เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 290 - จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ?

บทที่ 290 - จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ?

บทที่ 290 - จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ?


บทที่ 290 - จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ?

"พวกผู้คุมกฎ ตายไปถึงสามสิบเก้าคนในเวลาไล่เลี่ยกัน"

ทันทีที่ข่าวนี้หลุดออกมา ผู้ฝึกตนแห่งพันธมิตรดาราทุกคน ณ ที่นั้นต่างก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง

หวังโยวถึงกับมีสีหน้าแปลกประหลาดไปเลย "นี่มันผ่านไปแค่แป๊บเดียวเองนะ พวกผู้คุมกฎตายไปสามสิบเก้าคนเลยงั้นรึ?"

"เมื่อล้านปีก่อน ตอนที่พวกมันไล่กวาดล้างเผ่าพันธุ์นับหมื่น ยอดคนตายของพวกมัน ก็คงจะไม่ได้มากกว่าตัวเลขนี้สักเท่าไหร่หรอกมั้ง?"

หวังโยวยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก เขาตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้มันบานปลายใหญ่โตเกินควบคุมแล้ว

กลุ่มผู้คุมกฎเหล่านี้ ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลก ก็ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาลทันที

ในยุคสมัยนั้น เผ่าพันธุ์นับหมื่นต่างเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มียอดฝีมือปรากฏขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน

ขุมกำลังที่เก่งกาจทรงพลังในยุคนั้น มีมากกว่าเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งห้วงลึกในยุคปัจจุบันหลายเท่าตัวนัก

ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามังกรโบราณ เผ่าหงส์เพลิง เผ่าเงาพราย เผ่าต้อนวิญญาณ เผ่าโลหิต และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกมันก็ล้มตายและบาดเจ็บสาหัสกันไปเป็นเบือ ส่วนพวกที่เหลือรอดก็ทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่ตามดินแดนต้องห้ามต่างๆ เท่านั้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกมาสู่โลกภายนอกเลยสักครั้ง

และก็เป็นเพราะการกวาดล้างครั้งใหญ่ของพวกผู้คุมกฎเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ขั้วอำนาจหลักของจักรวาลที่เปิดเผยตัวตนอยู่ในปัจจุบัน เหลือเพียงเจ็ดตระกูลใหญ่เท่านั้น

แต่ทว่า องค์กรที่แข็งแกร่งจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทานแบบนี้

กลับต้องมาสูญเสียคนไปติดๆ กันถึงสามสิบเก้าคน ภายในระยะเวลาอันสั้นแค่นี้น่ะรึ?!!

นี่มัน จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว?!!

อีกด้านหนึ่ง ชายชราร่างท้วมเองก็มีสีหน้ามึนงงไม่แพ้กัน

คนพวกนี้ คงไม่ได้ตายแบบไร้สาเหตุหรอกกระมัง

เขาแอบปรายตามองหลินหมิงอย่างเงียบๆ แต่กลับพบว่าสีหน้าของหลินหมิงยังคงเรียบเฉย ไม่มีความประหลาดใจหรือตกตะลึงเลยแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น ความคิดสุดแสนจะหลุดโลกก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา

หรือว่าไอ้เจ้านี่ มันรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้น?

กระบี่เล่มนั้น มันทรงพลังอำนาจถึงขั้นนี้เชียวหรือ?

……

ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกตนแห่งพันธมิตรดารากำลังตกตะลึงกับข่าวใหญ่ชิ้นนี้

ทางด้านของผู้เป็นต้นเรื่องอย่างหลิ่วหนาอวิ๋น ในเวลานี้ ก็รู้สึกว่าสมองของตนเองกำลังสับสนวุ่นวายอย่างหนักเช่นกัน

โลกที่เคยสงบสุขมาโดยตลอด เพียงเพราะการบำเพ็ญเพียรของหลินหมิงที่ทะเลอู๋วั่งแค่ครั้งเดียว กลับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน

เริ่มตั้งแต่ผู้นำตระกูลสวี หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ ที่จู่ๆ ก็ตายอย่างเป็นปริศนา

ตามมาด้วยสิ่งมีชีวิตจากดินแดนต้องห้ามอันทรงพลัง ที่ปกติไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น กลับพากันปรากฏตัวขึ้น

ทีแรกเขาคิดว่าสิ่งมีชีวิตจากดินแดนต้องห้ามพวกนี้จะต้องร้ายกาจไร้เทียมทาน แต่ผลสุดท้ายกลับโดนหลินหมิงหั่นเป็นผักปลาจนตายเรียบ

เขาเบิกบานใจได้ยังไม่ทันไร ก็มีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าปรากฏตัวขึ้นมาอีก

และเป้าหมายของคนพวกนี้ ก็ยังคงเป็นหลินหมิงเหมือนเดิม

แต่เรื่องมันดันมาหักมุมตรงที่ว่า ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ หลินหมิงดันหนีตามใครก็ไม่รู้ไปซะงั้น

ทิ้งไว้แค่กระบี่เล่มเดียวให้ดูต่างหน้า

อารมณ์ของเขาดำดิ่งจากจุดสูงสุดลงสู่หุบเหวลึกในพริบตา

แต่ทว่า เขายังไม่ทันได้ซึมเศร้าเสียใจ เขาก็ค้นพบความจริงที่ว่า ขอเพียงแค่กำกระบี่ขึ้นสนิมเล่มนี้เอาไว้ในมือ

ไม่ว่าศัตรูจะเก่งกาจมาจากไหน มันก็กลายเป็นแค่เสือกระดาษ โดนฟันทีเดียวก็ขาดสะบั้นเหมือนเต้าหู้ไปหมด

ที่ทะเลอู๋วั่ง เขาฆ่าพวกมันไปแล้วสิบสามคน

หลังจากออกจากทะเลอู๋วั่งมา ก็มีพวกมันอีกยี่สิบหกคนตามมาหาเรื่องเขา

และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเดิม ทั้งยี่สิบหกคนถูกฟันตายเรียบไม่เหลือซาก...

"น้องชายเอ๋ย เจ้านี่มันเก่งจนเกินคนไปหน่อยแล้วนะ!"

เขามองกระบี่ขึ้นสนิมในมือพลางเอ่ยปากชมเปาะ

แต่ทว่า สิ่งที่เขาชื่นชม ไม่ใช่ตัวกระบี่ แต่เป็นเจ้าของกระบี่ต่างหาก

ตระกูลหลิ่วเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธที่สุดอยู่แล้ว ส่วนหลิ่วหนาอวิ๋นผู้เป็นถึงผู้อาวุโสระดับสูง ก็ถือเป็นปรมาจารย์นักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของตระกูลเลยทีเดียว

เขามองออกทะลุปรุโปร่ง ว่ากระบี่เล่มนี้มันก็แค่กระบี่ธรรมดาๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น

ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ มันเป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่าเลยด้วยซ้ำ

แต่ทว่า บนตัวกระบี่เล่มนี้ กลับมีกลิ่นอายมรรคากระบี่ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่อย่างมหาศาล

หลิ่วหนาอวิ๋นเคยคิดมาตลอดว่าตัวเองประเมินความแข็งแกร่งของหลินหมิงเอาไว้สูงมากแล้ว

แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์ในวันนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะยังประเมินต่ำไปอยู่ดี

ทางด้านหลังของหลิ่วหนาอวิ๋น เจียงจวินเหวยเองก็เพิ่งจะผ่านประสบการณ์อารมณ์สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงมาติดๆ กันเช่นกัน

เขารู้สึกว่าเรื่องราวบ้าบอคอแตกทั้งหมดที่เขาเคยเจอมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร เอามามัดรวมกันยังไม่สู้ความน่าเหลือเชื่อของเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้เลย

"ดูเหมือนว่า เจ้าจะพนันถูกแล้วล่ะนะ"

จู่ๆ เจียงจวินเหวยก็เอ่ยคำนี้ขึ้นมา

ประโยคนี้ เขาตั้งใจพูดกับเจียงเทียนอวี่ผู้เป็นลูกชาย

เจียงเทียนอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะร่วนพลางขยิบตาให้

ฉับพลันนั้น เขาก็นึกถึงคำขอที่จื่อหลิงเคยพูดกับเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมาได้

ยัยเด็กนั่น กล้าดีชะมัดที่คิดอยากจะแต่งงานกับพ่อของเขา

ในสายตาของเขา จื่อหลิงไม่มีคุณสมบัติคู่ควรเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น เรื่องนั้นจึงถูกปล่อยเบลอไปโดยปริยาย

แต่ทว่าตอนนี้ เขาเกิดอยากจะล้อเล่นขึ้นมานิดหน่อย จึงเอ่ยปากพูดว่า "ท่านพ่อ แม้ท่านจะแก่หง่อมไปหน่อย แต่ก็ยังมีเสน่ห์ไม่เบาเลยนะ เมื่อไม่กี่วันก่อน มีลูกน้องของข้าคนหนึ่ง อยากจะแต่งงานกับท่านด้วยล่ะ"

เจียงจวินเหวยเลิกคิ้วขึ้น "ลูกน้องของเจ้านี่ตาแหลมไม่เบาเลยนะ แต่ทว่า ความกล้าของนางก็ออกจะมากเกินไปสักหน่อยล่ะมั้ง"

เจียงเทียนอวี่ถามต่อ "ท่านพ่อไม่อยากรู้หน่อยหรือ ว่านางคือใคร?"

"ช่างเถอะ เจ้าอยากจะบอกก็บอก" เจียงจวินเหวยแบมือสองข้าง "ถ้าไม่อยากบอก ก็ไม่ต้องบอก"

"บอกสิ"

เจียงเทียนอวี่หัวเราะ "ต้องบอกอยู่แล้ว คนผู้นั้น ก็คือนายหญิงแห่งตำหนักซิงอวิ๋นสาขาย่อยคนหนึ่งนั่นแหละ แน่นอนว่าฐานะแค่นี้มันไม่สำคัญอะไร เทียบกับท่านพ่อไม่ได้หรอก แต่ที่สำคัญก็คือ เป็นเพราะนางรายงานเรื่องความพิเศษของหลินหมิงขึ้นมา ข้าถึงได้มีโอกาสไปรู้จักกับเจ้านั่นยังไงล่ะ"

"ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา นางก็นับว่าสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะ" เจียงจวินเหวยพยักหน้ารับ "หากเจ้าไม่มีปัญหาอะไร ข้าก็คิดว่าตกลงตามนั้นได้"

"หืม... ท่านพ่อ ตกลงอะไรกันงั้นหรือ?"

เจียงเทียนอวี่ถึงกับทำหน้าเหวอไปเลยทีเดียว

"ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก ก็เป็นเพราะนางนั่นแหละ เจ้าถึงได้มีโอกาสไปตีสนิทกับหลินหมิง นี่คือรางวัลที่นางสมควรได้รับ ข้ายอมเสียสละตัวเองสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร"

มุมปากของเจียงเทียนอวี่กระตุกยิกๆ เขาจนด้วยคำพูดไปชั่วขณะ

จากนั้นเขาก็แผดเสียงเรียกออกมา "จื่อหลิง ออกมาเถอะ ข้าจัดการเรื่องที่เจ้าร้องขอให้เรียบร้อยแล้ว!"

เขายังพูดไม่ทันจบ และจื่อหลิงก็ยังไม่ทันได้โผล่หน้ามา ก็เห็นเจียงจวินเหวยที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที

เจียงจวินเหวยหันไปด่าลูกชายฉอดๆ "จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ? นางกำลังจะแต่งงานกับข้า เจ้ายังคิดจะทำตัวเป็นเจ้านายนางอีกหรือไง?"

"ห๊า?"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเทียนอวี่ก็แข็งค้างไปในพริบตา

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 290 - จื่อหลิงใช่ชื่อที่เจ้าสมควรเรียกงั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว