- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 808 เกือบกลายเป็นมหาโจรในวันดูตัวครั้งแรก
บทที่ 808 เกือบกลายเป็นมหาโจรในวันดูตัวครั้งแรก
บทที่ 808 เกือบกลายเป็นมหาโจรในวันดูตัวครั้งแรก
“แน่นอนสิ แทบจะไม่ได้ลองดี ๆ ด้วยซ้ำ แค่สวมทับดูพอเห็นว่าขนาดพอดีก็ซื้อเลย กลัวว่าคนอื่นจะแย่งซื้อไปก่อน ตัดสินใจเด็ดขาดมาก” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ บรรยากาศการแย่งกันซื้อตรงหน้าเคาน์เตอร์เมื่อกี้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขา
ถึงได้บอกไงว่าการดูไลฟ์สดขายเสื้อผ้ามักจะทำให้เกิดการซื้อแบบวู่วาม ภาพนางแบบใส่กับภาพลูกค้าใส่จริงมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เสื้อผ้าตัวเดียวกัน คนอื่นใส่ก็ยากที่จะใส่ออกมาแล้วดูดีเหมือนเซี่ยเหยาใส่จริง ๆ
ทั้งรูปร่างและบุคลิก ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา แฟนเขาหน้าตาดีแถมหุ่นดีแบบนี้นี่แหละ
“ปีใหม่ใส่สีแดงแล้วดูเป็นมงคล ทุกคนก็เลยชอบซื้อสีแดงกันน่ะสิ” เซี่ยเหยาถือกล่องใบหนึ่งยื่นไปตรงหน้าโจวเยี่ยน พูดยิ้ม ๆ “ขอบคุณสหายโจวเยี่ยนที่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นะ ฉันก็เลยซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้คุณคู่หนึ่ง”
“รองเท้าผ้าใบกีฬาเฟยเย่ว์เหรอ? คุณแอบไปซื้อมาตอนไหนเนี่ย?” โจวเยี่ยนรับกล่องรองเท้ามา ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจนิด ๆ
“ตอนที่ซื้อรองเท้าให้โม่โม่เมื่อกี้ฉันก็เล็งเอาไว้แล้วล่ะ ตอนที่คุณพาโม่โม่ไปจ่ายค่าเสื้อผ้า ฉันก็เลยแวะไปซื้อมา” เซี่ยเหยาตอบ
“โอ้โฮ ซื้อรองเท้าผ้าใบดีขนาดนี้ให้ผมเลยเหรอ! ผมไปดูมาตั้งหลายรอบแล้ว แต่ก็ตัดใจซื้อไม่ลงสักที” โจวเยี่ยนเปิดกล่องรองเท้าดู รองเท้าผ้าใบพิมพ์ลายลูกศรสีแดงน้ำเงิน ดูสวยกว่ารองเท้าเจี่ยฟ่างเยอะเลย แถมเวลาใส่ปกติก็ต้องสบายกว่ารองเท้าหนังแน่นอน
รองเท้าคู่นี้ราคาตั้งหกหยวน แพงกว่ารองเท้าเจี่ยฟ่างตั้งสองหยวนกว่า ถ้ามองในแง่การใช้งาน มันก็เป็นรองเท้าผ้าใบพื้นยางเหมือนกัน โจวเยี่ยนเปลี่ยนรองเท้าเจี่ยฟ่างมาหลายคู่แล้ว แต่ก็ยังตัดใจซื้อรองเท้าผ้าใบแบบนี้ไม่ลงจริงๆ
เซี่ยเหยายิ้มหวานบอก “คุณชอบวิ่ง รองเท้าคู่นี้ใส่สบายกว่ารองเท้าเจี่ยฟ่างนะ ไว้เดี๋ยวฉันไปฮ่องกง จะส่งรองเท้าผ้าใบพื้นนิ่มมาให้ คุณจะได้ไม่เจ็บเข่าเวลาวิ่งเยอะ ๆ”
“คู่นี้ก็ดีมากแล้วล่ะ ผมจะใส่อย่างดีเลย ขอบคุณสหายเซี่ยเหยานะ! ผมชอบมาก” โจวเยี่ยนมองกล่องรองเท้า แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรองเท้าจากแฟน ถ้าไม่ติดว่าการเปลี่ยนรองเท้ากลางถนนมันไม่ค่อยสะดวก เขาคงอยากจะลองเปลี่ยนดูเดี๋ยวนี้เลย
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณชอบก็ดีแล้ว” รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเหยายิ่งดูสดใสมากขึ้นไปอีก
ทั้งสามคนหิ้วเสื้อผ้าชุดใหม่ ถุงเล็กถุงน้อยพะรุงพะรังเดินออกมาจากห้างสรรพสินค้า
การจับจ่ายใช้สอยทำให้คนเราอารมณ์ดีได้จริง ๆ โดยเฉพาะการได้ใช้เงินเพื่อคนที่เรารักมากที่สุด ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้มีความสุขยิ่งกว่าการใช้เงินซื้อของให้ตัวเองซะอีก นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ก่อนหน้านี้โจวเยี่ยนก็ยังซื้อพวกเมล็ดแตงโม ลูกอม ถั่วต่าง ๆ แล้วก็ซื้อถาดใส่ผลไม้สวย ๆ มาอีกสองใบจากห้างสรรพสินค้าด้วย
ก็ช่วงปีใหม่นี่นา มีแขกมาเยือนก็ต้องมีของว่างวางต้อนรับบนโต๊ะ จะมานั่งคุยสัพเพเหระกันปากเปล่าก็คงไม่ได้
ด้านหลังฝั่งข้างของรถมอเตอร์ไซค์มัดตะกร้าสะพายหลังใบเล็กเอาไว้ใบหนึ่ง โจวเยี่ยนเอาพวกของกระจุกกระจิกใส่ลงไปในนั้น
“เกอเกอ! หนูจะนั่งข้างหน้า หนูชอบรับลม” โจวโม่โม่ดึงหมวกหัวเสือของตัวเองลงมาปิดหู แล้วก็พันผ้าพันคอเพิ่มอีกรอบ จนเหลือแค่ดวงตาสองข้างโผล่ออกมา พูดเสียงอู้อี้ “แบบเน้ก็ม่ายหนาวแว้ว”
“ได้สิ งั้นให้หนูนั่งข้างหน้านะ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางย่อตัวลงไปช่วยรูดซิปเสื้อให้เธอ แล้วก็เอาขากางเกงยัดเข้าไปในถุงเท้ายาว
“ถุงมือจ้ะ” เซี่ยเหยาล้วงเอาถุงมือขนาดเล็กที่เจ้าตัวน้อยถอดออกไปก่อนหน้านี้ออกมาจากกระเป๋า สวมให้เธอเรียบร้อย แล้วก็เอาแขนเสื้อยัดเข้าไปในถุงมือ เพื่อให้แน่ใจว่าลมจะไม่พัดเข้าไปในแขนเสื้อของเธอ
“เกอเกอ พี่เหยาเหยา~ หนูรู้สึกว่าหนูมีความสุขมากเลยน้า!” โจวโม่โม่มองดูคนสองคนที่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้า จู่ ๆ ก็ยื่นมือเล็กออกไปกอดพวกเขาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ “พวกพี่ดีกับหนูเกินไปแล้ว”
“งั้นเหรอ พี่ก็รู้สึกมีความสุขมากเหมือนกันนะ” เซี่ยเหยาหอมแก้มโจวโม่โม่ไปฟอดหนึ่ง พูดยิ้ม ๆ “เพราะว่าโม่โม่ทั้งน่ารักและก็เป็นเด็กดี พี่เหยาเหยาก็เลยชอบหนูมาก ๆ เลยล่ะ”
โจวโม่โม่หันแก้มขวาไปทางโจวเยี่ยน “เกอเกอ แก้มข้างนี้ให้พี่หอมทีนึงนะ”
“จุ๊บ~” โจวเยี่ยนหอมเบา ๆ ไปทีหนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
วินาทีนี้ เขารู้สึกเหมือนความรักมันเอ่อล้นจนเต็มอก ลมฤดูหนาวยังไม่รู้สึกหนาวเลย
“ก๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ~”
เจ้าตัวเล็กหัวเราะออกมาเป็นเสียงห่านที่ฟังดูตลกสุด ๆ
ทำเอาเซี่ยเหยาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะตามออกมา
โจวเยี่ยนขี่รถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปทางตำบลซูจี แม้แต่เสียงเครื่องยนต์รถก็ยังกลบเสียงหัวเราะของห่านตัวใหญ่ที่น่ารักสองตัวนี้ไว้ไม่มิด
กลับมาถึงร้านอาหารตอนเที่ยงตรงพอดี น้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวไม่อยู่บ้าน ป่านนี้ก็น่าจะยังขายเนื้อพะโล้อยู่ที่หัวสะพานหิน
โจวเยี่ยนวางของลง ซาวข้าวใส่หม้อ เริ่มลงมือทำมื้อเที่ยง
เซี่ยเหยากับโจวโม่โม่ช่วยกันจุดไฟอยู่หลังเตา เจ้าตัวเล็กยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งอยู่ข้าง ๆ เซี่ยเหยา ในมือถือฟางข้าวไว้กำหนึ่ง คอยโยนใส่เตาเป็นระยะ ๆ เล่นอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว
มื้อเที่ยงกินกันง่าย ๆ มีหมูสองไฟผักกาดดองหนึ่งจาน กะหล่ำปลีผัดหนึ่งจาน แล้วก็พะโล้เจรวมมิตรอีกหนึ่งจาน
“มื้อเที่ยงกินกันง่าย ๆ ไปก่อนนะ เผื่อท้องไว้กินมื้อใหญ่ตอนเย็น” โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ
“อื้อ หมูสองไฟหอมมากเลย!” เซี่ยเหยาคีบหมูสองไฟที่ห่อด้วยใบกระเทียมเข้าปาก รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า “แต่ว่า ตอนนี้ฉันเริ่มจะอดใจรอขาหมูตงพัวมื้อเย็นไม่ไหวแล้วสิ”
โจวโม่โม่ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวเงยหน้าขึ้นมาจากชาม มองโจวเยี่ยนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ขาหมูเหรอ? ขาหมูท่อนใหญ่ ๆ? ขาหมูท่อนใหญ่ที่ใหญ่กว่าตีนหมูอีกเหรอคะ?”
“อื้อ เป็นขาหมูท่อนใหญ่ที่ใหญ่กว่าหน้าหนูอีกนะ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
“โห!” โจวโม่โม่ได้ยินดังนั้นก็ยกมือเล็ก ๆ ขึ้นมาจับแก้มตัวเอง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เอ่ยด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม “โอ้โห! ใหญ่ขนาดนั้นเลย! เกอเกอ หนูขอเหมาคนเดียวเลยได้ไหมคะ?”
“ไม่ได้หรอก หนูทานไม่หมดหรอก” โจวเยี่ยนส่ายหน้ายิ้ม ๆ เจ้าตัวเล็กอาจจะแทะตีนหมูหมดได้หนึ่งอัน แต่ไม่มีทางกินขาหมูท่อนใหญ่หมดทั้งท่อนได้แน่นอน
“โม่โม่กินข้าวได้ตั้งสามชามเลยนะ โม่โม่กินไหวแน่ ๆ!” โจวโม่โม่ทำหน้าไม่ยอมแพ้
“งั้นซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง ไก่ผัดพิทักษ์วัง สาลี่ยัดไส้แปดเซียนตอนเย็น... หนูจะไม่กินแล้วใช่ไหม?” โจวเยี่ยนถามกลั้วหัวเราะ
แววตาของเจ้าตัวเล็กเริ่มไม่ค่อยแน่วแน่ตามรายชื่ออาหารแต่ละจานที่โจวเยี่ยนพูดออกมา เธอลังเลนิดหน่อยแล้วถาม “เกอเกอ คืนนี้กินดีขนาดนี้ จะไม่เก็บเงินไว้ใช้วันหน้าแล้วเหรอคะ?”
โจวเยี่ยนกับเซี่ยเหยาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา
“โม่โม่ คืนนี้คุณพ่อคุณแม่แล้วก็คุณตาคุณยายของพี่เหยาเหยาจะมานะ พวกเราก็เลยต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับมื้อใหญ่ เพื่อเลี้ยงต้อนรับและแสดงความยินดีที่พวกท่านเดินทางมาถึงไงล่ะ” โจวเยี่ยนอธิบายยิ้มๆ
“อื้อ! คุณตากับทุกคนจะมาแล้วเหรอ!” โจวโม่โม่ประหลาดใจนิด ๆ พูดด้วยใบหน้าจริงจัง “งั้นคืนนี้หนูต้องไปปรึกษาเรื่องฝีมือวาดรูปกับคุณตาซะหน่อยแล้ว!”
“หนูจะไปปรึกษาเรื่องฝีมือวาดรูปกับปรมาจารย์ภาพวาดพู่กันจีนเลยเหรอ?”
“ใช่ค่า ตอนนี้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเรียกหนูว่าปรมาจารย์สีเทียนกันหมดแล้วนะ” โจวโม่โม่พยักหน้าหงึกหงัก ไม่มีท่าทีเกรงกลัวเลยสักนิด
โจวเยี่ยนกินอะไรง่าย ๆ นิดหน่อย หิ้วปิ่นโตเก็บอุณหภูมิ ขี่รถมอเตอร์ไซค์เอาข้าวเที่ยงไปส่งให้พ่อกับแม่ที่หัวสะพาน
จ้าวเถี่ยอิงเพิ่งจะยุ่งเสร็จไปพักหนึ่ง พอเห็นโจวเยี่ยนจอดรถแล้วหิ้วกับข้าวเดินมา ก็พูดยิ้ม ๆ “แม่กำลังเตรียมจะกลับไปทำกับข้าวพอดีเลย ซื้อเสื้อผ้าให้เหยาเหยาหรือยังลูก?”
“ซื้อแล้วครับ เหยาเหยาซื้อชุดนึง โม่โม่ชุดนึง ผมก็ซื้อชุดนึง เหยาเหยายังซื้อรองเท้าให้ผมอีกคู่ด้วยนะ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางยื่นปิ่นโตข้าวให้แม่ เหลือบมองเนื้อพะโล้ที่เหลืออยู่น้อยนิดในกระด้งข้าง ๆ “วันนี้เนื้อพะโล้ตั้งเยอะแยะขายใกล้จะหมดแล้วเหรอเนี่ย? ธุรกิจดีไม่เบาเลย!”
“แน่นอนสิ แม่เขาน่ะช่างพูดช่างเจรจา ไม่กี่วันนี้ก็ขายจนได้ลูกค้าประจำมาตั้งเยอะ คาดว่าอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็น่าจะขายหมดแล้วล่ะ” สหายเหล่าโจวพูดด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ “เห็นไหมล่ะ นี่แหละเมียพ่อ”
“พอแล้ว ๆ ถ่อมตัวหน่อยสิ ขืนคุณชมเกินไปฉันก็จะทุบคุณเหมือนกันนะ” จ้าวเถี่ยอิงทำท่าเงื้อหมัดใส่เขา พูดยิ้ม ๆ “ช่วงปีใหม่คนจัดงานเลี้ยงกันเยอะ ลูกค้าหลายคนมาซื้อทีก็เหมาไปตั้งหลายอย่าง เดี๋ยวพอพวกเราขายส่วนที่เหลือนี้หมด ก็จะกลับไปช่วยลูกแล้วล่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่โต๊ะเดียวเอง ผมจัดการคนเดียวสบายมาก” โจวเยี่ยนช่วยยกม้านั่งมาให้
สหายเหล่าโจวเดินเข้ามา ตักข้าวไปพลางถามไปพลาง “เดี๋ยวก็จะได้เจอพ่อตาแล้ว กลัวไหม?”
“จะกลัวอะไรล่ะครับ ผมเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาขนาดนี้” โจวเยี่ยนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ กระซิบถามเสียงเบา “พ่อครับ ตอนที่พ่อไปบ้านแม่ครั้งแรก พ่อตื่นเต้นไหม? เวลาเจอพ่อตา มีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้างไหมครับ?”
“พ่ออายุสิบแปดก็กล้าฆ่าวัวตัวใหญ่หนักแปดร้อยจินแล้ว พ่อจะไปตื่นเต้นทำไมล่ะ?” สหายเหล่าโจวยิ้มเยาะ “ปกติลูกเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นแหละ แค่ระวังนิดนึง อย่าไปทำให้พ่อตาตกใจก็พอ”
“เอ๊ะ? ตกใจยังไงเหรอครับ?” โจวเยี่ยนสงสัย
จ้าวเถี่ยอิงคีบเนื้อมาชิ้นหนึ่ง อดกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่แล้ว “ตอนที่พ่อเขามาบ้านแม่ครั้งแรก ตาของลูกถามว่าเขาทำงานอะไร เขาตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ก็เลยชักมีดเลาะกระดูกที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาแกว่งไปมาสองสามที
ทำเอาตากับน้าของลูกตกใจจนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกไปนอกบ้าน ปืนแม่นี่ขึ้นลำรอแล้วนะ นึกว่ามาดูตัวแล้วเจอมหาโจรเข้าให้ กะจะจับส่งทางการเอาผลงานซะหน่อย”
สหายเหล่าโจวเม้มปาก ก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปาก
โจวเยี่ยนอึ้งไปนิดหนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
สหายเหล่าโจวตอนหนุ่ม ๆ นี่บ้าบิ่นสุด ๆ ไปเลย!
“แม่ แล้วแม่ได้ยิงปืนไหมครับ?” โจวเยี่ยนถามกลั้วหัวเราะ
“ยิงไปนัดนึง ปลดอาวุธเขาซะเลย” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า “ในบ้านแม่ ไม่มีใครหน้าไหนชักมีดได้หรอก”
“นั่นเป็นมีดเลาะกระดูกเล่มโปรดของพ่อเลยนะ” สหายเหล่าโจวรำพึงเสียงแผ่ว “กระสุนนัดเดียว ทำเอาปลายมีดหักกระเด็น มีดหลุดมือ แขนชาไปเป็นอาทิตย์เลย”
“โชคดีที่แม่สื่อตะโกนบอกได้ทัน ว่าเขาเป็นคนฆ่าวัว ไม่งั้นกระสุนนัดที่สองคงได้ลั่นแน่ ๆ” น้าจ้าวพยักหน้ายิ้ม ๆ “ก็ยังดีนะ ไม่ถึงกับฉี่ราด แค่ตกใจจนหน้าถอดสี หลังจากนั้นตอนกินข้าวเขาก็นั่งหนีบขาตลอด ไม่กล้ามองหน้าแม่เลยสักนิด”
“แม่สื่อคนนั้นก็ไม่เอาไหนเลย ไม่ได้บอกไว้ล่วงหน้าก่อนเหรอครับ?” โจวเยี่ยนขำจนท้องแข็ง
“ตอนนั้นมีคนมาเป็นแม่สื่อที่บ้านแม่วันละตั้งหลายเจ้า ใครจะไปจำได้ล่ะว่าใครเป็นใคร” จ้าวเถี่ยอิงพูดกลั้วหัวเราะ “แต่พ่อเขาตอนหนุ่ม ๆ หน้าตาดีใช้ได้เลยนะ คิ้วเข้มตาโต แม่ก็นึกว่าโดนปืนนัดนั้นขู่จนขวัญเสีย คงไม่กล้ามาอีกแล้วแน่ ๆ ที่ไหนได้ เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็พาย่าของลูกมาหาถึงบ้านเลย”