เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 793 ภารกิจปลุกความทรงจำในงานเลี้ยงวันเกิด

บทที่ 793 ภารกิจปลุกความทรงจำในงานเลี้ยงวันเกิด

บทที่ 793 ภารกิจปลุกความทรงจำในงานเลี้ยงวันเกิด


ต้องยอมรับเลยว่า ทุกคนเอาใจหูกวงหมิงจนอารมณ์ดี ถึงจะไม่ได้ยอมรับ แต่ความรู้สึกตั้งแง่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยตอนแรกเจอหน้าก็ถูกขจัดไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการจัดงานเลี้ยงวันเกิดที่จะเริ่มขึ้นหลังจากนี้

ถิ่นของคนอื่น ใช้เครื่องครัวของคนอื่น มาจัดงานวันเกิดอายุครบแปดสิบปีให้พ่อแท้ ๆ ของคนอื่น

ปรองดองกันไว้ถึงจะเจริญรุ่งเรืองไง

โจวเยี่ยนจัดแจงของให้เข้าที่ โดยเฉพาะหัวเชื้อน้ำพะโล้โหลนั้น โจวเยี่ยนเปิดตะกร้าสะพายหลังใบหนึ่งออก ยัดมันลงไปไว้ล่างสุด แล้วเอาเครื่องปรุงกับเครื่องเทศสารพัดชนิดมาวางทับไว้ข้างบน

หัวเชื้อน้ำพะโล้คือแก้วตาดวงใจของพ่อครัวอาหารจานเย็นเชียวนะ ปกติแล้วพ่อครัวอาหารจานเย็นจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องน้ำพะโล้ของตัวเองเด็ดขาด ถ้าทำพังล่ะก็ถึงขั้นต้องสู้กันตายไปข้างนึงเลยล่ะ

หัวเชื้อน้ำพะโล้ถังนี้คิดเป็นแค่หนึ่งในสิบของหัวเชื้อน้ำพะโล้ทั้งหมดที่โจวเยี่ยนมีอยู่ในร้านตอนนี้ แถมยังผ่านการเดินทางที่สมบุกสมบันมาตลอดทาง แต่มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่ามันคือหัวเชื้อน้ำพะโล้ชั้นยอดได้หรอก

หูเฉี่ยวอวิ๋นเดินเข้ามาในครัว เอ่ยเรียกทุกคน “เสี่ยวโจว พวกเธอมากินข้าวกันเถอะ”

“ได้ครับ!” โจวเยี่ยนรับคำ ทั้งสามคนเดินตามก่วนลู่ไปกินข้าวที่ห้องอาหาร

“ช่างก่วน แม่ของคุณดูยังสาวอยู่เลยนะ ท่าทางดูเหมือนคุณครูเลย” โจวเยี่ยนพูดกับก่วนลู่

“อาจารย์โจวมองคนขาดจริง ๆ แม่ของผมเป็นครูสอนภาษาจีนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเหมยโจวหมายเลขหนึ่ง เพิ่งจะเกษียณปีนี้นี่เอง” ก่วนลู่ยิ้มพยักหน้า ปรายตามองโจวเยี่ยนแล้วบอก “ที่คุณรู้สึกว่าแม่ของผมดูสาว เป็นเพราะคุณรู้สึกว่าผมดูแก่ไปหน่อยใช่ไหมล่ะ? ความจริงปีนี้ผมเพิ่งจะสามสิบหกเองนะ”

“หา?” โจวเยี่ยนชะงักฝีเท้า มองก่วนลู่ที่มีผิวคล้ำแดดและหยาบกร้าน ก่อนหน้านี้เขาคิดมาตลอดว่าก่วนลู่น่าจะอายุอย่างน้อย ๆ ก็สี่สิบแล้วซะอีก

“สามสิบหกเหรอ? ช่างก่วน หน้าตาคุณล้ำหน้าไปหน่อยนะ” อาเหว่ยร้องอุทาน

เจิงอันหรงเม้มปาก แอบกระทุ้งศอกใส่อาเหว่ยไปทีนึง เจ้าหมอนี่มีอะไรก็พูดออกมาหมดจริง ๆ

ก่วนลู่ก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ฉีกยิ้มบอก “ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ออกจากสถาบันออกแบบมาทำเอง ก็ต้องขลุกอยู่แต่ในไซต์งานทุกวัน ตากแดดตากฝน พอดำแล้วมันก็ดูแก่น่ะสิ คราวนี้กลับมา ลูกยังจำผมไม่ได้เลย เดินเข้าประตูมาทีสะดุ้งโหยง วันที่สองนู่นถึงจะยอมเรียกพ่อ”

ความขมขื่นของคนทำงานก่อสร้าง โจวเยี่ยนสัมผัสได้ในวินาทีนี้เอง

แต่ไอ้ความรู้สึกตลกนิด ๆ นี่มันคืออะไรกันนะ?

คนล่าสุดที่โดนแดดเผาจนกลายเป็นรุ่นปู่ ก็คือคุณอานักตกปลาหวังชวนนั่นแหละ

สีผิวช็อกโกแลตนั่น หนักกว่าก่วนลู่อีก

วันนี้พวกโจวเยี่ยนออกเดินทางกันแต่เช้า ก็เลยมาถึงตอนเวลาอาหารพอดี

มื้อเที่ยงวันนี้คนไม่เยอะ นั่งกันแค่สองโต๊ะ

บนโต๊ะอาหาร ก่วนลู่คุยสัพเพเหระกับโจวเยี่ยนพักหนึ่ง และเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ของตระกูลหูให้เขาฟัง

ปีนี้หูต้าไห่อายุแปดสิบ มีลูกสามคน ลูกชายคนโตหูเกินเซิงเป็นกรรมกรรับจ้างที่ซื่อสัตย์สุจริต ลูกสาวคนรองหูเฉี่ยวอวิ๋นเป็นครูสอนมัธยมปลายที่เกษียณแล้ว ส่วนลูกชายคนเล็กหูกวงหมิงสืบทอดวิชาจากคุณตามาเป็นพ่อครัวชนบท

ลูกชายทั้งสองคนกับลูกสาวต่างก็มีลูกกันคนละสี่ห้าคน ตอนนี้ก็ถือว่าลูกหลานเต็มบ้านแล้ว

งานเลี้ยงวันเกิดกำหนดไว้เป็นวันพรุ่งนี้ วันนี้กับพรุ่งนี้พวกเด็กรุ่นหลังก็จะทยอยกันมาร่วมอวยพรวันเกิดให้คุณตา

หูต้าไห่กินข้าวเงียบมาก นาน ๆ ทีก็จะจ้องชามข้าวเหม่อลอย มีแค่ตอนที่หลานตัวเล็ก ๆ เข้ามาใกล้ ถึงจะยิ้มตอบกลับไปสองสามคำ แล้วล้วงลูกอมจากกระเป๋าเสื้อออกมาให้เด็กน้อย

ถึงแม้ทุกคนจะมาที่นี่เพื่อเขา แต่โจวเยี่ยนกลับมองเห็นความโดดเดี่ยวอันลึกล้ำบนตัวเขา

ดูเหมือนว่าความครึกครื้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเลย ความรู้สึกแปลกแยกแบบนั้น มันทำให้รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง

กินข้าวเที่ยงเสร็จ ก่วนลู่ก็พาโจวเยี่ยนไปเดินดูตลาดสดข้างหลัง ระหว่างทางก็เล่าเรื่องหูต้าไห่ให้โจวเยี่ยนฟัง “ตาของผมตั้งแต่ปีนี้ความจำก็เริ่มจะไม่ค่อยดีแล้วล่ะ ชอบเหม่อลอยบ่อย ๆ บางทีคุย ๆ กันอยู่ แกก็จะหยุดไปดื้อ ๆ แล้วก็จ้องมองอะไรบางอย่างเหม่อลอยไปเลย

ผมไปหาข้อมูลมา อาการแบบนี้เป็นระยะเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมน่ะ แล้วผมก็พาแกไปตรวจที่โรงพยาบาลใหญ่ในเฉิงตูมาแล้วด้วย หมอบอกว่าให้คุยกับแกบ่อย ๆ แล้วก็ให้แกออกกำลังกายง่าย ๆ บ้าง

แต่ตาแกไม่ฟังเลย ปกติแกก็จะไปสั่งชาถ้วยนึงที่โรงน้ำชาริมแม่น้ำ นั่งอยู่คนเดียวทั้งวัน ไม่พูดกับใครเลยสักคำ บางทีก็ลืมกินข้าวเที่ยงไปเลยด้วยซ้ำ

เมื่อก่อนแกยังเล่นไพ่บ้างนะ แต่สองปีมานี้ไพ่ก็ไม่เล่นแล้ว ปิดกั้นตัวเองอย่างสิ้นเชิงเลย ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ ผมกลัวว่าอีกไม่นานร่างกายแกจะทรุด แล้วก็จะจำอะไรไม่ได้อีกเลย”

โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าครุ่นคิด “ช่างก่วนเชิญผมมาครั้งนี้ ก็เพราะอยากจะให้ผมช่วยคลายปมในใจของคุณตาใช่ไหมครับ?”

“ใช่เลย!” ก่วนลู่ตบมือฉาด “อาจารย์โจว คุณพูดถูกเผงเลย! คุณตาของผมตอนนี้ก็เหมือนมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ แบบไม่มีความหวังอะไรเลยน่ะสิ เมื่อสิบปีก่อนตอนที่คุณยายจากไป แกก็ซึมเศร้าไปเลย ช่วงแรก ๆ แกก็ยังมีอะไรให้ทำบ้างเพื่อสอนน้าทำอาหาร แต่สองสามปีมานี้แกยิ่งไม่สนใจอะไรเลย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น แม่ผม ลุง แล้วก็น้า พวกเขาเห็นแล้วร้อนใจกันไปหมด แต่ก็ไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ดีเลยจริง ๆ

คราวก่อนตอนที่ผมไปกินหมูสามชั้นนึ่งลำไยหวานฝีมือคุณที่ร้าน ผมรู้สึกว่ารสชาติมันเหมือนกับที่คุณยายที่จากไปของผมทำเป๊ะเลย ผมก็เลยอยากจะให้ตาได้ลองชิมดูบ้าง เผื่อว่ามันจะช่วยเรียกความทรงจำกับความรู้สึกคิดถึงของแกกลับมาได้บ้างน่ะ”

“ได้ครับ ผมจะพยายามให้เต็มที่” โจวเยี่ยนพยักหน้า ลังเลนิดหน่อยแล้วพูดต่อ “แต่ว่า แค่กินข้าวไปมื้อเดียว มันอาจจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนักหรอกมั้งครับ?”

ก่วนลู่มองโจวเยี่ยนแล้วถาม “ขาหมูตงพัวอันดับหนึ่งของเหมยโจว อาจารย์โจวไม่สนใจอยากจะได้สูตรมาบ้างเหรอ?”

โจวเยี่ยนเลิกคิ้ว ถามด้วยความประหลาดใจ “ช่างก่วนอยากจะให้ผมไปขอเรียนทำขาหมูตงพัวกับคุณตาก่อนงั้นเหรอ?”

ก่วนลู่พยักหน้าบอก “น้าของผมคนนี้ฝีมือทำอาหารอาจจะด้อยไปหน่อย แต่ที่เขาพูดกับพวกคุณเมื่อกี้ก็ไม่ได้ขี้โม้ไปซะหมดหรอกนะ ขาหมูตงพัวที่ตาทำมันสุดยอดที่สุดในเหมยโจวเลยจริง ๆ พ่อครัวใหญ่ของภัตตาคารตงพัวตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็เคยเรียนกับแกมาช่วงหนึ่งทั้งนั้น

พรสวรรค์ด้านการทำอาหารของน้าผมก็งั้น ๆ แหละ พอขาหมูตงพัวตกทอดมาถึงมือเขา ทำออกมาแล้วรสชาติมันก็ไม่ใช่ ตาของผมก็เคยพยายามเข็นแล้วนะ แต่สอนมาสามปีก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ จนตอนนี้แกหมดกำลังใจจะสอนแล้วล่ะ

ผมคิดว่าการที่ตาไม่ชอบไปเล่นไพ่กับพวกเพื่อน ๆ ของแกแล้ว สาเหตุหลัก ๆ เลยก็คือแกรู้สึกเสียหน้านั่นแหละ น้าของผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ไปเต็ม ๆ เลย”

โจวเยี่ยนอยากจะขำ แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้ ทำเสียงเคร่งขรึม “ถ้าอย่างนั้น วิชาประจำตระกูลของคุณตา แกก็ไม่แน่ว่าจะยอมสอนผมหรอกนะครับ อีกอย่าง เหมยโจวกับซูจีก็อยู่ไกลกันขนาดนี้ เดินทางไปกลับก็ตั้งสองชั่วโมง ผมยังต้องดูแลร้านอาหารอีก ถึงอยากจะเรียนจริง ๆ ก็ไม่มีเวลาหรอกครับ”

ก่วนลู่รีบละล่ำละลักบอก “ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่คุณเอ่ยปากว่าอยากจะเรียน ลองดูปฏิกิริยาของตาแกดูก่อน ถ้าแกยอมสอน นาน ๆ คุณจะมาที่เหมยโจวสักทีก็ได้ ปกติก็เขียนจดหมายติดต่อกันเป็นครั้งคราวไป ปีนึงเรียนไม่สำเร็จก็เรียนไปสองปี สองปีไม่สำเร็จก็เรียนไปสามปี ขอแค่ให้ตาแกมีเป้าหมายในใจก็พอแล้ว!”

โจวเยี่ยนเข้าใจแล้ว มองก่วนลู่ที่มีสีหน้าร้อนรน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า “ได้ครับ ความกตัญญูของช่างก่วน ช่างหาได้ยากจริง ๆ งั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวผมลองหาโอกาสถามคุณตาดูแล้วกันนะครับ รอดูว่าคุณตาแกจะคิดยังไง”

“ขอบคุณมากครับอาจารย์โจว!” ก่วนลู่จับมือของโจวเยี่ยนไว้แน่น เอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ

โจวเยี่ยนบอก “ยังไม่ต้องรีบขอบคุณหรอกครับ ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จหรือเปล่า ถึงยังไงคุณตาก็อายุขนาดนี้แล้ว แกก็ไม่แน่ว่าจะอยากรับศิษย์มาสั่งสอนอีก”

ก่วนลู่พูดยิ้ม ๆ “จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ผมก็ต้องขอบคุณคุณอยู่ดี ผมพอมองออกนะ เมื่อกี้ตอนที่คุณตามองเสี่ยวเจิง สายตาของแกแฝงรอยยิ้มเอาไว้ด้วย คงจะคิดถึงคุณยายของผมน่ะแหละ

คุณทวดของผมเมื่อก่อนก็เคยเปิดภัตตาคารที่เหมยโจว เป็นทั้งเถ้าแก่เป็นทั้งพ่อครัวใหญ่ เหมือนกับคุณตอนนี้เลย กิจการดีมาก คุณทวดมีลูกสาวสามคน ไม่มีลูกชายมาสืบทอดวิชาเลยจริง ๆ ก็เลยเลือกคุณยายที่เป็นลูกคนเล็กมาเรียนทำอาหารด้วยตั้งแต่เด็ก

คุณยายของผมตอนสาว ๆ สวยมาก คุณตาไปกินข้าวแล้วบังเอิญเห็นเข้าก็เลยตกหลุมรัก ตอนนั้นคุณตาเพิ่งจะสิบหกเองนะ แล้วแกก็วิ่งไปหาคุณทวดที่ร้านอาหารบอกว่าอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์เรียนทำอาหาร แม่ผมเคยบอกว่า ความจริงตอนแรกคุณตาไม่ได้ชอบทำอาหารเลยสักนิด แค่อยากเข้าไปทำงานหลังครัวร้านอาหารเพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคุณยายต่างหาก

ถึงจะไม่ชอบ แต่คุณตาของผมก็มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารจริง ๆ นั่นแหละ ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหมด แกเรียนรู้ได้เร็วที่สุดและทำได้ดีที่สุด สุดท้ายก็เลยได้แต่งงานกับคุณยายของผม แล้วก็สืบทอดกิจการของคุณทวดจริง ๆ

ต่อมาร้านอาหารต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลบางอย่าง แกก็เลยไปทำงานที่ร้านอาหารอื่น หลังจากนั้นก็ผันตัวมาเป็นพ่อครัวชนบท เพราะมีฝีมือดี ชื่อเสียงก็เลยโด่งดังมาก คิดราคาแพงกว่าพ่อครัวชนบทคนอื่นตั้งสองสามเท่า แต่ทุกคนก็ยังแย่งกันจองตัว...”

ก่วนลู่พาโจวเยี่ยนเดินดูตลาดสดไปรอบหนึ่ง พลางเล่าเรื่องราวของคุณตากับคุณยายให้ฟังคร่าว ๆ ไปด้วย

พบกันครั้งแรกตอนอายุสิบหก ยอมกระโจนเข้าสู่วงการพ่อครัวก็เพื่อความรัก ประคับประคองกันมาตลอดชีวิต พออายุเจ็ดสิบก็ต้องสูญเสียคนรักไป

เรื่องนี้มันสร้างความเจ็บปวดให้คุณตามากแค่ไหน คงจะพอนึกภาพออก

กลับมาถึงบ้านตระกูลหู อาเหว่ยกับเจิงอันหรงกำลังจัดการกับวัตถุดิบอยู่

“แม่ ตาล่ะ?” ก่วนลู่ถามขึ้นมาลอย ๆ

“ไปดื่มชาแล้วล่ะ ที่ประจำนั่นแหละ งานวันเกิดตัวเองแท้ ๆ แกไม่สนใจเลยสักนิด” หูเฉี่ยวอวิ๋นบอก หว่างคิ้วแฝงแววความกังวลเอาไว้เล็กน้อย

“ไม่เป็นไรหรอก พ่อแกก็เป็นคนแบบนี้แหละ” หูกวงหมิงพูดขึ้นมาลอย ๆ เขาเอาม้านั่งมานั่งดูอาเหว่ยกับเจิงอันหรงทำงานอยู่ข้าง ๆ คอยชี้แนะเป็นระยะ ๆ

โจวเยี่ยนหยิบกล่องใส่ถั่วแดงกวนออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง นี่คือถั่วแดงที่กวนเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ช่วงนี้อากาศเย็นจนเกือบจะศูนย์องศาอยู่แล้ว เก็บไว้สักวันสองวันไม่ต้องกลัวเสียเลย

วันนี้ที่มาแต่เนิ่น ๆ ก็เพื่อเตรียมของ หมูสามชั้นนึ่งหวานกับหมูสามชั้นนึ่งเค็มต้องเตรียมทำไว้ก่อน พรุ่งนี้เอามาอุ่นอีกรอบ รสชาติจะยิ่งกลมกล่อมขึ้น แถมพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ฉุกละหุกด้วย เป็ดรมควันใบชาคืนนี้ก็ต้องเชือดแล้วหมักเอาไว้ พรุ่งนี้เช้าจะได้ทำทัน

เพื่อจะรมควันเป็ดตัวนี้ เขาถึงกับแบกเตารมควันหนักยี่สิบกว่าจินมาด้วยเลยนะ เน้นความเป็นมืออาชีพสุด ๆ

พวกอาหารพะโล้ อาหารประเภทตุ๋น อาหารประเภทผัด ค่อยทำพรุ่งนี้สด ๆ ร้อน ๆ

งานเลี้ยงหกโต๊ะ โจวเยี่ยนทำตามมาตรฐานรับจัดเลี้ยงของที่ร้าน เพิ่มเป็ดรมควันใบชามาหนึ่งตัว แล้วก็เพิ่มกับข้าวพื้น ๆ ไปอีกสองอย่าง

อาหารชุดใหญ่เก้าชามของงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทไม่มีทางเอามาเทียบกับงานเลี้ยงโต๊ะนี้ของเขาได้เลย แค่เป็ดรมควันใบชา เนื้อเงาโคมไฟ ปลาไนผัดแห้ง พวกนี้เป็นอาหารระดับหรูที่งานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบททั่วไปไม่มีทางยกขึ้นโต๊ะได้หรอก

ก่วนลู่ยอมจ่ายเงินให้เขาจัดงานเลี้ยงในราคาโต๊ะละห้าสิบเอ็ดหยวน งั้นโจวเยี่ยนก็ต้องทำให้เขามีหน้ามีตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ให้เขาได้เชิดหน้าชูตาต่อหน้าพวกพี่น้องลูกพี่ลูกน้องทั้งหลาย

หูกวงหมิงมองโจวเยี่ยนที่ผูกผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามา แล้วเอ่ยถาม “อาจารย์เสี่ยวโจว พวกเธอจะทำอาหารประเภทนึ่งแค่สองอย่างเองเหรอ?”

“ใช่ครับ หมูสามชั้นนึ่งหวานที่นึง แล้วก็หมูสามชั้นนึ่งเค็มอีกที่นึงครับ” โจวเยี่ยนตอบรับยิ้ม ๆ

หูกวงหมิงขมวดคิ้วบอก “แบบนี้มันคงจะไม่ได้มั้ง ถึงจะมีแค่หกโต๊ะ แต่โต๊ะนึงอย่างน้อยก็ต้องมีอาหารเก้าอย่างนะ พวกเธอมีกันแค่สามคน ทำอาหารประเภทนึ่งแค่สองอย่าง ที่เหลือต้องทำสด ๆ ร้อน ๆ หมดเลยเหรอ? จะทำทันไหมเนี่ย?”

“คุณอาหู วางใจได้เลยครับ อย่าว่าแต่หกโต๊ะเลย ต่อให้สิบหกโต๊ะก็ยังรับมือไหวครับ” โจวเยี่ยนตอบรับยิ้ม ๆ งานปกติของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวายุ่งกว่านี้ตั้งเยอะ หกโต๊ะนี่ถือว่าเป็นเรื่องกล้วย ๆ เลย

หูกวงหมิงขยับปากนิด ๆ สุดท้ายก็เลือกที่จะกลืนคำพูดนั้นลงไป ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “คนหนุ่มเอ๊ย ไม่เคยจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทมาก่อน ทำแบบนี้จะเสียเปรียบเอานะ”

พูดจบ ก็เลิกดูเรื่องสนุก ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะไพ่ที่อยู่ข้าง ๆ

“กวงหมิง แกดูพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวพวกนี้จัดงานเป็นยังไงบ้าง?”

“ทำอาหารประเภทนึ่งแค่สองอย่าง แกดูสิ งานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทบ้านไหนเขาทำกันแบบนี้บ้าง อย่างแย่ที่สุดก็ต้องทำอาหารชุดใหญ่เก้าชามสิ ฉันว่าแล้วเชียว เสี่ยวก่วนทำงานก่อสร้างทำถนนสร้างบ้าน จะไปรู้เรื่องจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทได้ยังไง โต๊ะละห้าสิบหยวน เอาเงินไปจัดงานเลี้ยงกินอาหารดี ๆ ที่ภัตตาคารเหมยโจวได้สบายเลย! ฉันดูแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะโดนพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวพวกนี้หลอกฟันเงินเข้าให้แล้วล่ะ”

“เอาล่ะ ๆ พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ เสี่ยวก่วนเขาเต็มใจควักเงินจ้างคนมาจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้พ่อ แกก็ควรจะให้ความร่วมมือก็ให้ความร่วมมือไปเถอะ อย่าทำให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอาได้”

“ฉันรู้ว่าเสี่ยวก่วนมีความกตัญญู ฉันแค่เสียดายเงินแทนเขา โต๊ะละห้าสิบหยวน หกโต๊ะก็ปาเข้าไปสามร้อยหยวนแล้วนะ! ฉันรับจัดงานเลี้ยงสามสิบโต๊ะยังหาเงินได้ไม่ถึงร้อยหยวนเลย แกดูสิเงินจำนวนนี้มันหามาได้ง่าย ๆ เหรอ? ฉันก็บอกไปตั้งนานแล้ว ว่าเอาเงินร้อยหยวนมาให้ฉัน ฉันจะจัดให้ดี ๆ ทั้งสองมื้อเลย!”

“ถ้างั้น... ลองบอกก่วนลู่หน่อยดีไหมล่ะ?”

“ช่างเถอะ ๆ คนเขาขนของมาหมดแล้ว ยังมีอะไรให้พูดอีกล่ะ ก็แค่พรุ่งนี้นอกจากคนในครอบครัวเราแล้ว พ่อยังมีศิษย์น้องกับเพื่อนอีกสองสามคนที่จะมา ไม่รู้ว่าจะโดนพวกนั้นหัวเราะเยาะเอาหรือเปล่าเนี่ยสิ”

ถึงแม้ทุกคนจะเล่นไพ่อยู่ในห้องนั่งเล่นข้าง ๆ แต่เสียงก็ยังแว่วมาให้ได้ยินถึงในครัวเป็นระยะ ๆ

“คุณอาหูคนนี้ยังมีอคติกับพวกเราอยู่นะเนี่ย ถ้าไม่มีอาหารชุดใหญ่เก้าชามก็จัดงานเลี้ยงไม่ได้เลยเหรอ?” อาเหว่ยหัวเราะ

โจวเยี่ยนพูดเหน็บแนม “ช่วยไม่ได้นี่นา ทำงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทมาสิบปี ในหัวก็ยังมีแต่อาหารชุดใหญ่เก้าชาม แสดงว่าพรสวรรค์มีจำกัดจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าเทียบกันแล้ว อาจารย์ฉันรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากกว่า เอาพะโล้ เป็ดรมควันใบชา เนื้อเงาโคมไฟ ยกระดับมาตรฐานงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทในซูจี หรือแม้แต่ในเจียโจวให้สูงขึ้นไปอีกขั้นแล้ว”

อาเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างมาก “แหงล่ะ ถึงอาจารย์อาเซี่ยวจะมีฉายาว่าเจ้าหิน แต่หัวไวจะตาย อาจารย์ฉันก็ยังพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าเขาไปอยู่โรงอาหารของโรงงานน่ะเสียของเปล่า ๆ”

“อาจารย์ปู่ตอนอยู่โรงอาหารโรงงานมีลูกน้องให้ดูแลตั้งหลายสิบคน ตอนนี้ดีเลย มีลูกน้องคืออาจารย์เจิ้งแค่คนเดียว” เจิงอันหรงบอก

โจวเยี่ยนหัวเราะ “มันไม่เหมือนกันหรอก เมื่อก่อนทำที่โรงอาหารโรงงาน ต่อให้ทำเยอะแค่ไหน ทำดีแค่ไหน เดือนนึงก็ได้เงินเดือนแค่ร้อยกว่าหยวน ตอนนี้อาจารย์เซี่ยวเอาพะโล้พวกนี้มาทำด้วย ราคาจัดงานเลี้ยงก็สูงกว่าพ่อครัวชนบททั่วไป จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนชนบทงานนึงก็หาเงินได้ตั้งเยอะ ถ้าเจอเถ้าแก่ที่เหมาทั้งค่าแรงค่าวัตถุดิบ ก็จะยิ่งหาเงินได้เยอะกว่านี้อีก”

ทั้งสามคนคุยกันไปพลาง ทำหมูสามชั้นนึ่งเค็มกับหมูสามชั้นนึ่งหวานไปพลาง

หมูสามชั้นนึ่งเค็มทำไปสิบหกที่ ส่วนหมูสามชั้นนึ่งหวานทำไปสิบแปดที่

จบบทที่ บทที่ 793 ภารกิจปลุกความทรงจำในงานเลี้ยงวันเกิด

คัดลอกลิงก์แล้ว