- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 796 ตอกหน้าเซียนด้วยมีดแกะสลัก
บทที่ 796 ตอกหน้าเซียนด้วยมีดแกะสลัก
บทที่ 796 ตอกหน้าเซียนด้วยมีดแกะสลัก
คนในตระกูลหูทยอยกันมา โต๊ะในลานบ้านก็เต็มอย่างรวดเร็ว พวกผู้ใหญ่ก็นั่งเล่นไพ่ ตั้งวงคุยสัพเพเหระ ส่วนพวกเด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันไปทั่วลานบ้าน ดูครึกครื้นเอามาก ๆ
หูต้าไห่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานที่โต๊ะหลัก บนใบหน้าก็เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว
อาเหว่ยกลับมาอย่างรวดเร็ว ยกฟักทองลูกเบ้อเริ่มลงมาจากรถ นอกจากนั้นก็ยังมีหัวไชเท้ากับแครอทสายพันธุ์ต่าง ๆ อีกเจ็ดแปดหัว
“ซื้อหัวไชเท้ากับฟักทองมาเยอะแยะขนาดนี้ หรือว่าจะแกะสลักดอกไม้ด้วยล่ะเนี่ย?” อวี๋หยางชำเลืองมอง แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซุนซานพูดยิ้ม ๆ “เพิ่งจะไปซื้อเอาป่านนี้ ก็น่าจะแค่แกะสลักดอกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ เอามาประดับจานนั่นแหละ พวกเขามีกันแค่สามคน จะเอาเวลาที่ไหนไปแกะสลักอะไรซับซ้อนล่ะ”
“งานจัดเลี้ยงโต๊ะจีนชนบท จะมามัวทำของประดับตกแต่งให้มันดูเยอะแยะไปทำไม รสชาติอร่อยต่างหากล่ะถึงจะสำคัญ” หูกวงหมิงก็พูดกลั้วหัวเราะ
คุณตาปรายตามองไปทางห้องครัว บนใบหน้ากลับฉายแววรอคอยขึ้นมาบ้างแล้ว
“อาจารย์โจว จะแกะสลักลายอะไรเหรอ? ให้ฉันทำหรือนายจะทำเอง?” อาเหว่ยหยิบชุดมีดแกะสลักของตัวเองออกมาจากกระเป๋า แล้วมองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถาม “นายไปสับเนื้อทำไส้เถอะ เดี๋ยวฉันจะแกะสลักเทพเจ้าซิ่วกงก่อน ทำเป็นลายต้นสนกับนกกระเรียนคู่ต่ออายุ ส่วนของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหลือก็ยกให้นายจัดการแล้วกัน” โจวเยี่ยนรับมีดแกะสลักมาจากมืออาเหว่ย หิ้วฟักทองลูกเบ้อเริ่มเดินไปที่โต๊ะเล็กข้าง ๆ
“เวลากระชั้นชิดขนาดนี้ ยังจะทำลายซับซ้อนขนาดนี้อีกเหรอ?” อาเหว่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เจิงอันหรงก็หันไปมองโจวเยี่ยนเหมือนกัน “สิบโมงครึ่งแล้ว เวลากระชั้นไปหน่อยนะคะ”
การแกะสลักเทพเจ้าซิ่วกงนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่บ้าง ด้วยฝีมือของอาเหว่ยกับเจิงอันหรง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าเลยทีเดียว
การแกะสลักน่ะ เน้นที่ความประณีตบรรจง ผลงานที่ออกมาถึงจะดูมีชีวิตชีวา
ถ้าทำด้วยความรีบร้อนเกินไป ผลงานที่ออกมามักจะดูไร้ชีวิตชีวา ถ้าเป็นแบบนั้น สู้ไม่ทำเลยจะดีกว่า
สำหรับลายต้นสนกับนกกระเรียนคู่ต่ออายุเนี่ย จุดที่ยากที่สุดก็คือจะแกะสลักนกกระเรียนให้ออกมาดูมีชีวิตชีวาและสง่างามราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ได้ยังไงต่างหาก
การใช้หัวไชเท้าแกะสลักเป็นนกกระเรียน ถือเป็นฝันร้ายของช่างแกะสลักแทบทุกคนเลยก็ว่าได้ ขนนกแต่ละเส้น ถ้าพลาดไปนิดเดียวก็ต้องเริ่มทำใหม่หมด
โจวเยี่ยนรับคำส่ง ๆ ไปงั้น แล้วก็เริ่มลงมีด หั่นฟักทองชิ้นหนา ๆ ออกมา สีเหลืองทองอร่ามดูน่ากินสุด ๆ เขาถือฟักทองไว้ในมือหมุนดูรอบหนึ่ง ลงมีดไปแค่สองสามทีก็ขึ้นรูปได้แล้ว มีดหลักในมือตวัดฉับ ๆ ไม่นานรูปร่างของเทพเจ้าซิ่วกงก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
“เดี๋ยวสิ... เขาไม่เอาปากกามาวาดโครงร่างไว้ก่อนเหรอ?” อาเหว่ยถึงกับอึ้ง กลืนน้ำลายเอื้อกแล้วถาม “พี่เจิง ขั้นตอนมันเป็นแบบนี้เหรอครับ?”
“ฉัน... ปกติฉันก็ต้องเอาปากกามาวาดโครงร่างไว้ก่อนเหมือนกันนะ” เจิงอันหรงเองก็มึนตึ้บ โจวเยี่ยนลงมีดเร็วมาก แถมยังแม่นยำสุด ๆ
ไม่ถึงห้านาที โครงร่างคร่าว ๆ ของเทพเจ้าซิ่วกงก็โผล่ออกมาแล้ว เขาเปลี่ยนมีดอีกเล่ม แล้วก็แกะสลักต่อ เศษฟักทองร่วงกราวลงบนเขียงด้านล่าง อาเหว่ยกับเจิงอันหรงเตรียมอาหารไปพลาง ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองทางโจวเยี่ยนเป็นระยะ ๆ
แกะสลักเทพเจ้าซิ่วกงเสร็จ ใช้เวลาไปแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น!
เทพเจ้าซิ่วกงองค์นั้น มือซ้ายถือไม้เท้า มือขวาประคองลูกท้อสวรรค์ ฐานรองเป็นรูปเมฆมงคล ทางด้านขวายังมีนกกระเรียนที่กำลังสยายปีกเตรียมจะบินขึ้นฟ้าแกะสลักเอาไว้ด้วย
“บ้าไปแล้ว! นี่มันจะเร็วเกินไปแล้วมั้ง? แค่ลูกท้อสวรรค์ลูกเดียว ฉันยังต้องใช้เวลาตั้งสิบนาทีเลยนะ!” อาเหว่ยตกตะลึงจนพูดไม่ออก อ้าปากค้าง
เจิงอันหรงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน “แกะสลักเร็วก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมถึงทั้งเร็วทั้งสวยได้ขนาดนี้ล่ะ? เทพเจ้าซิ่วกงองค์นี้ดูมีโหงวเฮ้งแห่งความสุขสุด ๆ ไปเลย!”
โจวเยี่ยนชำเลืองมอง พยักหน้าด้วยความพอใจ หยิบหัวไชเท้ามาหัวหนึ่ง ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น แล้วก็เริ่มแกะสลักนกกระเรียน
[แพ็กเกจประสบการณ์แกะสลักผักผลไม้ระดับกลาง] ที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้ ทำให้เขาเชี่ยวชาญการแกะสลักผักผลไม้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับชำนาญการ
เทพเจ้าซิ่วกงถือว่าเป็นลายรูปคนที่ค่อนข้างง่าย อยู่ในขอบเขตของแพ็กเกจประสบการณ์ระดับกลาง โจวเยี่ยนมีประสบการณ์สำเร็จรูปอยู่ในหัวอยู่แล้ว การแกะสลักก็เลยเป็นเรื่องกล้วย ๆ
ส่วนนกกระเรียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แกะสลักฉับ ๆ แป๊บเดียวก็ได้นกกระเรียนมาตั้งสี่ตัว เอาฟักทองมาแกะสลักเป็นจะงอยปากแล้วเสียบเข้าไป จากนั้นก็เอาแครอทมาแกะสลักเป็นภูเขาจำลองสองลูก แกะสลักต้นสนอีกหนึ่งต้น เอาไปจัดวางในจานกลมก้นแบนใบใหญ่ แล้วใช้ไม้เสียบลูกชิ้นเสียบยึดเอาไว้
จากนั้นก็เอาเทพเจ้าซิ่วกงที่แกะสลักไว้ก่อนหน้านี้มาวางลงในจาน ให้ดูรับกับต้นสนและนกกระเรียนที่อยู่ด้านหลัง
ถือว่าการแกะสลักอาหารสำหรับงานเลี้ยงวันเกิดชิ้นนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
“เป็นไงบ้าง?” โจวเยี่ยนหันไปถามทั้งสองคนยิ้ม ๆ
“แม่เจ้าโว้ย! น่าทึ่งสุด ๆ ไปเลย!” อาเหว่ยมองโจวเยี่ยนด้วยความตกตะลึงสุดขีด “อาจารย์โจว สามสิบห้านาทีแกะสลักผลงานออกมาได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ฉันคงไม่กล้าเชื่อจริง ๆ”
“ความหมายดีมากเลยนะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ผลงานแกะสลักชิ้นนี้ก็มีมูลค่าถึงสิบหยวนแล้วล่ะ” เจิงอันหรงก็ผสมโรงชมด้วยคน
โจวเยี่ยนยกมือขึ้นดูนาฬิกา หันไปบอกทั้งสองคน “เอาล่ะ แบ่งงานกันหน่อย อาเหว่ยรับผิดชอบนวดไส้เนื้อให้เข้ากันนะ แล้วก็หั่นพะโล้จัดใส่จาน เสี่ยวเจิงจัดการฆ่าปลาไนหินทั้งหกตัวแล้วหมักทิ้งไว้ก่อน จากนั้นก็แกะสลักดอกไม้เล็ก ๆ มาประดับจานหน่อยนะ”
“จัดไป!”
อาเหว่ยกับเจิงอันหรงรับคำ แล้วก็รีบลงมือทำทันที
เครื่องเคียงอย่างอื่นก็เตรียมไว้เกือบหมดแล้ว โจวเยี่ยนหิ้วมีดคู่ขึ้นมา สับเนื้อไก่ให้ละเอียด เดี๋ยวจะเอาไปทำไก่หิมะ เพราะว่าเพิ่มการแกะสลักเข้ามาแบบกะทันหัน เวลาก็เลยกระชั้นชิดไปนิด แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยดี
พวกโจวเยี่ยนยุ่งอยู่กับการทำอาหาร ส่วนทางฝั่งเจ้าภาพก็กำลังยุ่งอยู่กับการดำเนินงานเลี้ยงวันเกิดตามพิธีการ
แขกเหรื่อทยอยกันมาถึงแล้ว
แม่ของก่วนลู่เป็นครูเกษียณ รับหน้าที่เป็นพิธีกร
สมกับที่เป็นอดีตครูสอนภาษาจีนจริง ๆ พูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นมาได้แล้ว
ลูก ๆ หลาน ๆ ทยอยกันเข้าไปกราบอวยพรวันเกิด โค้งคำนับ มอบของขวัญ และกล่าวคำอวยพรกันคนละประโยคสองประโยค
ดูออกเลยว่าคนในตระกูลหูให้ความสำคัญกับงานวันเกิดอายุครบแปดสิบปีของคุณตาในครั้งนี้มาก ทุกคนต่างก็เตรียมของขวัญและคำอวยพรมาล่วงหน้า ครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อจัดงานวันเกิดอายุครบแปดสิบปีให้คุณตาอย่างจริงจัง บรรยากาศดูอบอุ่นและครึกครื้นเป็นอย่างมาก
“ลูกหลานเต็มบ้าน มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วทำไมคุณตาถึงยังดูไม่มีความสุขเลยล่ะ?” อาเหว่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็คงเป็นเพราะคนที่สำคัญที่สุดไม่อยู่แล้วมั้ง” เจิงอันหรงเอ่ยเสียงเบา
“เอาล่ะ เตรียมตัวออกอาหารได้แล้ว” โจวเยี่ยนปรายตามองหูต้าไห่ที่กำลังแจกซองแดงอายุยืนให้พวกลูกหลาน แล้วเอ่ยปากสั่ง พะโล้หั่นใส่จานเรียบร้อยแล้ว จัดเรียงตามมาตรฐานสูงสุดของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา ไม่ใช่แค่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังมีดอกไม้ที่แกะสลักจากหัวไชเท้าและฟักทองมาประดับตกแต่งด้วย
งานเลี้ยงมื้อเที่ยงเริ่มตอนเที่ยงตรง สิบเอ็ดโมงห้าสิบนาทีก็เริ่มยกอาหารจานเย็นขึ้นโต๊ะ ก่วนลู่จัดให้ลูกพี่ลูกน้องหนุ่มแน่นแข็งแรงสามคนมาช่วยเป็นเด็กยกอาหาร ตอนนี้ก่วนลู่เป็นถึงเถ้าแก่บริษัทก่อสร้าง แถมงานเลี้ยงวันเกิดมื้อนี้เขาก็ยังเป็นคนออกเงินเองอีก เพราะฉะนั้นในตระกูลก็ถือว่ามีหน้ามีตาพอสมควร ได้นั่งโต๊ะหลักร่วมกับแม่และพ่อของเขา
พิธีการอวยพรวันเกิดเสร็จสิ้น อาเหว่ยก็เป็นคนยกผลงานแกะสลักต้นสนกับนกกระเรียนคู่ต่ออายุและเทพเจ้าซิ่วกงไปเสิร์ฟที่โต๊ะหลักด้วยตัวเอง กลัวว่าไอ้หนุ่มสามคนนั้นจะทำหล่นเสียของซะก่อน
วางผลงานแกะสลักลงตรงกลางจานหมุน อาเหว่ยพูดยิ้ม ๆ “คุณตาครับ นี่เถ้าแก่ของผมตั้งใจแกะสลักมาให้คุณตาโดยเฉพาะเลยนะครับ ขอให้คุณตาอายุยืนยาวเหมือนต้นสนและนกกระเรียน มีความสุขความเจริญอายุยืนยาว แคล้วคลาดปลอดภัย มีความสุขกายสบายใจ สุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาวนะครับ!”
“โอ้โฮ!”
บรรดาพ่อครัวที่โต๊ะหลักมองผลงานแกะสลักผักผลไม้ชิ้นนี้ ต่างก็ร้องอุทานออกมาด้วยความทึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
หูต้าไห่ถึงกับทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นยืน มองซ้ายมองขวา พยักหน้าหงึกหงัก “อืม แกะสลักได้สวย! แกะสลักได้สวยจริง ๆ! เถ้าแก่โจวช่างมีน้ำใจจริง ๆ”
“เดี๋ยวสิ พ่อหนุ่ม นี่คือฟักทองกับหัวไชเท้าที่นายเพิ่งไปซื้อกลับมาแล้วแกะสลักเองเหรอ?” อวี๋หยางทนความอยากรู้ไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมา
“แค่เวลาแป๊บเดียวเนี่ยนะ? ทำกับข้าวไปพลางแล้วก็ยังแกะสลักของพวกนี้ออกมาได้เป็นกองเลยเหรอ?” หูกวงหมิงก็ตกตะลึงเหมือนกัน
“ใช่ครับ เถ้าแก่พวกเราแกะสลักให้สด ๆ ร้อน ๆ เลย” อาเหว่ยพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ กวาดสายตามองความตกตะลึงบนใบหน้าของทุกคนจนหนำใจ แล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องครัวไป บรรดาพ่อครัวต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันด้วยความตกตะลึง จ้องมองผลงานแกะสลักผักผลไม้ในจานอย่างพินิจพิเคราะห์
ซุนซานเอ่ยปาก “เทพเจ้าซิ่วกงองค์นี้แกะสลักได้สวยมากเลยนะ หน้าผากนูนโหนกเหมือนลูกท้อสวรรค์ คิ้วยาวหางตาตก รอยยิ้มตาหยี ดูมีเมตตาแถมยังมีโหงวเฮ้งแห่งความสุขสุด ๆ คุณดูไม้เท้านั่นสิ บนนั้นยังมีลูกท้อสวรรค์งอกออกมาตั้งหลายลูก นกกระเรียนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดูมีชีวิตชีวามาก ที่สำคัญก็คือ เทพเจ้าซิ่วกงองค์นี้แกะสลักขึ้นรูปมาจากชิ้นเดียวกันหมดเลย ทักษะต้องขั้นเทพขนาดไหนเนี่ย!”
“นกกระเรียนกับต้นสนนี่ก็แกะสลักได้สวยมากเลยนะ นกกระเรียนแต่ละตัวท่าทางไม่เหมือนกันเลย ดูมีชีวิตชีวามาก พอเอามาจัดวางรวมกัน ก็ดูสง่างามราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์เลยล่ะ!” พ่อครัวที่อยู่ข้าง ๆ พูดเสริม
อวี๋หยางหมุนจานหมุนดูรอบหนึ่งอย่างละเอียด อดไม่ได้ที่จะปรบมือร้องชม “เวลาสั้นแค่นี้ แต่แกะสลักรายละเอียดได้ดีเยี่ยมเลยนะ ทั้งรอยยับของเสื้อผ้า ลวดลายของใบไม้ หนวดเครา แล้วก็เมฆมงคล ฝีมือประณีตสุด ๆ ไปเลย!
ความหมายโดยรวมก็ดีมากด้วยนะ ต้นสนกับนกกระเรียนคู่ต่ออายุ มีความสุขความเจริญอายุยืนยาว ตอนงานเลี้ยงวันเกิดอายุครบแปดสิบปีของฉัน ไม่รู้ว่าพวกลูกศิษย์ของฉันจะแกะสลักมาให้ฉันสักชิ้น ให้ฉันได้มีหน้ามีตาต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายบ้างหรือเปล่านะ”
บรรดาพ่อครัวต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย การแกะสลักผลงานที่ประณีตงดงามขนาดนี้ในเวลาอันสั้น พวกเขาต่างก็ยอมรับว่าตัวเองไม่มีระดับฝีมือแบบนี้หรอก
พวกเด็ก ๆ ยิ่งพากันมามุงดูของแปลกตากันใหญ่ ร้องอุทานด้วยความทึ่งไม่ขาดปาก
มุมปากของก่วนลู่ยกขึ้นนิด ๆ ในที่สุดก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาเสียที
ก่อนหน้านี้ตอนที่นั่งลง เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอยู่บ้าง บรรดาพ่อครัวใหญ่ที่มีน้าชายของเขาเป็นหัวโจก ต่างก็พูดจาในทำนองตักเตือนเรื่องที่เขายอมจ่ายเงินตั้งมากมายเพื่อเชิญพ่อครัวหนุ่มสาวสามคนจากเจียโจวมาจัดงานเลี้ยงวันเกิดในครั้งนี้
ในที่สุดก็ทนจนถึงตอนออกอาหารได้ คิดไม่ถึงเลยว่าก่อนที่อาหารจานเย็นจะยกขึ้นโต๊ะ โจวเยี่ยนยังจะมอบความประหลาดใจชิ้นใหญ่ให้ขนาดนี้ ถือว่าจัดเต็มให้เขาได้มีหน้ามีตาสุด ๆ ไปเลย
หูเฉี่ยวอวิ๋นฝ่าฟันเสียงคัดค้านจากทุกคน สนับสนุนให้ก่วนลู่เชิญพวกโจวเยี่ยนมาจัดงานเลี้ยงวันเกิดในครั้งนี้ เธอก็ต้องแบกรับแรงกดดันมาไม่น้อย ตอนนี้บนใบหน้าก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นเช่นกัน “ผลงานแกะสลักชิ้นนี้มีความเป็นศิลปะสูงมากเลยนะ คิดไม่ถึงเลยว่าเถ้าแก่โจวอายุยังน้อย แต่ฝีมือแกะสลักจะเก่งกาจขนาดนี้”
ซุนซานพยักหน้าบอก “ฝีมือแกะสลักขั้นเทพจริง ๆ แค่นกกระเรียนนี่ ในภัตตาคารเหมยโจวของพวกเราก็หาคนที่แกะสลักได้ดีกว่าเขาไม่ได้แล้วล่ะ”
คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นพ่อครัวใหญ่อาวุโสจากร้านอาหารชื่อดังทั้งนั้น ต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดของซุนซานอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ทำได้ไม่เร็วเท่าเถ้าแก่โจวเท่านั้น แต่ยังแกะสลักได้ไม่สวยเท่าเขาด้วย
หูกวงหมิงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิด ๆ “งานจัดเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทจะทำออกมาได้ดีหรือเปล่า มันก็ต้องดูที่รสชาติอาหารสิ ของประดับตกแต่งอลังการพวกนี้ ก็ถือเป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้นแหละ”
เขาเพิ่งจะพูดจบ ไอ้หนุ่มที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเด็กยกอาหาร ก็เริ่มยกอาหารจานเย็นขึ้นโต๊ะแล้ว
เนื้อวัวพะโล้ หัวหมูพะโล้ หูหมูพะโล้ แล้วก็มีเนื้อเงาโคมไฟอีกหนึ่งจาน!
เนื้อวัวพะโล้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดและความหนาใกล้เคียงกัน จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในจาน ด้านข้างยังมีดอกโบตั๋นที่แกะสลักจากแครอทประดับอยู่ด้วย หูหมูหั่นบางเฉียบจนโปร่งแสงราวกับอำพันสีแดงสด ตรงกลางมีกระดูกอ่อนประดับอยู่ราวกับลวดลาย
หัวหมูพะโล้มีมันแทรกเนื้อ ซึมซับน้ำพะโล้เข้าไปจนชุ่ม สีแดงสดดูน่ากินสุด ๆ
ที่สะดุดตาที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเนื้อเงาโคมไฟจานนั้น ที่เคลือบด้วยน้ำมันพริกและงา เปล่งประกายสีอำพันแดงมันวาว เนื้อแล่บางเฉียบราวกับปีกจักจั่นจนแทบจะมองทะลุเห็นสิ่งของด้านหลังได้ พอมีใบไม้สีเขียวที่แกะสลักจากหัวไชเท้าสองใบมาประดับ ก็ยิ่งดูสดใสและน่ากินเข้าไปใหญ่
บรรดาพ่อครัวที่โต๊ะหลักต่างพากันนั่งตัวตรง พินิจพิเคราะห์อาหารจานเย็นทั้งสี่อย่างบนโต๊ะ แล้วก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ประณีตงดงามเกินไปแล้ว!
ปกติกินงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบท จะเคยเห็นการจัดจานแบบนี้ซะที่ไหนล่ะ?