เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 โลลิกลางสายฝน

บทที่ 3 โลลิกลางสายฝน

บทที่ 3 โลลิกลางสายฝน


ฉือเฟยฉือวางโทรศัพท์กลับเข้าที่ นี่มัน...

สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองป่วยเป็นโรคทางจิตเวชงั้นเหรอ?

“หมอฟุคุยามะ ค่ารักษาพยาบาลที่นี่ก็ไม่ใช่ถูกๆ นะครับ...”

“เขามีประวัติครอบครัวเป็นโรคจิตเวชที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจริงๆ หรือครับ?” สีหน้าของฟุคุยามะ ชิเมย์ จริงจังขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยแนะนำว่า “ถ้าคุณพบปัญหา คุณก็ต้องรีบรักษาให้ทันท่วงทีนะครับ...”

“เปล่า ความหมายของผมก็คือ” ฉือเฟยฉือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ ถ้าแห่กันเข้ามาทั้งครอบครัว แล้วใครจะจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลล่ะ?”

ฟุคุยามะ ชิเมย์ ถึงกับสะอึก ก่อนจะค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ “ก็ไม่จำเป็นต้องแอดมิดเสมอไปหรอกครับ เราสามารถแก้ปัญหาผ่านการพูดคุยกันได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็อาจจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของคุณด้วย”

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะประชดนะ แต่ผมยังสงสัยอยู่นิดหน่อย การที่มองทุกคนว่ามีปัญหาไปหมดเนี่ย มันเป็นโรคจากการทำงานหรือเปล่าครับ?” ฉือเฟยฉือถามกลับ

“ก็คงงั้นมั้งครับ” ฟุคุยามะ ชิเมย์ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นโรคจากการทำงาน จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นว่า “คุณฉือครับ พรุ่งนี้วันที่เท่าไหร่ครับ?”

ฉือเฟยฉือเหลือบมองปฏิทินบนผนัง วันนี้คือวันที่ 21 สิงหาคม “22 สิงหาคมครับ”

ฟุคุยามะ ชิเมย์ แก้ไขให้ถูกต้อง “พรุ่งนี้คือวันที่ 11 สิงหาคมครับ ดูเหมือนว่าการรับรู้เวลาของคุณจะยังมีปัญหาอยู่นะครับ”

ฉือเฟยฉือ: “…”

เขาลังเลอยู่ 0.01 วินาทีว่าจะคว่ำโต๊ะดีหรือไม่... ช่างเถอะ หมอฟุคุยามะ นอกเหนือจากอาการโรคจากการทำงานที่ออกจะหนักข้อไปสักหน่อยแล้ว เขาก็ยังเป็นหมอที่ดีและมีความรับผิดชอบสูงมากคนหนึ่ง

“อืม... แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรอกครับ” ฟุคุยามะ ชิเมย์ พูดพลางจดบันทึกลงในสมุดและพูดปลอบใจเขา “เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเองครับ”

ฉือเฟยฉือ: “…”

ไร้อารมณ์ x2…

“เอาล่ะครับ” ฟุคุยามะ ชิเมย์ จดเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ “พรุ่งนี้เรามาลองดูกันใหม่นะครับ”

ฉือเฟยฉืออยากจะพูดจริงๆ ว่า ‘หามเขาออกไปเถอะ ถอดใจซะ มันรักษาไม่หายหรอก’ แต่เขาคิดว่าถ้าขืนพูดออกไป คงได้ถูกยัดเยียดซุปไก่สกัดบำรุงกำลังใจชามโตให้ซดอีกแน่ เขาเลยเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย “ผมอยากขอทำเรื่องลากิจชั่วคราวครับ”

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไปซื้อหนังสือสองเล่มครับ”

“ผมจำเป็นต้องรู้เนื้อหาของหนังสือน่ะครับ พอจะบอกได้ไหม?”

“คุณวางแผนจะกลับมาตอนกี่โมงครับ? ผมจะได้ช่วยลงบันทึกการลาให้”

“ห้าโมงเย็นครับ”

“พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้ฝนจะตก อย่าลืมพกร่มไปด้วยนะครับ”

การจะออกไปข้างนอกได้นั้น จำเป็นต้องยืนยันเวลากลับและต้องมีคนคอยประกบไปด้วย

นี่คือชีวิตของฉือเฟยฉือในโรงพยาบาลจิตเวช

คนที่คอยประกบเขาคือหมอหนุ่มที่ชื่อ คิตากาวะ อาดาจิ

เขายังดูหนุ่มแน่นมาก สวมชุดสูทสีดำดูเนี้ยบกริบ พยายามทำหน้าตาขึงขัง แต่นั่นก็ยิ่งเผยให้เห็นชัดเจนว่าเขาคือมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในโรงพยาบาล

“หมอคิตากาวะ คุณประหม่าเหรอครับ?” ฉือเฟยฉือถามขึ้นลอยๆ ขณะนำหนังสือที่เลือกไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์

คิตากาวะ อาดาจิ รีบสวนกลับทันควัน “เปล่าครับ”

ฉือเฟยฉือลอบแปะป้าย ‘มือใหม่’ ให้เขาในใจอย่างเงียบๆ หมอนี่รับมือยากสู้จิ้งจอกเฒ่าอย่างฟุคุยามะ ชิเมย์ ที่ยิ้มแย้มได้ทุกสถานการณ์ไม่ได้เลยสักนิด “ไม่ต้องประหม่าไปหรอกครับ ผมไม่ทำร้ายใครหรอก แล้วผมก็มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีเสมอ”

คิตากาวะ อาดาจิ ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นหนังสือที่ฉือเฟยฉือเลือกมา

กองทางซ้าย: "จิตวิทยาเบื้องต้น", "การวัดบุคลิกภาพ", "จิตวิทยาอปกติ", "จิตวิทยาการทดลอง", "สถิติทางจิตวิทยา", "การวัดทางจิตวิทยา"...

กองทางขวา: "กฎของเมอร์ฟี", "การวิเคราะห์พฤติกรรมทำลายล้างของมนุษย์", "การบรรยายทฤษฎีสามหัวข้อ", "การศึกษาเรื่องโรคฮิสทีเรีย", "การตีความความฝัน", "ส่วนร่วมต่อทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส", "อาชญากรรมและบุคลิกภาพ", "การโกหก"...

คิตากาวะ อาดาจิ: “!”

Σ(っ°Д°;)っ

คุณอยากจะทำอะไร? คุณต้องการจะทำอะไรกันแน่!

“แค่นี้แหละครับ” ฉือเฟยฉือจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เขาหยิบหนังสือออกมาสองเล่มแล้ววางแยกไว้ จากนั้นก็เขียนที่อยู่อะพาร์ตเมนต์ของเขาลงบนสติกเกอร์และยื่นให้พนักงาน “ส่วนที่เหลือรบกวนช่วยแพ็กใส่กล่องกระดาษแล้วส่งไปที่นี่ทีนะครับ ถ้าไม่มีใครอยู่บ้าน ฝากไว้กับคุณลุงตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับหน้าอะพาร์ตเมนต์ได้เลยครับ”

“ได้เลยครับ!” พนักงานรับมาด้วยสองมือ “เราสามารถไปส่งให้คุณได้ประมาณบ่ายสามโมงวันนี้นะครับ!”

ฉือเฟยฉือพยักหน้า หยิบไปแค่หนังสือสองเล่มที่เลือกไว้แล้วเดินออกจากร้าน

"การตีความความฝัน" และ "จิตวิทยาเบื้องต้น"

คิตากาวะ อาดาจิ รีบเดินตามออกไป “อะแฮ่ม คุณฉือครับ คุณซื้อหนังสือพวกนี้...”

“หนังสือพวกนี้ห้ามอ่านเหรอครับ?” ฉือเฟยฉือถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ก็ไม่ใช่หรอกครับ แต่ว่า...” คิตากาวะ อาดาจิ ลังเล “อืม... ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เดี๋ยวพอกลับไปผมคงต้องไปถามรุ่นพี่ฟุคุยามะดู”

ฉือเฟยฉือพยักหน้า จากนั้นก็หันไปจดจ่อกับการรอสัญญาณไฟเขียวที่สี่แยก

คิตากาวะ อาดาจิ กำลังร้องไห้อยู่ในใจ ทั้งๆ ที่พวกเขาสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน และเขาก็สวมชุดสูทที่เป็นทางการกว่า ในขณะที่ฉือเฟยฉือใส่แค่ชุดลำลองสบายๆ แต่ทำไมเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกน้องเดินตามหลังฉือเฟยฉือกันนะ?

นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าออร่า?

มันไม่สมเหตุสมผลเลย นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ เขาเป็นหมอชัดๆ...

สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า

“เอ๊ะ? ฝนตกเหรอเนี่ย?” คนเดินถนนที่กำลังรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ข้างๆ ยื่นมือออกไปรองหยาดฝน

สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว คู่รักคู่หนึ่งที่อยู่ข้างหลังบ่นกระปอดกระแปดใส่กันขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งข้ามถนน

“ฉันบอกแล้วไงว่าวันนี้ฝนจะตก แล้วเธอก็ไม่เอาร่มมา”

“แล้วนายก็ไม่ได้เอามาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

“โชคดีนะเนี่ยที่รุ่นพี่ฟุคุยามะเตือนไว้ก่อน...” คิตากาวะ อาดาจิ พูดด้วยสีหน้าโล่งอก เขาก้มหน้าลงและหยิบร่มสองคันออกมาจากกระเป๋าถือ “คุณฉือครับ ในเมื่อกระเป๋าผมว่าง เดี๋ยวผมช่วยถือหนังสือให้คุณก่อนนะครับ”

“รบกวนด้วยนะครับ” ฉือเฟยฉือละสายตาจากท้องฟ้า รับร่มมา แล้วส่งหนังสือให้คิตากาวะ อาดาจิ

สายฝนเทกระหน่ำลงมาหนักขึ้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วก็ยิ่งมืดทะมึนลงไปอีก

ผู้คนที่ไม่มีร่มต่างพากันจ้ำอ้าว ฝีเท้าที่เร่งรีบย่ำลงบนแอ่งน้ำฝนที่ค่อยๆ เจิ่งนองบนพื้นถนนจนน้ำแตกกระจาย

ยิ่งเดินไป ถนนหนทางก็ยิ่งเงียบเหงา ริมฟุตปาธ ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งสวมเสื้อกาวน์สีขาวตัวโคร่งที่ไม่พอดีตัว กำลังเดินโซเซย่ำเท้าเปล่าเลาะไปตามกำแพงอย่างเชื่องช้า

ฉือเฟยฉือหยุดเดินเมื่อเห็นร่างนั้น

คิตากาวะ อาดาจิ มองตามสายตาเขาด้วยความสงสัย “เด็กคนนั้น...”

วินาทีต่อมา ร่างเล็กจ้อยก็สะดุดชายเสื้อกาวน์สีขาวและล้มคะมำลงไปในแอ่งน้ำ น้ำโคลนกระเซ็นเปรอะเปื้อนเรือนผมสีน้ำตาลที่เปียกปอนอยู่แล้วของเธอมากยิ่งขึ้น

ฉือเฟยฉือลอบถอนหายใจในใจ แต่ก็ยังคงเดินตรงไปหาไฮบาระ ไอ

การได้เห็นแม่หนูโลลิตกลงไปในแอ่งน้ำฝนด้วยสภาพทุลักทุเลแบบนี้ มันค่อนข้างน่าสะเทือนใจอยู่เหมือนกัน...

ไฮบาระ ไอ พยายามฝืนตัวลุกขึ้นยืน ใช้แขนเสื้อที่เปียกชุ่มเช็ดน้ำฝนออกจากใบหน้า และในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวเดินต่อ ก็พบว่ามีคนยืนขวางทางอยู่ เธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสองคนยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ในมือถือร่มสีดำ

คนหนึ่งดูเป็นผู้ใหญ่กว่า สวมชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบกับเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมสีดำตัดสั้นเกรียน และมีสีหน้าขึงขัง

อีกคนซึ่งเธอมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า ดูอายุน้อยกว่ามากและสวมชุดสีดำเช่นกัน

ซิปเสื้อโค้ตกันลมสีดำของเขาถูกรูดขึ้นมาจนสุด ปกเสื้อตั้งสูงหลวมๆ บดบังใบหน้าของเขาไปบางส่วน เรือนผมสั้นสีดำสลวยปรกลงมาเบาๆ และดวงตาสีม่วงอ่อนคู่หนึ่งก็กำลังจ้องมองลงมาที่เธออย่างสงบและเย็นชา

คนขององค์กรอย่างนั้นหรือ?

นี่... นี่เธอถูกจับได้แล้วเหรอ...

ใบหน้าของไฮบาระ ไอ ซีดเผือด เธอแข็งทื่ออยู่กับที่ เอาแต่จ้องมองขึ้นไปที่ฉือเฟยฉือ นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและระแวดระวัง

ฉือเฟยฉือสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดปกติของแม่หนูโลลิ เขาก้มลงมองเสื้อผ้าของตัวเอง แล้วหันไปชำเลืองมองคิตากาวะ อาดาจิ การออกมาข้างนอกวันนี้นับว่าน่าสนใจจริงๆ ที่พวกเขาทั้งคู่ดันใส่ชุดดำเหมือนกัน เขาย่อตัวลง สบตาไฮบาระ ไอ ตรงๆ แล้วเอ่ยถามว่า “จะไปไหนล่ะ? เดี๋ยวฉันไปส่ง”

ไฮบาระ ไอ: “…”

เธอจ้องมองเขาด้วยความหวาดระแวง

น้ำเสียงที่ราบเรียบนั่น ดวงตาที่เย็นชาคู่นั้น... การถามว่าจะไปไหนอาจจะถามด้วยความจริงใจ แต่ที่บอกว่าจะไปส่งนั้น น่าจะเป็นการพูดประชดประชันสภาพอันน่าสมเพชของเธอมากกว่าไม่ใช่หรือไง?

คิตากาวะ อาดาจิ ที่กำลังเก๊กหน้าตึงแบบ ‘ฉันไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นด้วยได้นะ’ ค่อยๆ ปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลง กระแอมในลำคอ และเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้มว่า “คุณฉือครับ ดูเหมือนคุณจะทำให้เธอตกใจนะครับ คุณควรจะยิ้มให้เด็กๆ บ้าง อย่าทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาสิครับ”

ไฮบาระ ไอ: “…”

เธอยังคงจ้องมองด้วยความหวาดระแวงต่อไป

ไอ้หมอนี่... จงใจเยาะเย้ยเธอชัดๆ!

“อ้อ... งั้นเหรอ” ฉือเฟยฉือตอบรับแบบขอไปที เขาพอจะเดาได้ว่าในตอนนี้ ไฮบาระ ไอ คงไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ยกเว้นคุโด้ ชินอิจิ ที่เผชิญชะตากรรมตัวหดเล็กลงเหมือนกับเธอ และเป็นศัตรูกับองค์กร

ไม่ต้องพูดถึงชุดสีดำล้วนของพวกเขาเลย มันยิ่งไปกระตุ้นประสาทของแม่หนูโลลิในช่วงเวลาที่เธออ่อนไหวที่สุดอย่างเห็นได้ชัด...

ไฮบาระ ไอ ทนไม่ไหวอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องตายอยู่ดี แล้วทำไมเธอจะต้องมายอมทนฟังคำเยาะเย้ยของไอ้หมอนี่ด้วย? เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้ว่าร่างกายของเธอจะอ่อนแอ แต่น้ำเสียงของเธอกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา “ถ้าแกเยาะเย้ยจนพอใจแล้ว ก็ลงมือทำภารกิจของแกซะสิ แก...”

ฉือเฟยฉือซึ่งถูกสายตาของเธอจับจ้องอย่างเอาเรื่อง: “…”

“แกไม่ใช่สมาชิกระดับล่างใช่ไหม?” ไฮบาระ ไอ จ้องมองฉือเฟยฉือ แม้เธอจะอ่านใจคนไม่ออก แต่เธอก็สัมผัสได้เลือนรางถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของฉือเฟยฉือ และเมื่อประกอบกับความเย็นชาในแววตาของเขา เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเป็นแค่สมาชิกระดับล่างธรรมดาๆ ในองค์กร

หรือเขาจะเป็น... สมาชิกระดับโค้ดเนม? ใครกัน?

“แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก” สีหน้าของไฮบาระ ไอ สงบลง “ลงมือเลยสิ”

คิตากาวะ อาดาจิ งุนงงไปหมด “เอ่อ น้องสาว หนูพูดเรื่องอะไรน่ะ? เดี๋ยวก่อน! คุณฉือ คุณ...”

ฉือเฟยฉืออุ้มไฮบาระ ไอ ขึ้นมาแล้ว มือข้างหนึ่งถือร่ม ส่วนอีกข้างอุ้มเธอไว้ “ก็เธอบอกให้ผมลงมือทำเองนี่”

“ไม่สิ แต่ว่า...” คิตากาวะ อาดาจิ ถึงกับพูดไม่ออก

เธอบอกให้คุณ 'ลงมือ' แล้วคุณก็ 'ลงมือ' จริงๆ เนียน่ะนะ?

“คุณไม่สังเกตเหรอ สภาพร่างกายของเธอไม่ค่อยปกตินะ” ฉือเฟยฉือเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของไฮบาระ ไอ “เธอตัวร้อนจริงๆ ด้วย พาไปโรงพยาบาลดีกว่า”

คิตากาวะ อาดาจิ เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาบ้าง เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาข้อมูล “เดี๋ยวผมดูให้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน... น้องสาว หนูพักอยู่ที่ไหนจ๊ะ? จำเบอร์โทรศัพท์ของคุณพ่อคุณแม่ได้ไหม?”

ไฮบาระ ไอ ชะงักไปชั่วขณะ ดูเหมือนว่าเธอ... จะเข้าใจสองคนนี้ผิดไปงั้นหรือ?

อย่างไรก็ตาม คนขององค์กรอาจจะกำลังค้นหาอยู่แถวนี้ เธอต้องรีบหนีไปให้พ้นจากบริเวณนี้...

“ไม่ได้ ฉันไปไม่ได้...” ไฮบาระ ไอ ใช้มือขวากำแขนเสื้อของฉือเฟยฉือไว้แน่น เงยหน้ามองฉือเฟยฉือด้วยสายตาที่จริงจังอย่างน่ากลัว “ฉันไปโรงพยาบาลไม่ได้!”

ฉือเฟยฉือเข้าใจได้ทันที เธอคงอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอหลบหนีออกมา “งั้นไปที่พักฉันไหม?”

“ไม่!”

“ไม่!”

ไฮบาระ ไอ และคิตากาวะ อาดาจิ พูดขึ้นพร้อมกัน

ไฮบาระ ไอ เงียบไป เธอไม่อยากดึงคนอื่นเข้ามาซวยด้วย

คิตากาวะ อาดาจิ เอ่ยแนะนำอย่างจริงจัง “คุณฉือครับ เวลาที่ได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอกคือถึงแค่ห้าโมงเย็นเท่านั้นนะครับ เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงกว่าๆ คุณต้องกลับแล้วนะครับ พาเธอไปโรงพยาบาลดีกว่า และทางที่ดีควรติดต่อครอบครัวของเธอด้วย ครอบครัวของเธอคงเป็นห่วงแย่ถ้าพบว่าเธอหายตัวไป... น้องสาว หนูจำเบอร์ติดต่อที่บ้านได้ไหม? เอ่อ น้องสาว?”

ฉือเฟยฉือประคองไฮบาระ ไอ ที่หมดสติไปแล้ว “เธอสลบไปแล้วล่ะ”

คิตากาวะ อาดาจิ: “…”

นี่เขาพูดมากเกินไปหรือเปล่านะ?

จบบทที่ บทที่ 3 โลลิกลางสายฝน

คัดลอกลิงก์แล้ว