- หน้าแรก
- ราชันย์หมื่นอสูร
- บทที่ 140 - นายน้อยเจ้าเมืองอวิ๋นเหย่
บทที่ 140 - นายน้อยเจ้าเมืองอวิ๋นเหย่
บทที่ 140 - นายน้อยเจ้าเมืองอวิ๋นเหย่
บทที่ 140 - นายน้อยเจ้าเมืองอวิ๋นเหย่
ซูเยว่เซียนเบิกตากว้าง
นางเห็นเพียงว่าบิดา ซูเจิ้งหลง และมารดา เหมยเสี่ยวฟาง ท่ามกลางการอารักขาของเหล่าทหารเมืองอวิ๋นเหย่ กำลังเดินผ่านประตูเมืองเข้ามา และตรงกลางขบวนยังมีรถม้าอยู่คันหนึ่ง คนที่อยู่ข้างในย่อมต้องเป็นซูเยว่ซี น้องสาวของนางอย่างแน่นอน
บนใบหน้าของซูเยว่เซียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ข้าสั่งห้ามพวกเขามิใช่หรือ
แล้วเหตุใดพวกเขาถึงยังดึงดันจะมาร่วมงานประลองใหญ่อวิ๋นโจวอีก
ไม่ได้ ข้าต้องไล่พวกเขากลับไปให้ได้ มิฉะนั้นผลที่ตามมามันจะเลวร้ายเกินกว่าจะรับไหว
ทว่าในขณะที่ซูเยว่เซียนกำลังจะเคลื่อนไหว ก็มีน้ำเสียงเยือกเย็นดังขึ้นที่ข้างหู "ตัวแทน ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้โกหก ครอบครัวของเจ้าเดินทางมาถึงเมืองอวิ๋นโจวแล้วจริงๆ"
ซูเยว่เซียนสะท้านไปทั้งร่างอีกครา นางหันขวับไปมองด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ก็พบกับร่างทะมึนของชายวัยกลางคน
เขาคือหัวหน้าองค์กรนักฆ่าที่นางสังกัดอยู่ รหัสลับ "กุ้ยเจี้ยน" และยังเป็นองครักษ์อันดับหนึ่งข้างกายคุณชายผู้สูงศักดิ์ เขาคือตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่บรรลุถึงขอบเขตสวรรค์และเข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วน
เขาถึงกับแอบสะกดรอยตามนางมา คาดว่าคงเป็นความตั้งใจของคุณชายผู้สูงศักดิ์เป็นแน่
"กลับไปคิดให้ดี ว่าจะสังหารผู้ใด คืนนี้เราจะลงมือกัน"
กุ้ยเจี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ซูเยว่เซียนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ภายในใจมีเพียงความสิ้นหวังสุดบรรยาย
ตอนนั้นเอง กุ้ยเจี้ยนเห็นซูเยว่เซียนยืนนิ่งอึ้ง จึงเอ่ยถามอย่างเชื่องช้า "ทำไม หรือว่าเจ้าอยากจะลงมือตอนนี้เลย"
ซูเยว่เซียนดึงสติกลับมาทันที นางรีบเบือนหน้าหนี พยายามข่มอารมณ์ให้สงบแล้วเอ่ย "ข้าเพียงแค่อยากจะดูให้แน่ใจอีกสักหน่อย ว่าคนใดสมควรตายที่สุดต่างหาก"
พูดจบ นางก็ค่อยๆ ยกผ้าคลุมหน้าขึ้นมาสวม แล้วปล่อยให้ขบวนของซูเจิ้งหลงและพวกเดินผ่านไป
ภายในใจของนางร้อนรุ่มดั่งไฟสุม พยายามคิดหาทางส่งข่าวให้ซูเจิ้งหลงรู้ตัว
ทว่ากุ้ยเจี้ยนกลับจ้องมองนางอยู่ไม่ห่าง ซูเยว่เซียนจึงไม่อาจหาโอกาสได้เลย...
พอดีกับที่รถม้าแล่นผ่านหน้านางไป เสียงของซูเยว่ซี น้องสาวของนางก็ดังลอดออกมาจากด้านใน "พี่จิ้ง ท่านหิวหรือไม่ นี่เป็นขนมที่ข้าทำเองกับมือ ท่านลองชิมดูสิ"
แววตาของซูเยว่เซียนไหววูบ พี่จิ้ง ย่อมเป็นบุรุษของซูเยว่ซี น้องสาวของนางเป็นแน่
ตอนที่กลับบ้านคราวก่อน ซูเยว่เซียนก็รู้แล้วว่าซูเยว่ซีมีบุรุษคู่ใจแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยพบหน้ากัน
จากนั้น นางก็ได้ยินซูเยว่ซีเอ่ยต่อ "พี่จิ้ง พวกเราแต่งงานกันมาสองเดือนแล้ว ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าลงมือทำอาหารให้ท่านทาน ข้านี่ช่างบกพร่องต่อหน้าที่ภรรยาจริงๆ"
สิ้นประโยคนั้น รถม้าก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปเรื่อยๆ
เมื่อพวกเขาจากไปไกล กุ้ยเจี้ยนก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "คิดออกแล้วหรือยัง ว่าจะสังหารผู้ใด"
ซูเยว่เซียนขบเม้มริมฝีปากแน่น นางพยักหน้า "อืม คิดออกแล้ว"
กล่าวจบ ซูเยว่เซียนก็หันหลังเดินจากไปด้วยท่าทีเย็นชา กลืนหายไปในความมืดมิดของถนน
บนรถม้าที่แล่นออกไปไกล ซือคงจิ้งกำลังเคี้ยวขนมที่ซูเยว่ซีป้อนให้อย่างมีความสุข จู่ๆ เขาก็หันขวับกลับไปมอง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"พี่จิ้ง มีอะไรหรือ" ซูเยว่ซีเอ่ยถาม
ซือคงจิ้งดึงสายตากลับมา ส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่มีอะไร บางทีข้าอาจจะสัมผัสผิดไปเอง"
ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางเบา ทว่ามันกลับเจือปนไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขาจึงปล่อยผ่านไปก่อน
"พี่จิ้ง ตอนนี้ท่านต้องแสร้งทำเป็นคนพิการเส้นลมปราณขาดสะบั้น ผู้ครองอวิ๋นโจวจะมองไม่ออกจริงๆ หรือ"
ใบหน้าของซูเยว่ซีฉายแวววิตกกังวล สาเหตุที่พวกเขานั่งรถม้ามา ย่อมไม่ใช่เพื่อวางมาดใหญ่โต ทว่าในสายตาของผู้ครองอวิ๋นโจว ซือคงจิ้งก็คือคนป่วยหนักที่เส้นลมปราณขาดสะบั้น ตันเถียนถูกทำลาย
เขาจะมาขี่ม้าอย่างองอาจผ่าเผยได้อย่างไร ส่วนซูเยว่ซีก็ต้องมาคอยดูแลซือคงจิ้งอยู่บนรถม้า
"วางใจเถอะ ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าซางนี้ คนที่จะมองออกมีไม่เกินสามคนหรอก" ซือคงจิ้งแย้มยิ้มปลอบประโลม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเยว่ซีจึงค่อยคลายความกังวลลงได้บ้าง
ผ่านไปอีกสองเค่อ อาหู่ก็เข้ามารายงาน "น้องซือคง ถึงที่พักที่เมืองอวิ๋นโจวจัดเตรียมไว้ให้พวกเราแล้ว"
ในเมื่อพวกเขามาเพื่อเข้าร่วมงานประลองใหญ่อวิ๋นโจว ทางเมืองอวิ๋นโจวย่อมต้องจัดเตรียมที่พักไว้ให้ตัวแทนจากแต่ละเมืองอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้เจ้าเมืองจากทุกเมืองก็ต้องเดินทางมาประชุมหารือเกี่ยวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอวิ๋นโจวด้วย
แน่นอนว่า เจ้าเมืองอวิ๋นเหย่ตายไปแล้ว คนที่มาในครั้งนี้จึงมีเพียงคนของซือคงจิ้งเท่านั้น
อย่างเช่นอาหู่และเหล่าจาง ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้สวมชุดนายทหารระดับล่างอีกต่อไป แต่สวมชุดองครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองอย่างเต็มยศ
ที่พักของพวกเขาคือเรือนหลังใหญ่
ทว่าทันทีที่ทุกคนก้าวเข้าสู่เรือน ซือคงจิ้งและซูเยว่ซียังไม่ทันได้ก้าวลงจากรถม้า ก็มีเสียงตะโกนด่าทอดังแว่วมา "พวกเจ้าไม่ใช่ตงครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองที่ข้ารู้จักเลยสักคน สรุปแล้วท่านพ่อของข้าตายอย่างไรกันแน่"
ทั่วทั้งเรือนตกอยู่ในความเงียบสงัด ซือคงจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงมือซูเยว่ซีลงจากรถม้า
เขาเห็นเพียงชายหนุ่มรูปร่างท้วมยืนอยู่กลางเรือน
ข้างกายเขามีผู้คุ้มกันอยู่หลายคน ชายหนุ่มผู้นี้กำลังเดือดดาลสุดขีด ดวงตาทั้งสองข้างราวกับมีไฟพ่นออกมา
ตอนนั้นเอง อาหู่ก็กระซิบข้างหูซือคงจิ้ง "เขาคือต้วนฉุน บุตรชายของต้วนเฉิงซาน เขาคืออัจฉริยะอีกคนที่จะเป็นตัวแทนของเมืองอวิ๋นเหย่เข้าร่วมงานประลองใหญ่อวิ๋นโจว เขาติดตามผู้หลักผู้ใหญ่มาศึกษาและฝึกฝนวิชาอยู่ที่เมืองอวิ๋นโจวตลอด"
ซือคงจิ้งพยักหน้ารับรู้
เรื่องการตายของต้วนเฉิงซานนั้น ตอนที่ทูตแซ่หลานเดินทางไปที่เมืองอวิ๋นเหย่ อาหู่และเหล่าจางก็ได้รายงานขึ้นไปแล้ว โดยอ้างว่าเขาตายตอนที่โจรป่าบุกโจมตีเมือง การที่ต้วนฉุนจะล่วงรู้เรื่องนี้ในตอนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
ทว่าเนื่องจากผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเมือง ล้วนถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกควบคุมตัวไว้หมดแล้ว
ต้วนฉุนก็ไม่ได้กลับไปที่เมืองอวิ๋นเหย่ เขาจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วต้วนเฉิงซานตายด้วยน้ำมือของซือคงจิ้ง ทว่าถึงแม้เขาจะยังไม่แน่ใจนัก แต่เขาก็ยังคงคลางแคลงใจเกี่ยวกับการตายของบิดาอยู่ดี
โดยเฉพาะตอนนี้ เมื่อเห็นว่าองครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองที่มาด้วย ล้วนเป็นคนแปลกหน้า เขาก็ยิ่งโมโหร้ายเข้าไปใหญ่
"ไอ้พวกสวะ ทำไมไม่ตอบคำถามข้า" ต้วนฉุนเห็นทุกคนเงียบกริบ ก็ยิ่งแผดเสียงตะโกนอย่างเหลืออด
ซือคงจิ้งหันไปสั่งอาหู่ "จัดการไปส่งๆ เถอะ"
แม้ต้วนเฉิงซานจะสมควรตาย ทว่าบุตรชายของเขาไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วย ซือคงจิ้งย่อมไม่ดึงครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
อาหู่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าไปหาพลางเอ่ย "นายน้อยเจ้าเมืองต้วน ช่างน่าเสียดายที่เพิ่งจะได้แจ้งให้ท่านทราบ ท่านเจ้าเมืองสิ้นชีพไปพร้อมกับการบุกโจมตีของโจรป่า องครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองทุกคนก็ล้วนพลีชีพในสนามรบกันหมดแล้ว"
เพียะ
สิ้นคำพูดของอาหู่ ต้วนฉุนก็ตบหน้าอาหู่อย่างจัง อาหู่ที่ไม่ทันระวังตัวถึงกับโดนตบหน้าหัน
พริบตานั้น อาหู่ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ชิ้ง
วินาทีต่อมา ทหารที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองทุกคนก็ชักอาวุธออกมาพร้อมเพรียงกัน ชี้ปลายดาบไปที่ต้วนฉุน
ทว่าต้วนฉุนคือใคร เขาคือนายน้อยเจ้าเมือง ตอนที่อยู่เมืองอวิ๋นเหย่ เขาคือลูกผู้ดีมีเงินที่เสเพลที่สุด ไม่รู้จักคำว่าเกรงกลัวเลยสักนิด เขาแผดเสียงร้องลั่น "พวกเจ้าจะก่อกบฏหรืออย่างไร"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็จ้องเขม็งไปที่ซูเยว่ซีซึ่งใช้ผ้าพันคอขนหนูบินหลิวอวิ๋นปกปิดใบหน้าเอาไว้
"เจ้าคงจะเป็นนังอัปลักษณ์ซูเยว่ซีสินะ"
"อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ตระกูลซูของพวกเจ้านั่นแหละที่รวมหัวกันฆ่าท่านพ่อของข้า"
"หลังจากเสร็จสิ้นการคัดเลือกที่เมืองอวิ๋นเหย่ ท่านพ่อของข้าก็บอกไว้แล้ว ว่าคนตระกูลซูของพวกเจ้าล้วนสมควรตาย พวกเจ้าทำให้เขาต้องเสื่อมเสียเกียรติ ดังนั้นพวกเจ้าจึงร่วมมือกับทหารยาม สังหารท่านพ่อและองครักษ์ประจำตัวเจ้าเมืองจนหมดสิ้น"
ต้วนฉุนแผดเสียงด่าทอซูเยว่ซีอย่างเกรี้ยวกราด
เห็นได้ชัดว่าหลังจากจบการคัดเลือกที่เมืองอวิ๋นเหย่ ต้วนเฉิงซานได้ส่งจดหมายไปหาต้วนฉุนบุตรชายของเขา เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในการคัดเลือกให้ฟัง ซ้ำยังให้คำมั่นสัญญาในจดหมายว่าจะส่งหญิงงามไปให้เขาอีกด้วย
แน่นอนว่าหญิงงามที่ว่านั้นหมายถึงซูเยว่ซี ทว่าต้วนเฉิงซานไม่ได้ระบุชื่อแซ่ในจดหมาย เพียงแต่บอกว่าจะให้ของขวัญชิ้นพิเศษแก่เขา
ด้วยเหตุนี้ ต้วนฉุนจึงยังไม่รู้ว่าซูเยว่ซีกลับมามีรูปโฉมงดงามดั่งเดิมแล้ว
ในความทรงจำของเขา ซูเยว่ซียังคงเป็นสตรีที่อัปลักษณ์ที่สุดในอวิ๋นโจว ที่ถูกจับคู่ให้แต่งงานตามพระราชโองการอยู่ดี
[จบแล้ว]