- หน้าแรก
- ฝึกกระบี่สามพันปี ออกจากเขาคราวนี้ข้าคือเทพไร้เทียมทาน
- บทที่ 230 - ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าป้ายหยกหนึ่งชิ้นมากนัก
บทที่ 230 - ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าป้ายหยกหนึ่งชิ้นมากนัก
บทที่ 230 - ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าป้ายหยกหนึ่งชิ้นมากนัก
บทที่ 230 - ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าป้ายหยกหนึ่งชิ้นมากนัก
มู่อวิ๋นเสวี่ยดึงสายตากลับมาจากที่ไกลแสนไกล ปรายตามองเยี่ยฉางชิงแล้วเอ่ยว่า "เจ้าคือสหายของผู้ชายคนนั้น มีข้าอยู่ เจ้าก็จะไม่มีวันตาย"
นางเดินออกจากกระท่อมฟาง มุ่งหน้าไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
นางหยิบดาบเล่มใหญ่ออกมาจากแหวนมิติ
ผู้ชายคนนั้นในอดีต ใช้ทั้งกระบี่และดาบ
ภายในส่วนลึกของจิตใจ มู่อวิ๋นเสวี่ยชอบกระบี่มากกว่า แต่นางกลับไม่มีพรสวรรค์ในด้านมรรคากระบี่เลย
ฝึกกระบี่มาเป็นร้อยปี ยังสู้การจับดาบใหญ่เพียงชั่วพริบตา แล้วเกิดความเข้าใจทะลุปรุโปร่งไม่ได้เลย
ของบางอย่าง มันถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
นางจึงไม่ฝืนดันทุรัง
ในเมื่อไร้วาสนาต่อกระบี่ เช่นนั้นก็ฝึกฝนดาบ
ตัวดาบสีแดงคล้ำ มีความกว้างและใหญ่มาก ความยาวของตัวดาบรวมกับด้ามจับ ยาวกว่าหกฉื่อเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเทียบกับดาบใหญ่เล่มนี้แล้ว มู่อวิ๋นเสวี่ยดูตัวเล็กบอบบางไปถนัดตา
ไม่ใช่นางไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนไปใช้ดาบเรียวยาว
ทว่า มีเพียงตอนที่ได้กุมดาบใหญ่เล่มนี้เท่านั้น นางถึงจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจที่ห่างหายไปนาน
คงเป็นเพราะดาบที่ผู้ชายคนนั้นใช้ในอดีต ก็มีขนาดใหญ่โตเช่นนี้กระมัง
...
เฉินซูขยับความคิดเพียงวูบเดียว ก็ค้นพบตำแหน่งของเยี่ยฉางชิงแล้ว
ขณะที่เขากำลังจะลงมือสังหารเยี่ยฉางชิง
กลับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารขุมหนึ่ง พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง
หันขวับไปมอง ก็เห็นกลิ่นอายแสงสว่างอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่องประกายวูบวาบอยู่บนยอดเขาอันห่างไกล
"คนของสำนักมรรคาแสงสว่างรึ"
"ในเมื่อเจ้าคิดจะขัดขวางข้า เช่นนั้นก็จงไปลงนรกพร้อมกับมันซะเถอะ"
วินาทีที่สิ้นเสียงของเขา พลังมรรคาเบญจธาตุก็ถาโถมเข้าใส่มู่อวิ๋นเสวี่ยราวกับคลื่นยักษ์อันเกรี้ยวกราด
พลังมรรคาเบญจธาตุพัดผ่านไปที่ใด สรรพสิ่งล้วนแหลกสลาย ผืนป่าถูกกลืนกินไปในชั่วพริบตา
มรรคาแสงสว่างของมู่อวิ๋นเสวี่ย มีระดับแค่ขั้นเจ็ดเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้ามรรคาเบญจธาตุระดับสมบูรณ์แบบ ก็ไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนชูแขนขวางรถม้า
ไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ได้เลย
เพียงพริบตา พลังมรรคาเบญจธาตุก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ามู่อวิ๋นเสวี่ย ราวกับสัตว์ประหลาดยักษ์
และในวินาทีนั้นเอง มู่อวิ๋นเสวี่ยก็ชูดาบใหญ่ขึ้น แล้วฟาดฟันออกไปอย่างดุดัน
ประกายดาบอันเจิดจรัส สาดส่องไปไกลนับหมื่นลี้
พลังแห่งมรรคาดาบระดับสมบูรณ์แบบ ปะทุออกมาอย่างเต็มที่
พลังมรรคาเบญจธาตุที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง ชะงักงันไปชั่วขณะ
เฉินซูที่คิดว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ จู่ๆ ก็เผยสีหน้าประหลาดใจ "ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักมรรคากระบี่ กลับกลายเป็นผู้ที่ฝึกฝนดาบอย่างนั้นรึ"
"ทว่า เพียงแค่นี้ มันยังไม่พอหรอกนะ"
พลังมรรคาเบญจธาตุ ถูกแบ่งออกเป็นห้าสี ได้แก่ ขาว เขียว ดำ แดง เหลือง
เวลานี้พลังมรรคาเบญจธาตุ ดูเหมือนจะผสมปนเปกันอยู่ แต่แท้จริงแล้วกลับแยกจากกันอย่างชัดเจน
ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวที่เฉินซูขยับความคิด สีเขียวและสีแดงก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ผสมผสานจนเป็นเนื้อเดียว
วินาทีต่อมา บงกชเขียวที่ก่อกำเนิดจากกองเพลิง ก็เบ่งบานขึ้นในพริบตา
พลังแห่งมรรคาดาบ พังทลายลงทันทีที่บงกชเขียวเบ่งบาน
ประกายดาบนับหมื่นลี้ สูญสลายไปในชั่วพริบตา
เฉินซูชี้มือไปที่บงกชเขียว แล้วเอ่ยว่า "ตายซะ"
บนบงกชเขียว เปลวเพลิงและมรรคาพฤกษาหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อเกิดเป็นพลังที่แข็งแกร่งกว่าพลังมรรคาสมบูรณ์แบบทั่วไปมากนัก
ในเสี้ยววินาทีนั้น มันก็พุ่งเข้าใส่มู่อวิ๋นเสวี่ย
แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตความเป็นความตาย ในดวงตาของมู่อวิ๋นเสวี่ยก็ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
นางเพียงแค่รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ที่ไม่อาจปกป้องสำนักมรรคากระบี่แห่งนี้เอาไว้ได้
ทว่าในวินาทีต่อมา นางกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่บริเวณหน้าอก
"นี่มัน ป้ายหยกที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งเอาไว้"
วินาทีที่บงกชเขียวกำลังจะกลืนกินมู่อวิ๋นเสวี่ย ป้ายหยกบริเวณหน้าอกของนางก็ทอแสงเรืองรองออกมา
ทั้งที่ดูอ่อนแสงมากแท้ๆ แต่กลับสามารถต้านทานการโจมตีของบงกชเขียวเอาไว้ได้
"หืม ป้ายหยกชิ้นนี้" เฉินซูขมวดคิ้ว
ในเมื่อตัดสินใจลงมือแล้ว เขาจึงไม่อยากเสียเวลา
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าพลังที่แผ่ออกมาจากป้ายหยกชิ้นนี้ จะสามารถต้านทานการโจมตีของเขาไว้ได้
...
ณ จุดใดจุดหนึ่งบนห้วงอวกาศ
หลินหมิงกำลังโดยสารเรือเหาะ ทะลวงมิติด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าไปยังสำนักมรรคากระบี่
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีสิ่งของบางอย่างในตัวส่งความร้อนออกมา
เพียงชั่วพริบตา หลินหมิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าของชิ้นนั้นคืออะไร
"หินรูปหัวใจก้อนนี้น่ะรึ"
สิ่งที่ส่งความร้อนออกมาจากตัวของหลินหมิง ก็คือหินรูปหัวใจที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งเอาไว้
วินาทีที่หลินหมิงหยิบหินรูปหัวใจออกมา ค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา
"นี่มัน จะส่งข้าไปที่ไหนกัน"
ด้วยความคุ้นเคยกับผู้ชายคนนั้นในช่วงที่ผ่านมา แม้หมอนี่จะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ในบางครั้ง แต่ก็ไม่มีทางคิดร้ายต่อเขาอย่างแน่นอน
หลินหมิงลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในนั้น
...
เฉินซูมองดูป้ายหยกที่ทอแสงเรืองรอง
สีหน้าไม่อาจปกปิดความประหลาดใจเอาไว้ได้
ทว่า เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หากมองดูให้ดี ป้ายหยกชิ้นนี้มีรอยร้าวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ความสว่างของแสงคุ้มครองไม่สม่ำเสมอ
ในเมื่อการหลอมรวมมรรคาเพียงสองสายไม่สามารถทำลายป้ายหยกได้ เช่นนั้นก็หลอมรวมมันซะสามสายเลยสิ
ท่ามกลางสีเขียวและสีแดง เขาได้เติมสีดำแห่งมรรคาวารีลงไป
บนบงกชเขียวที่ก่อกำเนิดจากกองเพลิง ปรากฏหยดของเหลวสีดำเพิ่มขึ้นมาหลายหยด จากนั้นของเหลวก็ไหลจากบนลงล่าง อาบย้อมไปทั่วทั้งบงกชเขียว
บงกชเขียวแปรสภาพเป็นบงกชดำ กลิ่นอายความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
เฉินซูใช้นิ้วชี้ออกไป "จงแหลกสลายไปซะ"
ภายใต้การควบคุมของเฉินซู บงกชดำก็พุ่งกระแทกเข้าใส่จุดที่อ่อนแอที่สุดของแสงคุ้มครองอย่างแม่นยำ
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง...
"เพล้ง"
เมื่อบงกชดำกระแทกเป็นครั้งที่สี่ แสงคุ้มครองก็แตกกระจายไปในทันที
ใบหน้าของเฉินซูกลับมาเยือกเย็นดังเดิม เขาไม่อยากจะเปลืองน้ำลายกับมู่อวิ๋นเสวี่ยอีกต่อไป
"จบกันแค่นี้แหละ ตายซะ"
น้ำเสียงของเฉินซู ที่ทั้งแหบพร่าและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แฝงไปด้วยความหนาวเหน็บถึงขีดสุด
ราวกับว่าคำพูดของเขา คือคำพิพากษาชี้ขาด
วินาทีที่สิ้นคำพูดของเขา บงกชดำก็พุ่งกระแทกเข้าใส่มู่อวิ๋นเสวี่ยอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานี
มู่อวิ๋นเสวี่ยยิ้มขื่น "ป้ายหยกของเจ้า แตกซะแล้ว"
ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่นางห่วงใย ไม่ใช่ความเป็นความตายของตนเอง แต่เป็นป้ายหยกที่ผู้ชายคนนั้นเคยรอมอบให้
ทว่าในตอนนั้นเอง น้ำเสียงอันคุ้นเคยก็ดังเข้าหูนาง
"ชีวิตของเจ้า สำคัญกว่าป้ายหยกหนึ่งชิ้นมากนัก"
จิตใจของมู่อวิ๋นเสวี่ยสั่นสะท้าน เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าบงกชดำที่ทำให้นางสิ้นหวัง ได้อันตรธานหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
เหลือเพียงร่างในชุดดำ ที่สะพายกระบี่ยาวไว้เบื้องหลัง ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
[จบแล้ว]