั่วหงก็ไม่ได้ถือสาหาความอีก เขาโยนเน่ยตานในมือให้อีกฝ่าย จากนั้นก็เบนสายตาไปมองเฉินหรงที่ดูแปลกหน้า
"เจ้าก็เป็นศิษย์ของสำนักหวงเฟิงกู่ด้วยหรือ?"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ศิษย์เฉินหรง คารวะอาจารย์อาลั่ว!"
เฉินหรงเพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตหลอมแกนมาได้ไม่ถึงสิบปี วันนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับลั่วหง เมื่อนึกถึงชื่อเสียงอันโด่งดังของอีกฝ่าย นางก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นจนร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย
"แซ่เฉิน? เจ้าเป็นคนของตระกูลเฉินหรือ?"
ลั่วหงพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พบว่านางมีส่วนคล้ายคลึงกับสหายเก่าบางคนอยู่บ้าง
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ศิษย์เป็นคนของตระกูลเฉินจริงๆ"
เฉินหรงรีบตอบรับทันที ในใจอดไม่ได้ที่จะหวนคิดว่าตระกูลของตนมีความเกี่ยวข้องอันใดกับอาจารย์อาลั่วกันแน่
ในขณะที่เฉินหรงคิดว่าลั่วหงยังมีเรื่องจะพูดกับนางอีก อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยคำหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังกลับไปมองทางหุบเขาชั้นใน
หลังจากเก็บเน่ยตานสัตว์อสูรระดับเจ็ดลงไปอย่างเบิกบานใจ ฟานเมิ่งอีก็เห็นท่าทีเช่นนั้นของลั่วหง ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที นางรีบพุ่งตัวเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า
"ท่านอาจารย์ ครั้งนี้ท่านมาเพื่อจะเข้าไปในหุบเขาชั้นในใช่หรือไม่? พาพวกศิษย์ไปด้วยสิเจ้าคะ!"
"ศิษย์พี่หญิงฟาน หุบเขาชั้นในไม่เหมือนกับหุบเขาชั้นนอกที่จิ้นจื้ออ่อนกำลังลงแล้วนะเจ้าคะ ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย พวกเราอย่าเข้าไปเสี่ยงอันตรายง่ายๆ เลยจะดีกว่า"
เมื่อเซียวชุ่ยเอ๋อร์ได้ยินคำขอร้องของฟานเมิ่งอี ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที นางรีบเอ่ยปากห้ามปรามอย่างร้อนรน
"การได้แบ่งเบาภาระของท่านอาจารย์ อันตรายเพียงเล็กน้อยจะไปกลัวอะไรเล่า!"
ฟานเมิ่งอีพูดจาฉะฉานราวกับเป็นศิษย์ผู้กตัญญู แต่ที่จริงแล้วนางรู้ดีกว่าใครว่า การตามลั่วหงเข้าไปในหุบเขาก็เหมือนกับการไปเดินเล่นพักผ่อน ไม่เพียงแต่จะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ยังสามารถเก็บสมบัติล้ำค่าได้อย่างสบายใจเฉิบอีกด้วย!
"เอาเถอะ พอดีเลย อาจารย์ก็ต้องการคนมาคอยเป็นลูกมืออยู่เหมือนกัน พวกเจ้าก็ตามข้ามาเถอะ"
การที่ฟานเมิ่งอีกับอีกสองคนตามเข้าไปในหุบเขาด้วยนั้น สำหรับลั่วหงแล้ว จะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน แต่ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันแล้ว การพกพวกนางไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ส่วนเรื่องที่พวกนางจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้างนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของพวกนางเองแล้วล่ะ
สิ้นเสียง ลั่วหงก็ตั้งใจชะลอความเร็ววิชาหลบหนีลง แล้วมุ่งหน้าเข้าไปยังหุบเขาชั้นใน
ฟานเมิ่งอีกำลังจะตามไป แต่กลับถูกเซียวชุ่ยเอ๋อร์ที่กำลังขมวดคิ้วแน่นขวางเอาไว้เสียก่อน
"ศิษย์พี่หญิงฟาน ท่านลากข้าลงน้ำก็แล้วไปเถอะ แต่ศิษย์น้องหญิงเฉินยังฝึกฝนมาได้ไม่นาน หากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น..."
"หึๆ ศิษย์น้องหญิงเซียววางใจได้เลย ในเมื่อท่านอาจารย์กล้าพาพวกเจ้าเข้าไป ก็ย่อมมีความมั่นใจว่าจะสามารถคุ้มครองพวกเจ้าให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น เจ้ากับศิษย์น้องหญิงเฉินเพียงแค่เบิกตาให้กว้าง อย่าปล่อยให้สมบัติและสมุนไพรวิญญาณในหุบเขาหลุดรอดสายตาไปได้ก็พอแล้ว"
ฟานเมิ่งอีกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ราวกับว่าสถานที่ที่พวกนางกำลังจะไปนั้น ไม่ใช่ดินแดนต้องห้ามอันดับหนึ่งแห่งเทียนหนาน แต่เป็นสวนหลังบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน
"เฮ้อ ศิษย์น้องหญิงเฉิน เดี๋ยวเจ้าต้องตามข้ามาติดๆ นะ"
เมื่อเห็นว่าฟานเมิ่งอีไม่ได้ใส่ใจต่อความอันตรายของหุบเขาปีศาจร่วงหล่นเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตามหลังไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เซียวชุ่ยเอ๋อร์ก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปกำชับเฉินหรงที่อยู่ข้างๆ
----------