- หน้าแรก
- ปั้นฝันในปี 1980 จากคนธรรมดาสู่ยอดศิลปิน
- บทที่ 90 - อยากไปรับลมกับเธอ
บทที่ 90 - อยากไปรับลมกับเธอ
บทที่ 90 - อยากไปรับลมกับเธอ
บทที่ 90 - อยากไปรับลมกับเธอ
"น้องเล็ก!"
"พี่!"
นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาซ่งถังถัง และช่วยเธอถือกระเป๋าเดินทางใบนั้น เขาคนนี้ก็คือซ่งเยว่หมิน พี่ชายแท้ๆ ของซ่งถังถังนั่นเอง
"เหนื่อยไหมเนี่ย เดินทางมาไกล?"
"ไม่เหนื่อยค่ะ"
ทั้งคู่พูดคุยกันพลางเดินออกไปนอกชานชาลา
เมื่อออกจากสถานีและขึ้นรถจี๊ปทหาร ซ่งเยว่หมินก็สตาร์ทรถและขับหายลับไปในความมืดมิดยามราตรี
ในตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว รถบนถนนมีน้อยมาก ซ่งเยว่หมินจึงพูดกับซ่งถังถังที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับว่า "น้องเล็ก กลับไปแล้วก็นอนพักผ่อนให้เต็มที่นะ พรุ่งนี้ไม่ต้องรีบตื่นเช้าล่ะ ตอนเย็นพี่กับพี่สะใภ้จะเลี้ยงข้าวต้อนรับการกลับมาของเธอเอง"
"ไม่ค่ะพี่ พรุ่งนี้หนูมีธุระ ต้องรีบตื่นแต่เช้าค่ะ"
"ธุระอะไรกัน? จะไปหาลูกพี่ลูกน้องเหรอ? เขาปิดเทอมฤดูร้อนกลับปักกิ่งไปแล้วนะ"
"ไม่ใช่ค่ะพี่ หนูขอยืมรถคันนี้ของพี่หน่อยนะคะ" ซ่งถังถังกล่าว
"น้องเล็ก เธออยากจะไปหาใครกันแน่?"
"พี่ไม่ต้องมาสนใจเรื่องของหนูหรอกน่า... ยังไงหนูก็ไม่ไปหาคนเลวแน่นอนค่ะ!"
ซ่งเยว่หมินหันไปมองซ่งถังถังด้วยความสงสัย เห็นเธอกำลังฮัมเพลงออกมาเบาๆ ในใจเขาก็รู้สึกบางอย่าง
ครั้งนี้น้องเล็กกลับมา ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ?
ทางด้านฟางหมิงหัวที่ฟาดฟันอยู่บนโต๊ะไพ่นกกระจอกมาทั้งคืน จนฟ้าเกือบสว่างถึงได้จบการต่อสู้ลง
เขาชนะ และชนะได้เงินมาหนึ่งหยวนห้าเหมา
"คนชนะต้องเป็นเจ้ามือน้า" เจี่ยผิงวายิ้มเย้า
ก็ได้...
ทั้งสี่คนเดินออกจากแฟลต ไปที่ร้านอาหารข้างทาง แต่ละคนสั่งซุปเผ็ดลูกชิ้นเนื้อและขนมปังไส้เนื้อ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นหนึ่งหยวนสองเหมาและคูปองอาหารสี่เหลี่ยง
ลองคำนวณดูแล้ว วุ่นวายมาทั้งคืนแทบจะไม่ได้เงินสักแดงเดียวเลยนะเนี่ย
เรื่องชนะได้เงินน่ะไม่สำคัญหรอก ที่ทำไปก็เพื่อความสนุกเท่านั้นเอง
แต่ก็นะ มันเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ
ฟางหมิงหัวขี่จักรยานโซซัดโซเซกลับไปที่หน่วยงาน ล้างหน้าล้างตาเล็กน้อยแล้วรีบกระโดดขึ้นเตียงนอน และเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ในฝันเขายังฝันว่าตัวเองกำลังกวาดเงินบนโต๊ะไพ่นกกระจอก เงินปึกใหญ่มีปีกบินเข้ามาหาเขา และมันยังเป็นธนบัตรใบละร้อยหยวนที่ยังไม่มีใช้ในยุคสมัยนี้อีกด้วย!
รวยแล้ว!
ฟางหมิงหัวกำลังจะยื่นมือออกไปรับ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงคนเรียกตนเอง จนต้องตื่นขึ้นมาจากความฝันทันที
"พี่หมิงหัว! พี่ฟางหมิงหัว!"
เสียงที่ดังมาจากหน้าประตูคือเสียงของจางเป่าฝู
จะตะโกนเรียกอะไรกันแต่เช้าขนาดนี้เนี่ย?!
ทำเอาฝันหวานพังทลายหมดเลย
ฟางหมิงหัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่เต็มใจนัก ขี้เกียจแม้แต่จะสวมเสื้อ เขาจึงสวมแค่กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ เดินหาวหวอดๆ ไปเปิดประตู
ทันทีที่เปิดประตูเขาก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ เพราะด้านหลังของจางเป่าฝูยังมีทหารหญิงผู้งดงามคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
ซ่งถังถัง!
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ!" ซ่งถังถังทักทาย
"อรุณ...สวัสดิ์" ฟางหมิงหัวทักทายตอบ เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังเปลือยท่อนบนอยู่ดูจะไม่สุภาพเอาเสียเลย เขาจึงรีบพูดว่า "รอสักครู่นะครับ"
เขาวิ่งกลับเข้าห้องไปสวมเสื้อลายทางทหารเรือ แล้วถึงค่อยเชิญหญิงสาวเข้ามาข้างใน
ซ่งถังถังเดินเข้ามาในห้อง และมองดูไปรอบๆ
อืม แม้จะสู้หอพักในกองทัพไม่ได้ แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี
แน่นอนว่ากองหนังสือจำนวนมหาศาลบนชั้นหนังสือดึงดูดสายตาของเธอ เธอจึงหยิบขึ้นมาเปิดอ่านเล่นๆ หนึ่งเล่ม
"คุณกลับมาเยี่ยมบ้าน หรือว่ามีการแสดงที่ซีจิงครับ?" ฟางหมิงหัวถาม
"กลับมาเยี่ยมบ้านค่ะ"
"กลับมาเมื่อไหร่ครับ?"
"เมื่อคืนค่ะ"
"เมื่อคืน?!"
เมื่อเห็นสีหน้าของฟางหมิงหัวที่ดูประหลาดใจเล็กน้อย ในใจของซ่งถังถังก็รู้สึกเอียงอายอยู่บ้าง แต่ภายนอกเธอยังคงท่าทีที่สง่าผ่าเผย "ครั้งนั้นที่พระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ฉันเคยบอกไว้ว่าถ้ากลับมาแล้วจะพาคุณไปขับรถเล่นน่ะค่ะ"
"ได้ครับ ถ้างั้นรอสักครู่นะครับ... ผมขออนุญาตไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน" ฟางหมิงหัวกล่าว
ซ่งถังถังวางหนังสือกลับคืนบนชั้น เดินออกจากห้องมายังลานบ้านเล็กๆ และยืนชื่นชมความงามของดอกกุหลาบหลายต้นที่กำลังเบ่งบานอยู่ริมกำแพง
ฟางหมิงหัวล้างหน้าแปรงฟัน และรีบเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาว จากนั้นถึงค่อยเดินออกจากห้องไปพร้อมกับซ่งถังถัง
ระหว่างทาง คนในกองบรรณาธิการต่างพากันมองพวกเขาสองคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันไป ซ่งถังถังยังคงวางตัวได้อย่างสง่างามและเปิดเผย
เมื่อออกจากประตูหน่วยงาน ฟางหมิงหัวก็เห็นรถจี๊ปสีเขียวติดป้ายทะเบียนทหารคันหนึ่ง
เขาจำได้ว่า เมื่อวันปีใหม่เมื่อปีก่อน ซ่งถังถังเคยขับรถคันนี้มารับจ้าวหงจวินที่กำลังเมาอยู่ที่ห้องรักษาความปลอดภัย
ทั้งคู่ขึ้นรถ ซ่งถังถังก็ถามต่อว่า "คุณยังไม่ได้ทานข้าวใช่ไหมคะ?"
"ทานมาแล้วครับ เพิ่งจะมาง่วงจนทนไม่ไหวเลยขอนอนต่ออีกนิดนึงน่ะครับ" ฟางหมิงหัวยิ้มตอบ
"ฉันเองก็ทานมาแล้วเหมือนกัน ถ้างั้นพวกเราจะไปที่ไหนกันดีคะ?"
"เอาเป็นว่า ออกไปนอกเมืองก่อนดีไหมครับ?"
"ได้ค่ะ งั้นพวกเราไปเที่ยวที่โหลวกวานไถกันเถอะ ที่นั่นตอนฤดูร้อนอากาศเย็นสบายดีค่ะ"
ซ่งถังถังขับรถมุ่งหน้าไปทางใต้ผ่านประตูหยงหนิงเหมิน ตรงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินสาย 108 มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาฉินหลิ่ง
ตอนอยู่ในเมืองเธอขับค่อนข้างช้า แต่พอเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินรถเริ่มน้อยลง เธอจึงเร่งความเร็วขึ้นทันที ขับมุ่งหน้าไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็วราวกับลมพัด
"ช้าลงหน่อยครับ" ฟางหมิงหัวเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อย
เมื่อเขามองดูเข็มไมล์ที่หน้าปัดมันพุ่งไปเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว
"วางใจเถอะค่ะ ตอนอยู่ที่ชายแดนภาคใต้ รถบรรทุกยี่ห้อเจี่ยฟางคันใหญ่ๆ ฉันยังเคยขับมาแล้วเลย ทางบนเขาน่ะทั้งคดเคี้ยวและลาดชันกว่านี้อีกนะคะ" หญิงสาวยิ้มแล้วพูดต่อ "ฉันระมัดระวังอยู่น่า"
ยังดีที่ในสมัยนี้รถบนถนนมีไม่มากนัก และบนทางหลวงแผ่นดินยิ่งน้อยลงไปอีก ฟางหมิงหัวจึงค่อยๆ วางใจลงได้บ้าง
ซ่งถังถังกำลังขับรถ เส้นผมที่สวยงามของเธอปลิวไสวไปตามลมยามเช้า ฟางหมิงหัวหันไปมองเธอเล็กน้อย ดวงตาที่เป็นประกายและฟันที่ขาวสะอาด ทำให้เขารู้สึกว่าเธอดูเหมือนนางเอกในหนังเรื่องหนึ่ง
แต่เขานึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ลมเย็นยามฤดูร้อนพัดผ่านใบหน้าทำให้รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก ไม่นานเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป
ซ่งถังถังอารมณ์ดีมาก เธอขับรถพลางฮัมเพลงไปพลาง ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่าฟางหมิงหัวที่นั่งอยู่ข้างๆ นิ่งเงียบไป พอหันไปมองถึงได้เห็นว่าเขาคอพับพิงพนักเก้าอี้หลับไปเสียแล้ว!
เจ้าหมอนี่...
ซ่งถังถังชะลอความเร็วรถลง และขับไปบนทางหลวงแผ่นดินอย่างช้าๆ
โหลวกวานไถตั้งอยู่ที่เชิงเขาด้านเหนือของเทือกเขาฉินหลิ่ง เป็นสถานที่กำเนิดของวัฒนธรรมลัทธิเต๋า ข้อดีที่สุดของที่นี่คืออากาศในช่วงฤดูร้อนที่เย็นสบายมาก ซ่งถังถังขับรถไปจอดที่เชิงเขา และในตอนนี้ฟางหมิงหัวก็ตื่นขึ้นพอดี
"ถึงแล้วเหรอครับ?" ฟางหมิงหัวลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ แล้วเดินลงจากรถตามซ่งถังถังไป
"เมื่อคืนคุณโต้รุ่งเขียนงานเหรอคะ?" ซ่งถังถังถามขึ้น
ช่างน่าอายจริงๆ เลยแฮะ
แต่ฟางหมิงหัวก็เลือกที่จะตอบความจริง "เปล่าครับ ผมนั่งเล่นไพ่นกกระจอกยันสว่างกับพี่ลู่เหยาและพี่เจี่ยผิงวาน่ะครับ"
"เอ๊ะ?"
"ช่วยไม่ได้ครับ ผมโดนบังคับ" ฟางหมิงหัวจึงเล่าเรื่องการตั้งสมาคมวรรณกรรมเมื่อคืนอย่างย่อๆ แล้วปิดท้ายด้วยการเล่นไพ่นกกระจอกยันสว่าง
"ไม่คิดเลยนะคะว่านักเขียนชื่อดังอย่างพวกเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน" ซ่งถังถังดูจะประหลาดใจเล็กน้อย
"นักเขียนก็เป็นคนเหมือนกันครับ ต่างก็มีกิเลสตัณหาและความกังวลใจส่วนตัวกันทั้งนั้นแหละ" ฟางหมิงหัวยิ้มตอบ
"แล้วคุณล่ะคะ มีเรื่องกังวลใจอะไรบ้างไหม?" หญิงสาวเอียงคอถามเขา
"ตอนนี้ยังไม่มีครับ"
"อืม... ฉันเองก็ไม่มีเหมือนกัน!"
"แต่คุณอยู่ที่ชายแดนภาคใต้น่ะมันค่อนข้างอันตรายนะ"
"ก็มีบ้างนิดหน่อยค่ะ คุณเป็นห่วงเหรอคะ?"
"ครับ"
ซ่งถังถังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ
"ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาไปเดินเที่ยวโหลวกวานไถ ข้างหน้านั่นก็คือลานบรรยายธรรมค่ะ..." ซ่งถังถังชี้ไปที่อาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา
โหลวกวานไถในยุคแปดสิบกับในอนาคตนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยเฉพาะอาคารหลักอย่างลานบรรยายธรรม หรือถ้ำมงคล...
ซ่งถังถังเดินเที่ยวไปพลางแนะนำให้ฟางหมิงหัวฟังไปพลาง
ตลอดทั้งวัน ซ่งถังถังขับรถพางฟางหมิงหัวเดินเที่ยวไปรอบๆ เชิงเขาเทือกเขาฉินหลิ่ง จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งคู่ถึงได้เดินทางกลับเข้าสู่ซีจิง
"พรุ่งนี้พวกเราไปเดินเที่ยวในเมืองกันนะคะ แต่คราวนี้ฉันจะไม่เอารถไปแล้วนะ" ซ่งถังถังพูดขณะส่งฟางหมิงหัวลงที่หน้าประตูหน่วยงาน
เฮ้อ...
ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวที่ชอบสวมเครื่องแบบทหารและไม่ชอบแต่งหน้าแต่งตาเพียงใด สุดท้ายทุกคนก็ยังชอบการเดินเที่ยวอยู่ดีนั่นแหละ
แต่ในวันต่อมาความปรารถนาของเธอก็ไม่เป็นจริง เพราะตั้งแต่เช้าตรู่ก็มีคนมาหาเขาถึงที่เสียก่อน
(จบแล้ว)