- หน้าแรก
- ยอดระบบผู้สร้างเส้นทางการฝึกฝน
- บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น
บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น
บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น
“รองหัวหน้า คนคนนี้คือใคร?”
“เขาคนนี้เหรอ เขาคือสมาชิกตัวจริงน่ะ” เหล่าโฉวพูดด้วยรอยยิ้ม
เขาตั้งใจสร้างศัตรูให้ฉันชัด ๆ
พลสำรองหน้าใหม่เหล่านี้เพิ่งเข้าร่วมหน่วยรบพิเศษ อย่างมากก็แค่สองสามเดือน อย่างน้อยอาจจะไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ
และพวกเขาก็เป็นเพียงพลสำรองที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกตัวจริงเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้พอได้ยินว่าคนที่มีหน้าตาบ้าน ๆ แถมดูไม่มีพลังพิเศษอะไรเลยกลับเป็นสมาชิกตัวจริง นั่นทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
หากเป็นใครสักคนในหมู่พวกเขาที่โดดเด่นขึ้นมา พวกเขาอาจจะไม่รู้สึกไม่พอใจขนาดนี้
แต่ภาพลักษณ์ของซูเสี่ยวไป๋ที่ดูเหมือนพลเรือนทั่วไป แถมยังไม่มีกลิ่นอายของพลังพิเศษใด ๆ แผ่ออกมาเลย
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่อาจยอมรับได้
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่งก็ก้าวออกมาขวางทางซูเสี่ยวไป๋และเหล่าโฉวเอาไว้
“รองหัวหน้า ผมอยากทราบว่า มาตรฐานการพิจารณาสมาชิกตัวจริงของหน่วยรบพิเศษเราคืออะไรครับ” ชายหนุ่มผมเกรียนถามอย่างเดือดดาล
เหล่าโฉวยิ้มกว้างมองชายหนุ่มผมเกรียน “การได้รับการยอมรับจากฉันหรือหัวหน้าคนใดคนหนึ่ง ก็สามารถเป็นสมาชิกตัวจริงได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าเขาเป็นคนที่คุณยอมรับงั้นเหรอครับ?”
ชายหนุ่มผมเกรียนถามอย่างไม่พอใจ คำพูดของเขาทำให้บรรดาพลสำรองทุกคนรู้สึกว่า ซูเสี่ยวไป๋ที่อยู่ตรงหน้านี้เข้ามาได้เพราะเส้นสาย
“จะพูดให้ถูกคือ เขาเป็นคนที่ทั้งฉันและหัวหน้าต่างก็ยอมรับ”
เหล่าโฉวยังคงสร้างศัตรูให้ซูเสี่ยวไป๋ต่อไป
คำพูดนี้ทำให้ชายหนุ่มผมเกรียนแทบคลั่ง เขาถือเป็นระดับหัวกะทิในหมู่พลสำรอง
เป้าหมายของเขาในตอนนี้คือการเป็นคนแรกที่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้า
แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
“ผมอยากจะ...”
“ฉันยอมแพ้” ซูเสี่ยวไป๋พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ลังเล
จะท้าดวลใช่ไหม คิดว่าฉันไม่กล้ายอมแพ้เหรอ ฉันจะยอมแพ้ให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ
เหล่าโฉวกุมขมับ ถ้าซูเสี่ยวไป๋มีความกล้าเพียงครึ่งหนึ่งของไอ้เด็กพวกนี้
ไม่สิ ขอแค่มีความกล้าและความกระหายในการต่อสู้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในสิบของเด็กพวกนี้ก็พอแล้ว
บรรดาเด็กใหม่ต่างก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก นี่เหรอสมาชิกตัวจริง?
ถ้าจะแข่งเรื่องความหน้าหนา พวกเขาแพ้ราบคาบ
ซูเสี่ยวไป๋ทำหน้าอมทุกข์ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง
ซูเสี่ยวไป๋หันไปมองเหล่าโฉว “เหล่าโฉว ฉันว่าพวกเขาคู่ควรกับตำแหน่งสมาชิกตัวจริงมากกว่าฉันซะอีก”
“ไปเถอะ ไปหาหัวหน้ากัน”
เหล่าโฉวรู้สึกว่า ขืนปล่อยให้ซูเสี่ยวไป๋อยู่กับเด็กใหม่พวกนี้ต่อไปล่ะก็ คำพูดของเขาคงจะหมดความน่าเชื่อถือแน่นอน
เวลานี้ลู่เริ่นกำลังปรึกษาแผนการป้องกันเมืองไท่ยงกับอู่เย่อยู่
เมื่อเห็นเหล่าโฉวพาซูเสี่ยวไป๋เข้ามา ลู่เริ่นก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที
“เสี่ยวไป๋ ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมา ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ”
“หัวหน้า ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ แต่ฉันถูกบังคับมาต่างหาก”
“ฉันไม่ได้บังคับนายนะ” ลู่เริ่นยิ้มร่ามองซูเสี่ยวไป๋
“หัวหน้า ถึงแม้ฉันจะมาที่นี่ แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ถ้าหากเจอวิกฤตที่ต้านทานไม่ได้จริงๆ ฉันจะหนีเป็นคนแรกแน่นอน”
ซูเสี่ยวไป๋พูดขึ้น อู่เย่ขมวดคิ้ว ส่วนเหล่าโฉวและลู่เริ่นต่างทำหน้าประมาณว่ารู้อยู่แล้ว
คนแบบนี้เหมาะที่จะเป็นสมาชิกหน่วยรบพิเศษจริง ๆ เหรอ?
“อีกอย่าง ฉันจะไม่ยอมออกไปสู้รบนอกเมืองเด็ดขาด ฉันไม่มีพละกำลังขนาดนั้น และไม่มีความกล้าขนาดนั้นด้วย”
ลู่เริ่นและเหล่าโฉวยังคงพยักหน้าให้ราวกับเป็นเรื่องปกติ
“ฉันไม่ต้องการให้นายออกไปนอกเมือง และส่วนใหญ่ฉันก็อนุญาตให้นายทำงานเดิมของนายต่อไปได้” ลู่เริ่นกล่าว
“เฉพาะในเวลาที่ฉันต้องการ นายถึงจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของฉัน”
ซูเสี่ยวไป๋ตกลงตามเงื่อนไขของลู่เริ่น พร้อมกับเสนอความต้องการของตัวเองต่อ
“ตอนกลางวันฉันจะไม่มาที่นี่นะ ฉันยังมีงานวิจัยที่ต้องทำ ส่วนตอนพลบค่ำฉันจะไปทำงานแบกหามต่อ ถ้ามีธุระอะไรก็ไปหาฉันที่ไซต์งานได้เลย”
“ได้” ลู่เริ่นพยักหน้า
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ” ซูเสี่ยวไป๋พูด
“หัวหน้า คนคนนั้นคือ?”
“เขาคือสมาชิกที่ถูกเกณฑ์มาทำงานชั่วคราวในปฏิบัติการเด็ดหัวครั้งก่อนน่ะ พอภารกิจเสร็จเขาก็ลาออกไป”
“เขาไม่ใช่สมาชิกหน่วยรบพิเศษที่ผ่านการฝึกฝนแบบมืออาชีพ แต่ความสามารถและการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าของเขานับว่ายอดเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ”
อู่เย่พยักหน้าดูจากท่าทางของซูเสี่ยวไป๋แล้ว เขาสามารถมองออกได้ทันทีว่าซูเสี่ยวไป๋มีท่าทีและทัศนคติที่แตกต่างจากคนที่จบมาจากวิทยาลัยโดยสิ้นเชิง
เขาก็เชื่อในการตัดสินใจของลู่เริ่นและเหล่าโฉวนะ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกเคลือบแคลงในตัวซูเสี่ยวไป๋อยู่ดี
เขามีมาตรฐานของตัวเอง ถึงยังไงตอนอยู่เมืองฉางเฟิง เขาก็เคยรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ และมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก
ในสายตาของเขา ซูเสี่ยวไป๋ไม่มีอะไรดีเลย คนนอกแบบนี้ไม่ควรจะมาเป็นสมาชิกตัวจริงของหน่วยรบพิเศษเลยด้วยซ้ำ
นายนี่มีคุณสมบัติอะไรกันแน่ถึงได้ทำให้เหล่าโฉวและลู่เริ่นเชื่อมั่นขนาดนี้?
คนแบบนี้ในสนามรบจะไม่ใช่กำลังรบ แต่จะเป็นภาระเสียมากกว่า
และในเวลานี้ ภาระคนนั้นก็กำลังเผชิญกับการถูกล้อมจากบรรดาเด็กใหม่
ซูเสี่ยวไป๋มองดูเด็กใหม่พวกนี้อย่างจนปัญญา
“พวกนายจะเอาอะไรจากฉันอีก? ฉันก็ยอมแพ้ไปแล้ว พวกนายยังจะไม่ปล่อยฉันไปอีกเหรอ?”
“นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนที่ยอมแพ้หรอกนะ ถ้ายอมแพ้จริง ๆ ก็จงลาออกจากตำแหน่งสมาชิกตัวจริงซะ” ชายหนุ่มผมเกรียนพูดขึ้น
ซูเสี่ยวไป๋สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และพูดอย่างจริงจัง “ที่นี่มีแบบฟอร์มใบลาออกจากหน่วยรบพิเศษไหม เอามาให้ฉันกรอกทีสิ”
ชายหนุ่มผมเกรียนชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนวิธีนี้จะเข้าท่าแฮะ
ซูเสี่ยวไป๋เบ้ปาก เป็นเด็กใหม่จริงๆ หลอกง่ายชะมัด
ซูเสี่ยวไป๋ไม่ได้กะจะมาที่ฐานทัพอยู่แล้ว ต่อให้มาแล้วถูกท้าดวล ก็จะไม่รับคำท้าหรอก
เขาไม่ใช่สายต่อสู้ เขาคือสายเทคนิคแบกอิฐต่างหาก
ทันใดนั้นชายหนุ่มผมเกรียนก็เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของซูเสี่ยวไป๋
“ไม่ได้! วันนี้นายต้องรับคำท้าดวลจากฉัน”
ซูเสี่ยวไป๋กลอกตา ต้องรับ? ใครเป็นคนกำหนด?
ต่อให้เป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดคำนี้หรอกนะ
“ไอ้ผมเกรียน ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันมีโรคประจำตัวร้ายแรง ทั้งร่างกายและจิตใจไม่ปกติอย่างยิ่ง”
“ถ้านายกล้าหาเรื่องฉันล่ะก็ ฉันจะลงไปนอนดิ้นให้ดูตอนนี้เลย นายเตรียมโทรไปบอกที่บ้านไว้ได้เลย ว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายให้ฉันได้เท่าไร”
“ก็แค่จ่ายเงินค่าเสียหายเองไม่ใช่เหรอ”
ซูเสี่ยวไป๋มองไอ้ผมเกรียน เด็กคนนี้รวยขนาดนั้นเลยเหรอ?
แค่ประโยคสั้น ๆ เรียบ ๆ กลับเผยให้เห็นถึงความอู้ฟู่ของเขา น่าอิจฉาชะมัด... เมื่อไหร่ตัวเองจะอู้ฟู่แบบนี้บ้างนะ
เอาเป็นว่าเดี๋ยวพอมันลงมือ เขาก็จะเนียนลงไปนอน แล้วเรียกค่าทำขวัญจากบ้านมันสักหน่อย
ในขณะที่ซูเสี่ยวไป๋กำลังคิดว่าจะรีดไถเงินจากชายหนุ่มผมเกรียนอย่างไรดีนั้น ชายหนุ่มผมเกรียนก็คิดจะลงมือกับซูเสี่ยวไป๋โดยตรง
“ฉันจะให้เวลานายเตรียมตัวสามนาที” น้ำเสียงของซูเสี่ยวไป๋พลันเปลี่ยนเป็นโอหังอย่างยิ่ง
“ฉันไม่ต้องการ”
“ไม่ นายต้องการ” ซูเสี่ยวไป๋กล่าว
ชายหนุ่มผมเกรียนพยักหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายคิดว่าเขาต้องการเวลาเตรียมตัวสามนาที
งั้นก็ใช้เวลาสามนาทีนี้ปรับสภาวะจิตใจก็แล้วกัน
ชายหนุ่มผมเกรียนหลับตาลงเงียบ ๆ ปล่อยให้อารมณ์เข้าสู่สภาวะตื่นตัว
ทว่าในตอนนั้นเอง เพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พลันตะโกนขึ้นมา “อาผิง หมอนั่นหนีไปแล้ว!”
[จบบท]