- หน้าแรก
- ระบบอัปแต้มไร้ขีดจำกัด วิวัฒนาการสู่จุดสูงสุดในวันสิ้นโลก
- บทที่ 44 หายตัว
บทที่ 44 หายตัว
บทที่ 44 หายตัว
บทที่ 44 หายตัว
[เคล็ดวิชาควบคุมขั้นต้น ขั้นชำนาญ -> ขั้นบรรลุ]
[เคล็ดวิชาเสริมพลังขั้นต้น ขั้นชำนาญ -> ขั้นบรรลุ]
...
พลังรบของหวังเย่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจร่วมในวันที่สาม
ตอนที่กลับมารวมตัวกันที่จุดนัดพบ หวังเย่ก็กอบโกยแต้มศักยภาพมาได้เป็นกอบเป็นกำ
ภารกิจค้นหาในตำบลหวังจ้ายเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายเขาและอวี๋สุ่ยชินจึงเริ่มขยับขยายไปค้นหาในพื้นที่เป้าหมายถัดไป นั่นคือหมู่บ้านต้าซู่
"นี่พวกนายข้ามไปสำรวจหมู่บ้านต้าซู่แล้วเหรอ!" ซ่งซู่อี๋ตาโตเท่าไข่ห่าน หันขวับไปมองหวงจื่อรุ่ย
ส่วนอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดทวนยาวสีเงินในมือเงียบๆ แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่กระตุกยิกๆ ก็ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ไม่มิด
"แต่ตำบลฉินอิ่นของพวกเรา เพิ่งจะสำรวจไปได้แค่ครึ่งเดียวเองนะ..." ซ่งซู่อี๋ยัดหมั่นโถวเข้าปาก แล้วเคี้ยวตุ้ยๆ บ่นอุบอิบ "ฉันกับพี่รุ่ยทำงานช้าเป็นเต่าคลานเลยอ่ะ"
ไม่ต้องเอาฉันไปรวมกับเธอเลย! เธอนั่นแหละที่ทำงานช้า!
หวงจื่อรุ่ยได้แต่กู่ร้องอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงทำหน้านิ่ง ก้มหน้าก้มตาขัดอาวุธต่อไปเงียบๆ
"ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามไงจ๊ะ จะได้ค้นหาได้ละเอียดถี่ถ้วนขึ้น ไม่พลาดจุดไหนไปไงล่ะ" อวี๋สุ่ยชินเอ่ยปลอบใจ
แต่ยัยนี่นอกจากจะทำงานช้าแล้ว ยังซุ่มซ่ามและสะเพร่าสุดๆ อีกต่างหาก
ขนาดเดินผ่านห้องใต้ดินที่มีผู้ลี้ภัยซ่อนตัวอยู่ตั้งหลายรอบ ยังมองไม่เห็นเลย... หวงจื่อรุ่ยแอบบ่นในใจ
หวังเย่แอบมองสีหน้าเซ็งโลกของหวงจื่อรุ่ย ถึงรู้ว่าไม่ควร แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ 'คิกๆ' ออกมาเบาๆ
มันให้ความรู้สึกเหมือนแครี่สายแบก ที่ต้องมาจับคู่กับซัปพอร์ตสายไถนาอย่างยาสุโอะไม่มีผิด
หวังเย่เดินเข้าไปตบไหล่หวงจื่อรุ่ยเบาๆ อีกฝ่ายหันมามอง พร้อมกับปั้นรอยยิ้มเจื่อนๆ ตามมารยาทส่งมาให้
แววตาของเขาเหมือนจะบอกว่า: เพื่อนเอ๊ย มีแค่นายคนเดียวแหละที่เข้าใจฉัน
"พกยาฟื้นฟูมาบ้างป่าว ของฉันหมดเกลี้ยงเลยว่ะ" หวังเย่ฉีกยิ้มกว้าง "ถ้าได้รุ่นเอชเอฟสามจะแจ่มมากเลยนะเพื่อน"
หวงจื่อรุ่ย: "..."
...
ตกดึก
บางคนก็เชื่อมต่อเครือข่ายดวงจันทร์เพื่อฝึกฝนวิชาอยู่บนรถ ในขณะที่บางคนก็นอนกรนเสียงดังอ้าปากหวอหมดสภาพกุลสตรี
ส่วนหวังเย่ปลีกตัวออกไปฝึกวิชาอยู่ที่โรงแรมร้างแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับจุดนัดพบ
เคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาวขั้นสมบูรณ์แบบ!
การโคจรพลังแต่ละรอบ ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพัฒนาการของร่างกายที่พุ่งทะยานขึ้นในทุกๆ ด้าน ประสิทธิภาพของมันเหนือกว่าเคล็ดวิชาวิวัฒนาการสุริยันชาดในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด
"อัตราการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายโดยรวม น่าจะเร็วกว่าเคล็ดวิชาวิวัฒนาการสุริยันชาดประมาณ 5 เท่าได้มั้ง" หวังเย่ลองประเมินจากหลอดความคืบหน้าบนหน้าต่างสถานะของเขา
สำหรับนักรบยีนขั้นสาม การฝึกเคล็ดวิชาวิวัฒนาการสุริยันชาดสิบชั่วโมง จะช่วยเพิ่มความคืบหน้าได้ประมาณ 1%
แต่เคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาว กลับเพิ่มได้ถึง 5% เลยทีเดียว
แถมยังเป็นการยกระดับแบบองค์รวมอีกด้วย
เคล็ดวิชาวิวัฒนาการสุริยันชาด จะเน้นไปที่การเพิ่มพลังลมปราณซะเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้มันจะมอบความฟินขั้นสุดยอดแบบผงาดค้ำฟ้าให้ก็เถอะ แต่มันก็ส่งผลเสียต่อการพัฒนาในระยะยาวของนักรบยีนอยู่ดี
ในขณะที่เคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาวนั้น คือการผลัดเปลี่ยนระดับเซลล์ เป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรอบด้านและสมดุล ซึ่งจุดนี้แหละที่เจ๋งสุดๆ
ในขณะเดียวกัน การฝึกเคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาว ก็ยังช่วยดูดซับพลังงานจักรวาล เพื่อขยายขอบเขตของห้วงมิติแห่งจิตสำนึก และยกระดับพลังของสายผู้ใช้พลังพิเศษไปพร้อมๆ กันด้วย
ผลลัพธ์ที่ได้ แทบจะไม่ต่างอะไรกับตอนที่เขาเลื่อนขั้นเป็นนักรบยีนเลย
แต่ด้วยความที่ตอนนี้ ระดับของผู้ใช้พลังพิเศษยังอยู่ที่ขั้นสอง การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดมาก
นอกจากนี้ หวังเย่ยังค้นพบความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ของเคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาวขั้นสมบูรณ์แบบด้วย—
นั่นก็คือ ประสาทสัมผัสและขอบเขตการรับรู้ที่กว้างไกลและแม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
—---------------------------------------------------
สองวันต่อมา
เข้าสู่วันที่ห้าของการปฏิบัติภารกิจร่วม
"พื้นที่เป้าหมายของเรา สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ" หวังเย่หันไปบอกอวี๋สุ่ยชินด้วยรอยยิ้ม
"อืม เราช่วยคนมาได้ตั้งห้าคนแน่ะ" แก้มเนียนใสอมชมพูของอวี๋สุ่ยชินดูเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา ทำเอาหวังเย่แอบอยากจะลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของ 'สเปรย์อาบน้ำแห้ง' ที่เธอว่าดูสักครั้งจริงๆ
พื้นที่ของหมู่บ้านต้าซู่นั้นเล็กกว่าตำบลหวังจ้ายอยู่พอสมควร
ประกอบกับการประสานงานของพวกเขาทั้งคู่ก็เข้าขากันมากขึ้น ภารกิจค้นหาในพื้นที่นี้จึงเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาดไว้
"ป่ะ ไปช่วยทางฝั่งนู้นกันดีกว่า จะได้รีบจบภารกิจแล้วกลับค่ายกันสักที" หวังเย่กดนาฬิกาข้อมือติดต่อหาหวงจื่อรุ่ย
แน่นอนว่าเขาไม่ได้รังเกียจที่จะหาแต้มศักยภาพเพิ่มหรอกนะ
แต่หลังจากที่เขาเลื่อนขั้นเป็นนักรบยีนขั้นสามแล้ว การล่าสัตว์ประหลาดระดับดุร้ายขั้นสูงก็ไม่ได้ให้แต้มโบนัสพิเศษจากการฆ่าข้ามระดับอีกต่อไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยจำนวนมอนสเตอร์ที่ยุ่บยั่บเต็มเขตป่าแบบนี้ สองวันที่ผ่านมา เขาก็กอบโกยแต้มศักยภาพมาได้ทะลุหลักร้อยอย่างง่ายดาย
เขาตั้งใจจะตุนแต้มศักยภาพเอาไว้ก่อน เพื่อเตรียมอัปเกรดระดับขั้นของเคล็ดวิชาวิวัฒนาการละอองดาวในครั้งต่อไป
"อื้ม เอาสิ" อวี๋สุ่ยชินส่งยิ้มหวานปานน้ำผึ้งอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอให้เขา
ระยะเวลาห้าวันที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่เธอมีต่อหวังเย่เพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ และคอยดูแลปกป้องเธอเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาจะเป็นคนรับหน้าและออกโรงฟาดฟันกับพวกมอนสเตอร์ทั้งหมด โดยไม่ยอมให้เธอต้องลงมือให้แปดเปื้อนเลือดเลยสักนิด
เธอรู้ดีว่าทำไมพี่รุ่ยถึงพยายามกีดกันไม่ให้เธอสนิทสนมกับหวังเย่นัก ก็เพราะฐานะทางสังคมของสองครอบครัวมันต่างกันราวฟ้ากับเหว หวังเย่เคยเป็นแค่ผู้ลี้ภัยมาก่อน
แต่เธอไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยสักนิด
ขอแค่ใจตรงกัน ต่อให้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคแค่ไหน เธอก็พร้อมจะสู้ตาย
เอ๊ะ?
ไม่มีคนรับสายแฮะ
หวังเย่จึงเปลี่ยนเป้าหมาย กดติดต่อไปหาซ่งซู่อี๋แทน
"มีอะไรเหรอ" อวี๋สุ่ยชินสังเกตเห็นสีหน้าประหลาดใจของหวังเย่ จึงเอ่ยปากถาม
"ไม่มีใครรับสายเลยสักคน" หวังเย่ครุ่นคิด
"อาจจะกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ" อวี๋สุ่ยชินตั้งข้อสังเกต
"ไปดูให้เห็นกับตาเลยดีกว่า"
...
ณ จุดนัดพบ
บรรดาหัวหน้าทีมฝึกหัดทั้งสี่คน กำลังตั้งวงก๊งเหล้าแกล้มกับแกล้มกันอย่างสบายอารมณ์
"หัวหน้าถง ดูท่าภารกิจร่วมคราวนี้ ค่ายของนายคงจะเสร็จค่ายตะวันออกอีกตามเคยล่ะมั้งเนี่ย" หัวหน้าเฉินจากค่ายใต้เอ่ยปากแซว
"ก็แค่ฟลุกน่ะครับ ฟลุกๆ" หัวหน้าหม่าจวิ้นเจี๋ย สวมแว่นตากันแดดสุดเท่ หัวเราะร่วนรับคำชม
"ไม่เป็นไรน่า ยังไงหน่วยกู้ภัยระดับหัวกะทิของค่ายเราก็คว้าแชมป์ได้บ่อยกว่าอยู่แล้ว" ถงอู่ตีหน้านิ่งตอบกลับ ทันใดนั้น นาฬิกาข้อมือของเขาก็สั่นเตือนขึ้นมา เขากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู "มีเรื่องอะไร"
หม่าจวิ้นเจี๋ย: "..."
คำพูดของถงอู่สะกิดให้นึกถึงฝันร้ายที่ชื่อว่าเซี่ยอู๋กวงขึ้นมาทันที
ค่ายตะวันตกนี่มันเป็นแหล่งรวมพวกตัวประหลาดหรือไงวะเนี่ย!
"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ ถงอู่ ทำไมหน้าเครียดเชียว" หัวหน้าเฉินสังเกตเห็นความผิดปกติ
"ลูกทีมฉันหายตัวไปสองคน" ถงอู่ผุดลุกขึ้นยืน ร่างอันใหญ่โตกำยำของเขาแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนน่าขนลุก "ฉันจะออกไปตามหาพวกเขาก่อน"
"มีอะไรอัปเดตก็ติดต่อมาได้ตลอดนะ" หัวหน้าทีมอีกสามคนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
การเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างปฏิบัติภารกิจ ถือเป็นเรื่องปกติในเขตป่า
อย่างทีมของค่ายตะวันออกก็เพิ่งจะแจ็กพอตแตกเจอสัตว์ประหลาดระดับฝันร้ายไปหมาดๆ โชคดีที่เว่ยเซิ่งเทียนมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ก็เลยเอาตัวรอดมาได้แบบหวุดหวิด
แต่ลูกทีมทั้งสี่คนของหน่วยกู้ภัยค่ายตะวันตก ระดับพลังสูงสุดก็เพิ่งจะแตะแค่นักรบยีนขั้นสองเท่านั้นเอง
...
หมู่บ้านไป๋มู่
ภูมิประเทศส่วนใหญ่รายล้อมไปด้วยเรือกสวนไร่นาและหุบเขาสูงชัน บ้านเรือนปลูกสร้างด้วยอิฐและมุงหลังคากระเบื้อง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตชนบทอย่างชัดเจน
แสงแดดยามเย็นเริ่มสาดส่อง ท้องฟ้าค่อยๆ สลัวลง
"สองคนนั้นน่าจะเกิดเรื่องแล้วล่ะ" หวังเย่หันไปบอกอวี๋สุ่ยชิน "ระวังตัวให้ดีนะ บนภูเขานั่นอาจจะมีสัตว์ประหลาดระดับฝันร้ายซ่อนตัวอยู่ ตอนนี้หัวหน้าถงกำลังรีบตามมาสมทบแล้ว"
ถึงจะไม่อยากยอมรับความจริง แต่การที่ติดต่อทั้งสองคนไม่ได้มาจนป่านนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่พวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย
และสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือการปะทะกับสัตว์ประหลาดระดับฝันร้าย
"อื้อ" สีหน้าของอวี๋สุ่ยชินเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เธอเติบโตมาพร้อมกับพี่รุ่ยตั้งแต่เด็กๆ ความผูกพันของทั้งคู่จึงลึกซึ้งราวกับพี่น้องร่วมสายเลือด
ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย เธอก็ถึงกับช็อกจนทำอะไรไม่ถูก สติหลุดลอยไปหมด
โชคดีที่ยังมีหวังเย่อยู่เคียงข้าง
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าค้นหาไปทั่วบริเวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยไม่ยอมปล่อยให้ร่องรอยใดๆ หลุดรอดสายตาไปได้
แต่ยิ่งค้นหามากเท่าไหร่ ความหวังก็ยิ่งริบหรี่ลงเท่านั้น
หวังเย่รู้ดีว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตของทั้งสองคนก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ต้องใจเย็นๆ ไว้!
เขาต้องตั้งสติให้มั่น! จะมาสติแตกตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
หวังเย่ยืนนิ่งอยู่กลางทางแยกของถนนสายเล็กๆ ในชนบท ทอดสายตามองแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า พยายามรวบรวมความคิดที่กำลังตีกันยุ่งเหยิงในหัว
มันมีบางอย่างผิดปกติ
สมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ คือพวกเขาทั้งสองคนบังเอิญไปเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดระดับฝันร้ายเข้า
ด้วยนิสัยของหวงจื่อรุ่ย เขาจะต้องยอมเสียสละตัวเองเป็นเป้านิ่ง เพื่อถ่วงเวลาให้ซ่งซู่อี๋หนีไปขอความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
แต่จนป่านนี้ ทั้งเขา ชิน และหัวหน้าถง ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากซ่งซู่อี๋เลยสักแอะ!
นั่นก็หมายความว่า พวกเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำ!
เดี๋ยวก่อนนะ
ด้วยนิสัยบ้าบิ่นและเลือดร้อนของซ่งซู่อี๋ ถ้าหวงจื่อรุ่ยสั่งให้เธอหนีไป ยัยนั่นอาจจะตะโกนสวนกลับมาว่า 'พี่รุ่ยคะ จะอยู่ก็อยู่ด้วยกัน จะตายก็ตายด้วยกัน!'
แล้วก็พุ่งหลาวเข้าไปบวกกับมอนสเตอร์พร้อมกับพี่รุ่ยของเธอก็ได้นี่นา...
โอย ปวดหัวโว้ย วิเคราะห์ยากชะมัด
หวังเย่เดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
ภาพเหตุการณ์ของสองแม่ลูกที่เขาช่วยเหลือออกมาจากชุมชนซินเหอ รวมถึงเรื่องราวแปลกประหลาดและน่าสยดสยองที่เขาพบเจอในชุมชนแห่งนั้น ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากๆ ราวกับมีจิ๊กซอว์บางชิ้นที่กำลังจะต่อเข้ากันได้
หรือว่า...
สายตาของหวังเย่ไปสะดุดเข้ากับป้ายบอกทางที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงสี่แยก รูม่านตาของเขาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
เขาพุ่งตัวออกไปข้างหน้าราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากแล่ง
และไปหยุดยืนชะงักอยู่ตรงทางแยกนั้น
บนป้ายบอกทาง มีลูกศรชี้บอกทิศทางไปยังสถานที่สี่แห่ง ทั้งทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ
ประกอบไปด้วย เนินเขาไป๋มู่, หมู่บ้านเหอเจีย, สะพานซั่งหู่ และ—
ภูเขาราชันมังกร!!!
[จบตอน]