- หน้าแรก
- ตระกูลเฉิน วิถีแห่งการสร้างตระกูลเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 970 - กฎเกณฑ์! เพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์!
บทที่ 970 - กฎเกณฑ์! เพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์!
บทที่ 970 - กฎเกณฑ์! เพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์!
บทที่ 970 - กฎเกณฑ์! เพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์!
และการที่เฉินเนี่ยนจือชี้นำให้เขามาสับสังหารบรรพชนมารโลหิต ก็เพื่อให้เขาทำตามอย่างการกระทำของนักพรตฉือหางในอดีต ชำระล้างพลังปราณโสมมอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ให้แก่ฟ้าดินแห่งดินแดนจื่ออิ้น
พลังปราณโสมมของดินแดนจื่ออิ้นนี้ สำหรับฟ้าดินแล้วถือเป็นก๊าซพิษร้ายแรง การที่มันขดตัวอยู่ภายในน้ำพุโลหิต ก็เปรียบเสมือนเลือดคั่งภายในร่างกายมนุษย์
เดิมทีนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ทว่าเมื่อดินแดนจื่ออิ้นถูกเนรเทศเข้าสู่ความว่างเปล่า อาการบาดเจ็บของดินแดนจื่ออิ้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เลือดคั่งก็ยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
รอยแผลแห่งฟ้าห้วงลึกมารของดินแดนจื่ออิ้นไม่สามารถฟื้นฟูได้ตลอดมา ทุกๆ พันปีจะถูกฉีกกระชากเปิดออกครั้งหนึ่ง บริเวณที่มีเลือดคั่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญเช่นกัน
หากไม่ขับไล่หรือชำระล้างเลือดคั่งในน้ำพุโลหิตแห่งดินแดนรกร้างบูรพานี้ออกไป อาการบาดเจ็บแห่งนี้ก็จะเปรียบเสมือนหนอนกัดกินกระดูก ที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้อย่างสมบูรณ์ตลอดไป
วันนี้เฉินเนี่ยนจือให้เขามาที่นี่ ก็เพื่อต้องการให้เขารักษาอาการบาดเจ็บของน้ำพุโลหิตแห่งดินแดนรกร้างบูรพาให้หายขาด ชำระล้างพลังปราณขุ่นมัวและพลังปราณโสมมภายในนั้นให้สะอาดหมดจด
ตามหลักแล้ว ผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนวิชามรรคาหยางบริสุทธิ์ในฟ้าดิน ล้วนมีความสามารถในการชำระล้างพลังปราณโสมมได้ทั้งสิ้น
ทว่าน้ำพุโลหิตแห่งทะเลบูรพานี้มีความเลวร้ายอย่างถึงที่สุด ภายในยังมีพลังแห่งทะเลโลหิตอันไร้ขอบเขตซ่อนอยู่
ผู้ฝึกตนระดับต่ำย่อมไม่อาจเข้าไปภายในนั้นได้เลย ส่วนผู้ฝึกตนระดับสูงแม้จะสามารถชำระล้างได้บางส่วน แต่เมื่อเทียบกับทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่แล้ว ก็เป็นเพียงแค่น้ำหยดเดียวในมหาสมุทรเท่านั้น
ภายในดินแดนจื่ออิ้น ผู้ที่มีความสามารถในการลงมือชำระล้าง ก็มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น สองคนนี้ก็คือเฉินเนี่ยนจือและเจียงหลิงหลง
ทั้งสองล้วนฝึกฝนพลังเวทฮุ่นหยวน สามารถชำระล้างพลังเร้นลับต่างสายพันธุ์ได้หลากหลาย หากยอมเสียเวลาหลายหมื่นปี ก็มีความเป็นไปได้ที่จะชำระล้างน้ำพุโลหิตให้กลายเป็นพลังปราณต้นกำเนิดหยินบริสุทธิ์ได้จริงๆ
น่าเสียดายที่มหันตภัยของดินแดนจื่ออิ้นยังไม่ถูกกวาดล้างอย่างสมบูรณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เทพมารนอกอาณาเขตจนตรอกจนต้องกระโดดข้ามกำแพง ไม่ว่าจะเป็นเฉินเนี่ยนจือหรือเจียงหลิงหลง ก็ล้วนไม่อาจยืดเวลาออกไปได้นานถึงเพียงนั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เยี่ยชิงเฟิงจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เขามีกายามรรคาหยางบริสุทธิ์ ซึ่งแต่เดิมก็เป็นหนึ่งในกายามรรคาอันดับต้นๆ ที่บริสุทธิ์ที่สุดในฟ้าดิน สามารถชำระล้างผลกรรมที่ชั่วร้ายทั้งหลายได้ และยังสามารถสยบพลังปราณชั่วร้ายและพลังปราณโสมมต่างๆ ได้อีกด้วย
อีกทั้งเยี่ยชิงเฟิงยังมีรากปราณเบญจธาตุ แม้สติปัญญาจะเทียบเฉินเนี่ยนจือไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กระทั่งเทียบหลู่เหวินหยวนไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นคนประเภทที่แกล้งโง่แต่แท้จริงแล้วฉลาดหลักแหลม เมื่ออายุมากขึ้น การทำความเข้าใจพลังเร้นลับก็ยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเช่นกัน
แม้ว่าหลังจากทะลวงขอบเขตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้ว การทำความเข้าใจพลังเร้นลับหลากหลายสายจะเผชิญกับการต่อต้านที่รุนแรงมากขึ้น ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะทำความเข้าใจพลังเร้นลับทั้งห้าสายได้สำเร็จ
การให้เขาเป็นตัวเลือกในการชำระล้างน้ำพุโลหิตแห่งดินแดนรกร้างบูรพา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ในเวลานี้เยี่ยชิงเฟิงได้ตั้งมหาปณิธาน หากน้ำพุโลหิตไม่ใสสะอาดเขาจะไม่บรรลุเซียน ทันใดนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากพลังแห่งโชคชะตาของฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุด
เยี่ยชิงเฟิงที่ได้รับการสนับสนุนนี้ ถึงกับบรรลุขอบเขตที่สวรรค์และมนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่ง ความเร็วในการทำความเข้าใจพลังเร้นลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ความมั่นใจในการทำความเข้าใจพลังเร้นลับทั้งห้าสายกลับเพิ่มขึ้นมาได้หลายส่วน
“การบำเพ็ญเพียรนั้นให้ความสำคัญกับวาสนาและโอกาส การเอาแต่เก็บตัวหลับหูหลับตาฝึกฝนก็ใช่ว่าจะมีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอไป”
“อาจารย์เตรียมจะเก็บตัวเพื่อทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ พอดีเลย มีเรื่องหนึ่งให้เจ้าไปจัดการแทนอาจารย์ก็แล้วกัน”
เยี่ยชิงเฟิงหลับตาลง จู่ๆ ก็นึกถึงคำกล่าวอำลาของเฉินเนี่ยนจือขึ้นมา ทว่าดวงตาทั้งสองกลับหลั่งน้ำตาออกมา
“ที่แท้ท่านอาจารย์ก็ทำเพื่อวางแผนให้ข้าได้รับวาสนาในการบรรลุมรรคานี่เอง”
เห็นเพียงเขาคุกเข่าลงกับพื้น หันหน้าไปทางทิศที่เขาชิงหยวนตั้งอยู่ ก่อนจะกล่าวด้วยความมุ่งมั่นอย่างถึงที่สุดว่า “ศิษย์จะไม่มีวันทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน จะต้องชำระล้างน้ำพุโลหิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างถึงที่สุดให้จงได้”
“หากทำไม่สำเร็จแม้วันเดียว ศิษย์ก็จะไม่บรรลุเป็นเซียนไปตลอดกาล!”
“……”
ในขณะเดียวกัน ที่ทะเลเพลิงอเวจีอันห่างไกล เฉินเนี่ยนจือก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
เห็นเพียงเขามองไปทางทิศของทะเลโลหิตแห่งดินแดนรกร้างบูรพาคราหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเฉินชางเสวียนเห็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากกล่าวว่า “ชิงเฟิงเป็นเด็กดี จิตใจมั่นคง อุปนิสัยก็ไม่เลว”
“เมื่อได้รับวาสนานี้ ได้รับการสนับสนุนจากพลังแห่งโชคชะตาของฟ้าดิน ระดับการฝึกฝนของเขาย่อมต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน”
“ภายในพันปีก็สามารถบรรลุขอบเขตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขั้นเก้า ภายในสองพันปีก็สมควรจะสามารถทำความเข้าใจพลังเร้นลับทั้งห้าสายได้”
เฉินเนี่ยนจือพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ทว่าพลังของน้ำพุโลหิตยากที่จะชำระล้างให้สะอาดหมดจด เกรงว่าภายในหลายหมื่นปี หรือกระทั่งอายุขัยสิ้นสุดลง เขาก็อาจจะไม่สามารถโบยบินขึ้นสวรรค์ได้”
“ด้วยสติปัญญาของเขา การจะบำเพ็ญรากฐานเซียนต้าหลัวให้สำเร็จก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่เขลาที่ฝันกลางวัน การที่เจ้าสามารถหาวาสนานี้มาให้เขาได้ ก็นับว่าทุ่มเทสุดกำลังแล้ว”
เฉินชางเสวียนส่ายหน้า จากนั้นก็เอ่ยปากกล่าวว่า “ยิ่งบำเพ็ญเพียร ชายชราผู้นี้ก็ยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญของรากฐาน”
“ระดับการฝึกฝนของชายชราผู้นี้ในปัจจุบันก็นับว่าหาได้ยากยิ่งในโลกมนุษย์ ทว่าเพียงเพราะรากฐานในวัยเยาว์ไม่เพียงพอ บัดนี้ต่อให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนมากกว่านี้เป็นพันเป็นร้อยเท่า ก็ไม่มีทางที่จะโบยบินขึ้นสวรรค์กลายเป็นเซียนได้อีกแล้ว”
“เมื่อใดที่ระดับการฝึกฝนของเขายิ่งล้ำลึกมากขึ้น เขาก็จะยิ่งเข้าใจว่าวาสนาที่เจ้าหามาให้เขาในวันนี้นั้น มีความสำคัญมากเพียงใด”
“ก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเถิด”
เฉินเนี่ยนจือแย้มยิ้ม อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง
ในช่วงหลายพันปีของการฝึกฝน ศิษย์ภายใต้สำนักของเฉินเนี่ยนจือมีเพียงเยี่ยชิงเฟิงและหลู่เหวินหยวนสองคนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้เฉินฝูซู กู้หลานซาน และคนอื่นๆ นับเป็นเพียงแค่ศิษย์ครึ่งคนเท่านั้น
และในบรรดาสองคนนี้ หลู่เหวินหยวนมีกายามรรคาจตุรทิศ เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนคือคัมภีร์มรรคาจตุรทิศที่เฉินเนี่ยนจือคิดค้นขึ้น จึงไม่สามารถสืบทอดมรดกที่แท้จริงของเฉินเนี่ยนจือได้
ผู้สืบทอดมรดกที่แท้จริงของเฉินเนี่ยนจือ แท้จริงแล้วก็มีเพียงเยี่ยชิงเฟิงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คนอื่นๆ ต่อให้จะสนิทสนมกันเพียงใด แต่ก็ไม่อาจสืบทอดมรดกของเฉินเนี่ยนจือได้ เว้นเสียแต่ว่าจะบรรลุเป็นเซียน มิเช่นนั้นท้ายที่สุดแล้วก็ต้องกลับคืนสู่เถ้าธุลีดิน ท้ายที่สุดก็จะเหลือเพียงความโศกเศร้าเสียใจไว้เบื้องหลังเท่านั้น
“นี่ก็คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะสามารถทำให้เขาได้แล้ว”
“เฮ้อ หวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้พบเขาอีกครั้งบนแดนเซียนเถอะ”
เฉินเนี่ยนจือทอดทอนใจ อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
จากนี้ไปเขาจะต้องทำความเข้าใจวิถีเซียนด้วยตนเอง ในวันหน้าต่อให้บรรลุเป็นเซียน ก็ยังต้องช่วยเหลือสหายเต๋าอีกหลายคน สำหรับศิษย์ในสำนัก สิ่งที่เขาสามารถช่วยได้ก็มีเพียงเท่านี้แล้ว
“รอจนกว่าจะบรรลุเป็นเซียน สมควรจะทิ้งรากฐานบางอย่างเอาไว้ให้ตระกูล และให้แก่ศิษย์อีกสักหน่อย”
เฉินเนี่ยนจือพึมพำแผ่วเบา ผ่านไปครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ช่างเถิด ยังไม่ถึงวันโบยบินขึ้นสวรรค์ ตอนนี้จะมัวมาคิดเรื่องพวกนี้ไปทำไม”
“ท่านปู่เล็ก ข้าเตรียมจะเก็บตัวเพื่อทำความเข้าใจกฎเกณฑ์เพลิงสวรรค์ รบกวนท่านปู่เล็กช่วยคุ้มกันให้ข้าด้วยนะขอรับ”
“……”
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเวลาสามรอบนักษัตรก็ผ่านพ้นไป
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่เฉินเนี่ยนจือออกจากด่าน ในวันนี้เฉินเนี่ยนจือได้ลืมตาขึ้นจากการเก็บตัว เผยให้เห็นรอยยิ้มสายหนึ่ง
“ในที่สุดก็สำเร็จเสียที”
เมื่อมองดูเปลวเพลิงสีทองบริสุทธิ์ตรงหน้า เฉินเนี่ยนจือก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำแผ่วเบา
เบื้องหน้าเฉินเนี่ยนจือมีเปลวเพลิงที่เจิดจ้าไร้ใดเปรียบกลุ่มหนึ่ง มันเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ สมบูรณ์แบบไร้ที่ติอย่างแท้จริง
ภายในนั้นมีกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนพัวพันอยู่ แต่ละสายล้วนมีพลังที่จะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุล
“เพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์”
เฉินชางเสวียนที่อยู่ด้านข้างพึมพำ เมื่อมองดูกฎเกณฑ์เปลวเพลิงตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นสีหน้าที่ประหลาดใจระคนยินดี
พลังของเพลิงสวรรค์หยางบริสุทธิ์นี้ทรงพลังและดุดันเกินไป แม้ว่าเฉินเนี่ยนจือจะเก็บงำอานุภาพของมันเอาไว้ทั้งหมด ทว่าเพียงแค่พลังอันน้อยนิดที่เผยออกมา ก็เพียงพอที่จะเจาะทะลวงแผ่นดินใหญ่ได้แล้ว
เฉินชางเสวียนมีความรู้สึกว่า หากเพลิงเซียนชนิดนี้ปะทุออกมาอย่างเต็มกำลัง เกรงว่าคงเพียงพอที่จะแผดเผาทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลหลายสิบล้านลี้ให้เหือดแห้งกลายเป็นทะเลทรายได้เลยทีเดียว
ต่อให้เป็นเซียนและมารบนสวรรค์ชั้นเก้าหากถูกเพลิงชนิดนี้หลอมละลาย ก็จะต้องสิ้นชีพลงในทันทีอย่างแน่นอน
เมื่อตื่นตระหนกตกใจเช่นนี้ ทว่าเฉินชางเสวียนก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า “สำเร็จจริงๆ งั้นหรือ?”
[จบแล้ว]