เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น

บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น

บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น


“รองหัวหน้า คนคนนี้คือใคร?”

“เขาคนนี้เหรอ เขาคือสมาชิกตัวจริงน่ะ” เหล่าโฉวพูดด้วยรอยยิ้ม

เขาตั้งใจสร้างศัตรูให้ฉันชัด ๆ

พลสำรองหน้าใหม่เหล่านี้เพิ่งเข้าร่วมหน่วยรบพิเศษ อย่างมากก็แค่สองสามเดือน อย่างน้อยอาจจะไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ

และพวกเขาก็เป็นเพียงพลสำรองที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกตัวจริงเลยด้วยซ้ำ

ตอนนี้พอได้ยินว่าคนที่มีหน้าตาบ้าน ๆ แถมดูไม่มีพลังพิเศษอะไรเลยกลับเป็นสมาชิกตัวจริง นั่นทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

หากเป็นใครสักคนในหมู่พวกเขาที่โดดเด่นขึ้นมา พวกเขาอาจจะไม่รู้สึกไม่พอใจขนาดนี้

แต่ภาพลักษณ์ของซูเสี่ยวไป๋ที่ดูเหมือนพลเรือนทั่วไป แถมยังไม่มีกลิ่นอายของพลังพิเศษใด ๆ แผ่ออกมาเลย

สิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่อาจยอมรับได้

ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่งก็ก้าวออกมาขวางทางซูเสี่ยวไป๋และเหล่าโฉวเอาไว้

“รองหัวหน้า ผมอยากทราบว่า มาตรฐานการพิจารณาสมาชิกตัวจริงของหน่วยรบพิเศษเราคืออะไรครับ” ชายหนุ่มผมเกรียนถามอย่างเดือดดาล

เหล่าโฉวยิ้มกว้างมองชายหนุ่มผมเกรียน “การได้รับการยอมรับจากฉันหรือหัวหน้าคนใดคนหนึ่ง ก็สามารถเป็นสมาชิกตัวจริงได้แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าเขาเป็นคนที่คุณยอมรับงั้นเหรอครับ?”

ชายหนุ่มผมเกรียนถามอย่างไม่พอใจ คำพูดของเขาทำให้บรรดาพลสำรองทุกคนรู้สึกว่า ซูเสี่ยวไป๋ที่อยู่ตรงหน้านี้เข้ามาได้เพราะเส้นสาย

“จะพูดให้ถูกคือ เขาเป็นคนที่ทั้งฉันและหัวหน้าต่างก็ยอมรับ”

เหล่าโฉวยังคงสร้างศัตรูให้ซูเสี่ยวไป๋ต่อไป

คำพูดนี้ทำให้ชายหนุ่มผมเกรียนแทบคลั่ง เขาถือเป็นระดับหัวกะทิในหมู่พลสำรอง

เป้าหมายของเขาในตอนนี้คือการเป็นคนแรกที่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้า

แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“ผมอยากจะ...”

“ฉันยอมแพ้” ซูเสี่ยวไป๋พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ลังเล

จะท้าดวลใช่ไหม คิดว่าฉันไม่กล้ายอมแพ้เหรอ ฉันจะยอมแพ้ให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ

เหล่าโฉวกุมขมับ ถ้าซูเสี่ยวไป๋มีความกล้าเพียงครึ่งหนึ่งของไอ้เด็กพวกนี้

ไม่สิ ขอแค่มีความกล้าและความกระหายในการต่อสู้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในสิบของเด็กพวกนี้ก็พอแล้ว

บรรดาเด็กใหม่ต่างก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก นี่เหรอสมาชิกตัวจริง?

ถ้าจะแข่งเรื่องความหน้าหนา พวกเขาแพ้ราบคาบ

ซูเสี่ยวไป๋ทำหน้าอมทุกข์ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง

ซูเสี่ยวไป๋หันไปมองเหล่าโฉว “เหล่าโฉว ฉันว่าพวกเขาคู่ควรกับตำแหน่งสมาชิกตัวจริงมากกว่าฉันซะอีก”

“ไปเถอะ ไปหาหัวหน้ากัน”

เหล่าโฉวรู้สึกว่า ขืนปล่อยให้ซูเสี่ยวไป๋อยู่กับเด็กใหม่พวกนี้ต่อไปล่ะก็ คำพูดของเขาคงจะหมดความน่าเชื่อถือแน่นอน

เวลานี้ลู่เริ่นกำลังปรึกษาแผนการป้องกันเมืองไท่ยงกับอู่เย่อยู่

เมื่อเห็นเหล่าโฉวพาซูเสี่ยวไป๋เข้ามา ลู่เริ่นก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที

“เสี่ยวไป๋ ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมา ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ”

“หัวหน้า ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ แต่ฉันถูกบังคับมาต่างหาก”

“ฉันไม่ได้บังคับนายนะ” ลู่เริ่นยิ้มร่ามองซูเสี่ยวไป๋

“หัวหน้า ถึงแม้ฉันจะมาที่นี่ แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ถ้าหากเจอวิกฤตที่ต้านทานไม่ได้จริงๆ ฉันจะหนีเป็นคนแรกแน่นอน”

ซูเสี่ยวไป๋พูดขึ้น อู่เย่ขมวดคิ้ว ส่วนเหล่าโฉวและลู่เริ่นต่างทำหน้าประมาณว่ารู้อยู่แล้ว

คนแบบนี้เหมาะที่จะเป็นสมาชิกหน่วยรบพิเศษจริง ๆ เหรอ?

“อีกอย่าง ฉันจะไม่ยอมออกไปสู้รบนอกเมืองเด็ดขาด ฉันไม่มีพละกำลังขนาดนั้น และไม่มีความกล้าขนาดนั้นด้วย”

ลู่เริ่นและเหล่าโฉวยังคงพยักหน้าให้ราวกับเป็นเรื่องปกติ

“ฉันไม่ต้องการให้นายออกไปนอกเมือง และส่วนใหญ่ฉันก็อนุญาตให้นายทำงานเดิมของนายต่อไปได้” ลู่เริ่นกล่าว

“เฉพาะในเวลาที่ฉันต้องการ นายถึงจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของฉัน”

ซูเสี่ยวไป๋ตกลงตามเงื่อนไขของลู่เริ่น พร้อมกับเสนอความต้องการของตัวเองต่อ

“ตอนกลางวันฉันจะไม่มาที่นี่นะ ฉันยังมีงานวิจัยที่ต้องทำ ส่วนตอนพลบค่ำฉันจะไปทำงานแบกหามต่อ ถ้ามีธุระอะไรก็ไปหาฉันที่ไซต์งานได้เลย”

“ได้” ลู่เริ่นพยักหน้า

“งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ” ซูเสี่ยวไป๋พูด

“หัวหน้า คนคนนั้นคือ?”

“เขาคือสมาชิกที่ถูกเกณฑ์มาทำงานชั่วคราวในปฏิบัติการเด็ดหัวครั้งก่อนน่ะ พอภารกิจเสร็จเขาก็ลาออกไป”

“เขาไม่ใช่สมาชิกหน่วยรบพิเศษที่ผ่านการฝึกฝนแบบมืออาชีพ แต่ความสามารถและการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าของเขานับว่ายอดเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ”

อู่เย่พยักหน้าดูจากท่าทางของซูเสี่ยวไป๋แล้ว เขาสามารถมองออกได้ทันทีว่าซูเสี่ยวไป๋มีท่าทีและทัศนคติที่แตกต่างจากคนที่จบมาจากวิทยาลัยโดยสิ้นเชิง

เขาก็เชื่อในการตัดสินใจของลู่เริ่นและเหล่าโฉวนะ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกเคลือบแคลงในตัวซูเสี่ยวไป๋อยู่ดี

เขามีมาตรฐานของตัวเอง ถึงยังไงตอนอยู่เมืองฉางเฟิง เขาก็เคยรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ และมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก

ในสายตาของเขา ซูเสี่ยวไป๋ไม่มีอะไรดีเลย คนนอกแบบนี้ไม่ควรจะมาเป็นสมาชิกตัวจริงของหน่วยรบพิเศษเลยด้วยซ้ำ

นายนี่มีคุณสมบัติอะไรกันแน่ถึงได้ทำให้เหล่าโฉวและลู่เริ่นเชื่อมั่นขนาดนี้?

คนแบบนี้ในสนามรบจะไม่ใช่กำลังรบ แต่จะเป็นภาระเสียมากกว่า

และในเวลานี้ ภาระคนนั้นก็กำลังเผชิญกับการถูกล้อมจากบรรดาเด็กใหม่

ซูเสี่ยวไป๋มองดูเด็กใหม่พวกนี้อย่างจนปัญญา

“พวกนายจะเอาอะไรจากฉันอีก? ฉันก็ยอมแพ้ไปแล้ว พวกนายยังจะไม่ปล่อยฉันไปอีกเหรอ?”

“นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนที่ยอมแพ้หรอกนะ ถ้ายอมแพ้จริง ๆ ก็จงลาออกจากตำแหน่งสมาชิกตัวจริงซะ” ชายหนุ่มผมเกรียนพูดขึ้น

ซูเสี่ยวไป๋สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และพูดอย่างจริงจัง “ที่นี่มีแบบฟอร์มใบลาออกจากหน่วยรบพิเศษไหม เอามาให้ฉันกรอกทีสิ”

ชายหนุ่มผมเกรียนชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนวิธีนี้จะเข้าท่าแฮะ

ซูเสี่ยวไป๋เบ้ปาก เป็นเด็กใหม่จริงๆ หลอกง่ายชะมัด

ซูเสี่ยวไป๋ไม่ได้กะจะมาที่ฐานทัพอยู่แล้ว ต่อให้มาแล้วถูกท้าดวล  ก็จะไม่รับคำท้าหรอก

เขาไม่ใช่สายต่อสู้ เขาคือสายเทคนิคแบกอิฐต่างหาก

ทันใดนั้นชายหนุ่มผมเกรียนก็เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของซูเสี่ยวไป๋

“ไม่ได้! วันนี้นายต้องรับคำท้าดวลจากฉัน”

ซูเสี่ยวไป๋กลอกตา ต้องรับ? ใครเป็นคนกำหนด?

ต่อให้เป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดคำนี้หรอกนะ

“ไอ้ผมเกรียน ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันมีโรคประจำตัวร้ายแรง ทั้งร่างกายและจิตใจไม่ปกติอย่างยิ่ง”

“ถ้านายกล้าหาเรื่องฉันล่ะก็ ฉันจะลงไปนอนดิ้นให้ดูตอนนี้เลย นายเตรียมโทรไปบอกที่บ้านไว้ได้เลย ว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายให้ฉันได้เท่าไร”

“ก็แค่จ่ายเงินค่าเสียหายเองไม่ใช่เหรอ”

ซูเสี่ยวไป๋มองไอ้ผมเกรียน เด็กคนนี้รวยขนาดนั้นเลยเหรอ?

แค่ประโยคสั้น ๆ เรียบ ๆ กลับเผยให้เห็นถึงความอู้ฟู่ของเขา น่าอิจฉาชะมัด... เมื่อไหร่ตัวเองจะอู้ฟู่แบบนี้บ้างนะ

เอาเป็นว่าเดี๋ยวพอมันลงมือ เขาก็จะเนียนลงไปนอน แล้วเรียกค่าทำขวัญจากบ้านมันสักหน่อย

ในขณะที่ซูเสี่ยวไป๋กำลังคิดว่าจะรีดไถเงินจากชายหนุ่มผมเกรียนอย่างไรดีนั้น ชายหนุ่มผมเกรียนก็คิดจะลงมือกับซูเสี่ยวไป๋โดยตรง

“ฉันจะให้เวลานายเตรียมตัวสามนาที” น้ำเสียงของซูเสี่ยวไป๋พลันเปลี่ยนเป็นโอหังอย่างยิ่ง

“ฉันไม่ต้องการ”

“ไม่ นายต้องการ” ซูเสี่ยวไป๋กล่าว

ชายหนุ่มผมเกรียนพยักหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายคิดว่าเขาต้องการเวลาเตรียมตัวสามนาที

งั้นก็ใช้เวลาสามนาทีนี้ปรับสภาวะจิตใจก็แล้วกัน

ชายหนุ่มผมเกรียนหลับตาลงเงียบ ๆ ปล่อยให้อารมณ์เข้าสู่สภาวะตื่นตัว

ทว่าในตอนนั้นเอง เพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พลันตะโกนขึ้นมา “อาผิง หมอนั่นหนีไปแล้ว!”

[จบบท]

จบบทที่ บทที่ 30 โปรดเรียกฉันว่าซูสายเผ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว